สถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ: เดินหน้าไม่เหลียวหลัง?
๑ ใน ๕ ของข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการศึกษารอบสองของรัฐบาลที่เสนอโดย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) คือ เร่งผลิตและพัฒนาครูให้เป็นครูดีและเก่ง มีจิตวิญญาณความเป็นครู แก้ปัญหาการขาดแคลนครู ปฏิรูปการศึกษา และกลไกสำคัญในการผลักดันให้ข้อเสนอดังกล่าวไปสู่ความสำเร็จตามความเห็นของ สกศ. คือ การจัดตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ แม้ว่าข้อเสนอดังกล่าวได้ผ่านเป็น มติ ค.ร.ม.ไปแล้ว แต่ก็ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆนานา ในทิศทางที่ไม่เห็นด้วยจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย เช่น ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภฺ.) และ ล่าสุด สหภาพครูแห่งชาติ (ส.ค.ช.) สมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย(ส.ค.ท.)และเครือข่ายองค์กรชีวิตครูแห่งประเทศไทย (ค.อ.ท.)ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการจัดตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ ขณะที่สภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท) ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกลับไม่มีความเห็นใด ๆ ในเรื่องนี้
แนวคิดและความเป็นมา
แม้ว่าข้อเสนอในการจัดตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติจะเสนอโดย สกศ. แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ที่มีบทบาทอย่างสูงยิ่งในการผลักดันและเป็นเจ้าของแนวคิดในการจัดตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติก็คือ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสะอ้าน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมการสภาการศึกษา ด้านครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา หากศึกษาแนวคิดของ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสะอ้าน ผู้ที่มีบทบาทในวงการศึกษาของประเทศไทยมานานมาก โดยเฉพาะในการปฏิรูปการศึกษารอบแรก ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ที่ไม่ประสบความสำเร็จ จนต้องมาปฏิรูปการศึกษารอบสอง (ที่พยายามเลี่ยงว่าทศวรรษสอง) ถือได้ว่า ศ.ดร.วิจิตร เป็นผู้ที่มีบทบาทสูงมากคนหนึ่ง โดยมีผลงานในวงการศึกษาที่เป็นรูปธรรมคือ การก่อตั้งมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นต้น ศ.ดร.วิจิตรจึงมีความเชื่อมั่นกับแนวทางการพัฒนาองค์การทางการศึกษาในรูปแบบการเป็นองค์การในกำกับของรัฐ (โดยลืมนึกถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่ยังอยู่ในระบบ) แรกเริ่มของแนวคิดที่เกียวกับการจัดตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติของ ศ.ดร.วิจิตรคือ จะปรับสถานะของสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา (สค.บศ.) หน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นสถาบันที่เคยมีบทบาทอย่างสูงในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาโดยเฉพาะระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มาก่อน โดยจะผลักดันให้เป็นองค์การมหาชนแต่ก็ไม่สำเร็จ ในขณะที่การจัดตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติครั้งนี้ ศ.ดร.วิจิตรได้กล่าวถึงรูปแบบของสถาบันว่า “สถาบันนี้จะขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานอิสระอยู่ในกำกับของรัฐบาล เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ เป็นสถาบันจิ๋วแต่แจ๋ว โดยใช้ทรัพยากรร่วมกับหน่วยงานอื่นในเครือข่าย คณะที่จะมาบริหารจะมาจากนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ ในรูปคณะบุคคล และเป็นการบริหารบุคคลแบบพนักงาน โดยต้องใช้ระบบสรรหาเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” (……………)
