เช้าวันใหม่....ในเงามืด : พิมใจ อินทะมูล
ชีวิตจริงของผู้ติดเชื้อเอชไอวี
18 ปีที่พลิกบทบาทก้าวสู่เส้นทางนักพัฒนา
ผู้เรียบเรียง : อรสม สุทธิสาคร
แพรวสำนักพิมพ์ พิมพ์ครั้งแรก มิถุนายน 2500
พิมพ์ครั้งที่สอง ตุลาคม 2550
๑๓๖ หน้า + ภาพ ๓๒ หน้า ๑๖๕ บาท
แม้ปัจจุบันโรคเอดส์จะลดความน่ากลัวและน่ารังเกียจลงมากแล้ว ทั้งในแง่ของตัวโรคเองและขนาดความรุนแรงของปัญหาในประเทศไทย เนื่องจากแม้ยังไม่มียารักษาให้หายขาด แต่ปัจจุบันนอกจากมียาที่สามารถยืดชีวิตผู้ป่วยออกไปได้มากแล้ว ยังทำให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงกับคนปกติด้วย นอกจากนั้นประเทศไทยยังประสบความสำเร็จอย่างสูง ในการควบคุมป้องกันแก้ไขปัญหาโรคนี้ ทั้งในด้านการลดขนาดของปัญหาลงจากที่เคยมีผู้ติดเชื้อปีละหลายแสนรายลงเหลือปีละประมาณ 1.5 – 2 หมื่นราย และในด้านการลดความรังเกียจผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยด้วยโรคนี้ลงได้มาก อย่างไรก็ดี โรคเอดส์ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย จากจำนวนผู้ติดเชื้อที่ยังมีชีวิตอยู่ในเวลานี้ราว 5 – 6 แสนราย ในจำนวนนี้มีราว 1.5 แสนราย ที่ป่วยและจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาตลอดชีวิต โดยโรคเอดส์ยังคงเป็นต้นเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในบางพื้นที่ การเรียนรู้ประสบการณ์ของการต่อสู้เอาชนะปัญหาเอดส์ จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ
หนังสือ “เช้าวันใหม่.....ในเงามืด : พิมใจ อินทะมูล” เป็นชีวประวัติของผู้ติดเชื้อเอดส์คนหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ดังที่ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้เขียนไว้ในคำนิยมว่า
“ผมอ่านต้นฉบับเรื่องของคุณพิมใจ อินทะมูล รวดเดียวจบ เพราะวางไม่ลงจริงๆ เนื่องจากเป็นเรื่องเล่าชีวิต (Life Story) ที่มีชีวิตเลือดเนื้อของคนเล็กๆที่มีชีวิตใหญ่
คุณพิมใจ เป็นคนมีการศึกษาน้อย แต่เรียนรู้มาก
คุณพิมใจ เป็นคนจน แต่รวยน้ำใจ
คุณพิมใจ เป็นคนมีโรคมาก แต่จิตใจแข็งแรง
คุณพิมใจ เป็นคนมีน้อย แต่ให้มาก
ฉะนั้น ผู้หญิงชาวบ้านที่ยากจนและติดเชื้อเอชไอวีคนหนึ่งซึ่งก้าวพ้นอุปสรรคทั้งปวง และมีชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น จนมีคนรู้จักไปทั่วโลก เป็นตัวอย่างชีวิตที่จะให้กำลังใจและก่อให้เกิดความบันดาลใจกับชีวิตอื่นๆ จำนวนมาก”
ชีวิตของคุณพิมใจเป็นชีวิตที่แสนลำเค็ญและขมขื่น ทั้งจากความยากจนของครอบครัว และความเป็นผู้หญิง ทำให้เมื่อจบ ป.4 แล้วอยากเรียนต่อก็ไม่มีโอกาส ดังคำอธิบายของพ่อที่บอกว่า “พ่อไม่มีเงินส่งเรียนหรอก.....ลูกผู้หญิงจะเรียนมากไปทำไม จบมาก็ต้องแต่งงานมีเหย้ามีเรือน”
ความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าในงานอาชีพของพ่อทำให้พ่อต้องเสี่ยงชีวิตไปขุดพลอยที่บ่อไร่ จังหวัดตราด โดยพ่อพาพิมใจไปเสี่ยงชีวิตด้วย ต้องตกระกำลำบากและคว้าน้ำเหลวกลับมาถึงสองครั้งสองคราจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด
เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด พิมใจเป็นคนขี้โรค และความยากจนทำให้ไม่มีโอกาสได้รับการดูแลรักษาโดยสมควร ทำให้พิมใจคิดสั้นพยายามฆ่าตัวตายถึง 4 ครั้ง เมื่อพบเนื้อคู่จนตัดสินใจแต่งงานอยู่กินด้วยกัน ก็กลับกลายเป็นเคราะห์ร้ายแสนสาหัส เพราะนอกจากสามีจะขี้เหล้าและแม่สามีที่อยู่ด้วยก็เป็นทาสสุราแล้ว สามียังนำโรคร้ายมาให้ทั้งโรคซิฟิลิสที่ถึงขั้นทำให้พิมใจผมร่วงและคิ้วร่วง และโรคเอดส์ที่ในที่สุดก็คร่าชีวิตสามีของเธอไป เธอเองก็ต้องตัดสินใจสร้างตราบาปด้วยการทำแท้งลูกเมื่อตั้งครรภ์แรกได้ 4 เดือน และชีวิตของเธอต้องกลายเป็น “ตาลยอดด้วน” เพราะไม่สามารถจะมีลูกได้ตลอดชีวิต
น่าสนใจที่พิมใจสามารถพลิกชีวิตจากกองทุกข์ที่ทับถมหนักหนาสาหัสเช่นนั้นขึ้นมาได้ จนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
จากอดีตที่เคยพยายามฆ่าตัวตายถึง 4 ครั้ง เธอกลับยิ้มรับโรคร้ายทั้งซิฟิลิสและเอดส์ได้อย่างเข้มแข็ง ไม่ตีโพยตีพาย ซ้ำยังปลุกปลอบสามีที่คิดจะฆ่าตัวตายให้เลิกคิดได้ และสุดท้ายสามารถประกาศได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ขอบคุณที่ติดเชื้อเอดส์ เพราะเอดส์ทำให้ได้เห็นคุณค่าของชีวิต”
นอกจากไม่คิดฆ่าตัวตายอีกแล้ว พิมใจยังกลายเป็นคนที่ไม่กลัวความตาย และพร้อมนอนตายตาหลับทุกเมื่อ “เธอเตรียมพร้อมมานานแล้วสำหรับการลาจาก ภาพถ่ายหน้าศพที่เตรียมไว้ในชุดเจ้านาง รูปร่างหน้าตาอิ่มเอิบ สดชื่น แจ่มใส ที่ถ่ายไว้นานหลายปีมาแล้ว พร้อมกับคำสั่งเสียเรื่องพิธีกรรมงานลาจากให้พ่อแม่พี่น้องที่อยู่เบื้องหลังได้จัดการ...พิมใจทำออมทรัพย์สงเคราะห์ของบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งไว้แล้ว และยังมีเงินฌาปณกิจสงเคราะห์ทำไว้อีก ถ้าตายไปก็ไม่สร้างปัญหาให้ครอบครัวเดือดร้อน พิมใจบอกกับแม่ว่าไม่อยากเห็นการทำงานศพอย่างฟุ่มเฟือย งานศพพิมใจอยากให้ใช้โลงศพแช่เย็น พอเราใช้แล้วก็บริจาคให้เป็นของชุมชนต่อไป ไม่อยากให้ทำปราสาทเพราะสิ้นเปลือง แล้วไม่อยากให้สวดศพหลายคืน ใจจริงอยากอุทิศศพให้โรงพยาบาล แต่เรามีโรคอย่างนี้ก็เป็นไปไม่ได้ ในงานไม่ควรมีเสียงเพลงอึกทึกครึกโครม อยากให้มีเวทีเสวนาร่วมกันเพื่อเอาชีวิตของตนมาเป็นบทเรียนการเรียนรู้ของชุมชนจะมีประโยชน์กว่า...”
วาระสุดท้ายของสามี “พิมใจจัดแจงใส่เสื้อผ้าให้สามีใหม่ เป็นชุดที่เจ้าตัวชอบที่สุด คือเสื้อยืดแขนสั้นสีเขียว มีเสื้อแจ๊คเก็ตสีครีมสวมทับ ท่อนล่างเป็นกางเกงยีนตัวเก่งของเขา จนเวลาล่วงมาถึงสิบโมง เธออุ้มเขามานอนบนตักและคอยกระซิบข้างหู พูดธรรมะให้ฟังตลอด บอกเขาว่าไปข้างหน้าให้เอาพระพุทธ พระธรรม นำทางนะ ให้นึกถึงพุทโธๆ สิ่งที่ดีที่ทำมาให้เอาไปสู่สวรรค์ ไปอยู่ที่สบายกว่านี้ ข้างหน้าไม่เจ็บไม่ปวดอะไรแล้ว ความไม่ดีให้ทิ้งไว้ข้างหลัง อย่าไปกังวล พูดไปก็หอมแก้ม จูบเปลือกตาเขา บอกเขาว่าไม่ต้องห่วงนะ ทุกอย่างจะจัดการให้.... เขากอดพิมใจแล้วสักพักก็เกร็ง ลมออกไปจากร่าง หมดลม...”
ในวัยสี่สิบปีเศษ หลังจากติดเชื้อเอดส์มาเกือบ 20 ปี พิมใจได้รับรางวัลชีวิตมากมาย ทั้งระดับชาติและนานาชาติ เช่นรางวัลคนดีศรีสังคมของมูลนิธิหมู่บ้าน ปี 2540 รางวัลดีเด่นประเภทครูภูมิปัญญาไทยของคุรุสภา ปี 2544 รางวัลคนดีศรีสังคมของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ รางวัลสตรีดีเด่น พระพุทธศาสนาแห่งโลก จากยูนิเฟมของสหประชาชาติ ปี 2547 เป็นต้น
ทำไมชีวิตที่ยากแค้นลำเค็ญขนาดนั้น จึงพลิกกลับมางดงามได้ถึงเพียงนี้ หนังสือเล่มนี้คือคำตอบ