บทความ “การแก้แค้นของสมองซีกขวา”  ในนิตยสาร WIRED เมื่อเกือบ ๕ ปีมาแล้ว (ซึ่งอ่านได้ที่นี่) ทำให้ผมเขียนบันทึกนี้  

          ผมเจียมตัวตลอดมาจนถึงปัจจุบัน   ว่าผมเป็นคนที่สมองซีกขวาลีบ   เพราะการเรียนการฝึกตั้งแต่สมัยหนุ่มจนอายุ ๖๐ เป็นการให้น้ำหนักและออกกำลังสมองซีกซ้าย   ละเลยสมองซีกขวา    ผมเล่นดนตรีไม่เป็น ถูกฝึกหรือเลี้ยงดูมาให้ไม่แสดงอารมณ์  ละเลยหรือไม่สนใจศิลปะ

          เพิ่งมาเข้าใจและเอาใจใส่สมองซีกขวาอย่างจริงจังก็ตอนมาทำเรื่อง KM

          แต่กล่าวอย่างนี้อาจจะผิด   เพราะผมฝึก synthesis skill มาตั้งแต่อายุน้อยๆ    เป็นการฝึกตนเอง โดยดูตัวอย่างผู้ใหญ่    synthesis skill จำเป็นสำหรับการเป็น man of action   ไม่ใช่เป็นแค่ man of ideas   ผมพยายามสอนตนเองว่าอย่าทำตัวเป็นสมาชิกองค์การ NATO คือ No Actoin, Talk Only   ผมได้ใช้ synthesis skill ในการทำงานบริหารเรื่อยมา    และใช้มากเป็นพิเศษตอนทำ สกว.   ถึงตอนทำ สคส. ผมก็คล่องแล้ว    ตอนนี้กำลังใช้ทักษะนี้ในการทำงานกำกับดูแล (Governance) หลายเรื่อง

          ผมชอบฝึกตัวเองให้มอง big picture   ฝึกมาตั้งแต่หนุ่ม โดยดูตัวอย่างผู้ใหญ่   การมอง big picture นี้ผมพบว่ามีอุปสรรคที่เรามองไม่เห็น   เหมือนมีม่านบังตา   หรือที่จริงมีเส้นผมมาบังภูเขา    และเส้นผมนี้มันขยายตัวใหญ่มาก จนบดบังภาพใหญ่มืดมิด   เส้นผมหรือม่านบังตานี้ ชื่อว่า “กู”   คือตัวกู ของกู นั่นเองเป็นตัวบดบังไม่ให้ผมเห็นภาพใหญ่

          เมื่อฝึกมองภาพใหญ่ไปเรื่อยๆ ผมมีทักษะมากขึ้น   ก็พบความยากลำบากมากขึ้น   จากการที่คนที่เราไปทำงานด้วย หรือวงการที่เราอยู่ เขามองภาพเล็ก   เพราะตัวตนของเขาใหญ่   ผมจึงได้โอกาสฝึก empathy คือเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น   แต่ผมคงจะเรียนไม่เก่ง เพราะผมมีนิสัยพูดตรงๆ เขียนตรงๆ

          เมื่อแก่ ผมฝึก transcendence ซึ่งพจนานุกรมแปลว่า เหนือกว่า ดีกว่า   แต่ผมแปลว่า ปล่อยวาง   คือไปให้เลยจากเรื่องนั้นๆ ก็แปลว่าปล่อยวาง    คือฝึกไม่ยึดมั่นถือมั่นในเรื่องที่กำลังทำอยู่   ทั้งๆ ที่เรื่องที่กำลังทำอยู่นั้นคือดวงใจของผม    เช่นเรื่อง KM เป็นเรื่องในดวงใจของผม (ใครๆ ก็รู้)   แต่ผมก็ฝึกไม่ยึดมั่นถือมั่น KM   ปล่อยวางว่า KM มีหลายความหมาย  มีหลายแนว  

          นี่คือการฝึกเขียนบันทึกแนวใหม่ เพื่อ ลปรร. ความเข้าใจเรื่อง right brain  ตามในบทความ

          แต่ผมคิดว่า ทักษะ KM อีกหลายอย่าง เป็น right brain skill   หรือสมองซีกขวาทำหน้าที่เด่น    ได้แก่ สุนทรียสนทนา   ฟังอย่างลึก  ถามอย่างชื่นชม (Appreciative Inquiry)   เรื่องเล่าเร้าพลัง   SSS (Success Story Sharing)  เป็นต้น   และผู้มีประสบการณ์จะพบว่า การใช้ทักษะสมองซีกขวาเหล่านี้ เราใช้เป็นชุด ในเวลาเดียวกัน   ไม่ได้ใช้แบบแยกกันเดี่ยวๆ

          บทความที่เอ่ยถึงข้างต้น เตือนว่าเวลานี้เราพ้น Information Age มาแล้ว   ขณะนี้เราอยู่ใน Conceptual Age   ที่เราต้องฝึกทักษะ hi concept, hi touch   ซึ่งเป็นทักษะที่สมองซีกขวานำ

          ผมได้โจทย์สำหรับฝึกฝนตนเอง (สิกขาบท) อีกแล้ว

 

วิจารณ์ พานิช
๔ ก.ย. ๕๒