ซ้ำซ้อนกับคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์/คุรุสภาหรือไม่
หากพิจารณาบทบาทหน้าที่ของสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติจากสาระสำคัญของข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๖๑)ของรัฐบาลคือ “สถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานระดับชาติ ที่มีการบริหารจัดการอย่างคล่องตัว เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ทำหน้าที่ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนานวัตกรรมเกี่ยวกับการผลิตและพัฒนาวิชาชีพครู ประกันและรับรองคุณภาพ มาตรฐานสถาบันผลิตและพัฒนาครู และพัฒนาการเรียนรู้” และจากคำกล่าวของ ศ.ดร.วิจิตรที่กล่าวว่า “สถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ จะเป็นสถาบันกลาง ไม่ทำงานซ้ำซ้อนกับคณะศึกษาศาสตร์ คุรุศาสตร์ และคุรุสภา แต่เป็นสถาบันเชื่อมโยงที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการผลิตและพัฒนาครู และสร้างเอกภาพด้านนโยบายและด้านมาตรฐาน ซึ่งช่วยพัฒนา ความเข้มแข็งให้กับคณะคุรุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และหน่วยงานที่มีทำหน้าที่ผลิตและพัฒนาครูทั้งหมด มีหน้าที่ในการพัฒนาคณาจารย์ ซึ่งเป็นครูของครู ซึ่งขณะนี้เป็นจุดอ่อนที่สถาบันฝึกหัดครูกำลังประสบปัญหาครูที่มีวุฒิการศึกษาสูง ๆ ไม่เหลืออยู่ในสถาบันอุดมศึกษา หน้าที่อีกส่วนคือการพัฒนาครูประจำการ และการผลิตครูที่ออกมาใหม่ในระดับบัณฑิตศึกษาหรือปริญญาโท โดยจะฝึกอบรมคณาจารย์ที่ประจำการที่มีอยู่ประมาณ ๖ - ๗ แสนคน โดยสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติจะพัฒนาวิทยากรให้ครอบคลุม ๘ กลุ่มสาระ พร้อมทั้งการนิเทศ และการบริหารให้มีวิทยากรที่มากเพียงพอ และมีคุณภาพดีเพื่อที่จะไปฝึกอบรมครู ๖ – ๗ แสนคน” (ผู้จัดการ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๒)
ลองมาพิจารณาจากบทบาทหน้าที่ของคณะครุศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์ คุรุสภา และสถาบันพัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษา (สค.บศ.) ดังต่อไปนี้
ปัจจุบัน คณะครุศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้ง ม.ราชภัฏ ม.รัฐเดิมและ ม.เอกชน ทั่วประเทศ ล้วนทำหน้าที่ผลิตครูตั้งแต่ระดับปริญญาตรี (ยกเว้น ม.เอกชน) ปริญญาโท ปริญญาเอก และ ป.บัณฑิต กันทั้งนั้น นอกจากนี้ยังทำหน้าที่พัฒนาครูประจำการโดยเฉพาะครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ ที่กล่าวว่าสถาบันคุรุศึกษาจะเป็นสถาบันการผลิตครูให้สถาบันฝึกหัดครูนั้น ทุกวันนี้คณาจารย์ที่สอนในสถาบันผลิตครูก็ล้วนเป็นผลผลิตระดับปริญญาโท – เอกจากคณะครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ ส่วนข้ออ้างเรื่องการขาดแคลนครูของครูที่มีวุฒิการศึกษาสูง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในสถาบันอุดมศึกษาก็ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกทางการศึกษาที่ประสงค์จะเข้ามาเป็นอาจารย์ในสถาบันผลิตครูจำนวนมาก แต่ติดเงื่อนไขทางกฎระเบียบบางประการของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ทำให้ไม่สามารถรับโอนบุคคลเหล่านี้ได้ การสรุปจากข้อมูลเพียงว่าสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติจะไม่ผลิตครูระดับปริญญาตรี จึงไม่ซ้ำซ้อนกับหน้าที่ของครุศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์ จึงเป็นการสรุปที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะงานอื่น ๆ มันซ้อนกันทั้งสิ้น
ส่วน คุรุสภา นั้น พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๖ มาตร ๙ บัญญัติถึงอำนาจหน้าที่ของ คุรุสภาไว้อย่างชัดเจนคือ (๑) กำหนดมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ และ (๗) รับรองปริญญา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตรของสถาบันต่าง ๆ ตามมาตรฐานวิชาชีพ นอกจาก มาตร ๔๙ ยังกำหนดให้คุรุสภาออกข้อบังคับว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครู นั่นหมายความว่าตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวคุรุสภาต้องทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ และเป็นหน่วยงานที่ต้องประกันและรับรองคุณภาพวิชาชีพร่วมกับสถาบันผลิตครู ซึ่งปัจจุบัน คุรุสภาก็ได้กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ และสถาบันผลิตครูก็ได้นำมาตรฐานดังกล่าวมาเป็นกรอบในการพัฒนาหลักสูตรผลิตครูเพื่อให้คุรุสภารับรองหลักสูตร ในขณะที่ ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ผอ.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาแห่งชาติ (สมศ.) ก็ได้กล่าวถึงสถาบันคุรุศึกษาว่า “จะเป็นหน่วยงานระดับชาติที่มีการบริหารจัดการคล่องตัว เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ทำหน้าที่ศึกษาค้นคว้า วิจัย และพัฒนานวัตกรรมเกี่ยวกับการผลิตและพัฒนาวิชาชีพครู ประกัน และรับรองคุณภาพและมาตรฐานสถาบันและพัฒนาครู” (เนชั่น ๙ กันยายน ๒๕๕๒) บทบาทของสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติดังกล่าวจึงซ้ำซ้อนกับคุรุสภาอย่างชัดเจน และนอกจากสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติแล้วในข้อเสนอของการปฏิรูปการศึกษารอบสองยังเสนอให้มีการจัดตั้ง สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพแห่งชาติ เป็นหน่วยงานระดับชาติที่มีการบริหารจัดการอย่างอิสระ คล่องตัว ไม่อยู่ในระบบราชการ ทำหน้าที่พัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพ ประเมินและให้การรับรองสมรรถนะวิชาชีพตามเกณฑ์มาตรฐาน โดยเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีบทบาททับซ้อนกับคุรุสภายิ่งกว่าสถาบันคุรุศึกษาเสียอีก
นอกจากนี้สถาบันพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา (สค.บศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรับเปลี่ยนสถานะมาจากการเป็นสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ตามนโยบายปฏิรูปการศึกษาและ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานการพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาสำหรับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดทำนโยบาย แผน และแนวทางการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ แนะนำ และติดตามผลการปฏิบัติของหน่วยงานให้เป็นไปตามแผน และแนวทางการพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา ส่งเสริมการวิจัย พัฒนานวัตกรรม และสื่อในการพัฒนา พัฒนารูปแบบและมาตรฐานการฝึกอบรม จัดทำรูปแบบ จัดทำฐานข้อมูลในการพัฒนา ส่งเสริมประสานเครือข่ายการพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ประสานงาน การระดมทรัพยากรและแสวงหาความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชนทั้งภายในและภายนอกประเทศ ดำเนินการพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นการทดลองนำร่องหรือเป็นการสนับสนุน ปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือได้รับมอบหมาย สถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติที่จะตั้งขึ้นจึงมีบทบาทซ้ำซ้อนกับ สค.บศ.อย่างชัดเจน
เดินหน้าไม่เหลียวหลัง
บทบาทหน้าที่ของสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติที่กล่าวมา จะเห็นว่ามีความซ้ำซ้อนกับบทบาทของคณะครุศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์ คุรุสภา และ สค.บศ.อย่างชัดเจน ดังนั้นการตั้งสถาบันคุรุศึกษาขึ้นมาก็ต้องหมายความว่า ผู้เสนอตั้งสถาบันคุรุศึกษาเห็นว่า ทั้ง ๓ องค์กร ที่ทำหน้าที่อยู่ดังกล่าว มีจุดบกพร่องในการผลิตและพัฒนาครู ไม่สามารถผลิต และพัฒนาครูเพื่อรองรับการปฏิรูปการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ดังที่ ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ผอ.สมศ. ได้เปิดเผย ถึงผลการประเมินผลสถาบันผลิตครูรอบ ๒ ของ สมศ. จำนวน ๕๗ แห่ง ปรากฏว่า มีเพียง ๑ แห่ง ที่ผ่านเกณฑ์ในระดับดีมาก คือคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมี ๒ แห่งอยู่ในระดับพอใจ ที่เหลืออยู่ในระดับดี ที่ต้องปรับปรุงคือเรื่องผลงานวิจัย การผลิตบัณฑิตให้ตรงกับความต้องการ และได้ทำงานตามที่เรียนมา(เดลินิวส์ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๒) นอกจากนี้สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับคณะครุศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์ ก็คือ แต่ละแห่งเปิดรับนักศึกษาครูโดยไม่มีแผนการผลิตและใช้ครูของรัฐทั้งระบบมากำกับ ดังเช่น ปัจจุบันคณะครุศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยบางแห่งมีนักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ ๑ ถึงปี ๕ รวมกันกว่า ๖,๐๐๐ คน และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาที่ผู้เขียนทำงานอยู่ปัจจุบันมีนักศึกษาครูรวมกันถึง ๓,๘๑๔ คน ลองคิดคำนวณโดยประมาณว่า ประเทศเรามีสถาบันผลิตครูอยู่ ๗๑ แห่ง (นับจากสมาชิกสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ปี พ.ศ. ๒๕๕๑) ก็คงมีนักศึกษาครูระดับปริญญาตรีเป็นจำนวนหลักแสนคน ยังไม่รวมที่เปิดหลักสูตร ป.บัณฑิต วิชาชีพครูแบบตลาดวิชากันทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ซึ่งคงมีตัวเลขรวมเป็นหลักหลายหมื่นคน การมีนักศึกษาจำนวนมากเช่นนี้ ย่อมมีคำถามถึงคุณภาพของบัณฑิตอย่างแน่นอน ? ในส่วนของคุรุสภาซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพ ก็ถูกมองว่าเป็นองค์กรทางการเมือง ไม่สามารถเป็นกลไกในการปฏิรูปการศึกษาได้ ขณะที่ สค.บศ.ก็ถูกดองมานานจนคนในองค์กรเองยังมองไม่เห็นทิศทางที่แท้จริงว่าจะเป็นอย่างไร และเมื่อเจ้าของแนวคิดในการก่อตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ ท่านไม่เคยมีประสบการณ์แห่งความสำเร็จในการปรับรื้อองค์กรเก่า มีแต่ประสบการณ์ในการตั้งหน่วยงานใหม่ ท่านจึงได้เลือกการเดินหน้าบนเส้นทางการเป็นสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติภายใต้การกำกับของรัฐตามประสบการณ์ของท่าน โดยไม่มีข้อเสนอว่าคณะครุศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ คุรุสภา และ สค.บศ. จะเป็นเช่นไร ดังนั้นท่านต้องจัดทำแผนการผลิต การพัฒนา และการใช้ครูให้สอดคล้องกันทั้งระบบที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ความเชื่อมโยงระหว่าง คณะครุศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์ คุรุสภา สค.บศ. และสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติอย่างชัดเจนก่อน โดยการทำประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นเพื่อจัดทำแผนการผลิต การพัฒนาและการใช้ครู จากหลาย ๆ ฝ่ายก่อน แล้วค่อยนำร่าง พ.ร.บ.สถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติมาพิจารณาอีกครั้งให้สอดคล้องกับแผนดังกล่าว ก่อนที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอเข้าสภาผู้แทนราษฎร ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงกับ ๓ องค์กรดังกล่าว กลายเป็นองค์กรไม้ตายซาก (Deathwood Organization) ซึ่งจะส่งผลเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างมาก ดังตัวอย่างจากผลงานการปฏิรูปการศึกษารอบแรกของพวกท่าน ที่ส่งผลให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศต้องแต่งตั้งรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษากันถึงเขตละสิบกว่าคน ทำให้สูญเสียการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรบุคคลดังกล่าว สิ้นเปลืองงบประมาณจำนวนมาก โดยไม่มี ๙ อรหันต์ท่านใดออกมาแสดงความรับผิดเลย โปรดอย่าทำผิดซ้ำซาก จะเดินหน้าต้องเหลียวหลังด้วยครับ.