“...อุตรดิตถ์ไม่มีใครทำ พวกผมเป็นกลุ่มเดียวที่มารวมตัวกันทำ ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ อุตรดิตถ์กำลังจะเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ อีกหน่อยก็จะเป็นเมืองใหญ่ที่มีปัญหาเต็มไปหมด เพราะทางด้านคุณธรรมจริยธรรมมันไม่โตตามไปด้วย ยังไม่มีใครมาสนใจทำเรื่องนี้กันเลย...”

     ใหม่–ณฐพร พรมโพธิ ช่างกล้องมือดีของกลุ่มฯ เป็นรุ่นน้องเดี่ยวหนึ่งปี ทำกิจกรรมร่วมหัวจมท้ายกับชมรมในคณะนิเทศศาสตร์ ในระหว่างศึกษาอยู่มีโอกาสได้ไปฝึกงานที่มูลนิธิกระจกเงา จ.เชียงราย ซึ่งหลังจากเรียนจบแล้วก็กลับไปเป็นอาสาสมัครอยู่ที่นี่อีกพักใหญ่ ใหม่ เล่าว่า

     “...พอเรียนจบผมก็ไปเตร็ดเตร่อยู่เชียงรายอยู่ปีหนึ่ง ไปอยู่มูลนิธิกระจกเงา ตอนแรกไปเป็นนักศึกษาฝึกงานก่อนแล้วที่นี้ผมถูกใจ ก็กลับไปอีกรอบหนึ่ง ไปอยู่บ้าน ผอ.เฉย ๆ เวลาออกค่ายผมก็ไปช่วยขับรถบ้าง ไปถ่ายรูปบ้าง ตอนนั้นกำลังบ้าถ่ายรูปก็เลยไปช่วยถ่ายรูปให้เป็นฐานข้อมูล...”

     จากนั้นก็มีโอกาสเข้าไปทำงานกับทีวีบูรพา ที่กรุงเทพฯ

     “...เพื่อนอยู่คนค้นคน โทรมาตาม ก่อนหน้านั้นผมรู้จักกับพี่เช็ค ได้ทำงานร่วมกับพี่เช็คมาหนึ่งชิ้น เขาก็เลยโทรตามให้ผมไปช่วยงานที่ทีวีบูรพา ก็ไปทำงานเป็นช่างภาพ แรก ๆ เป็นช่างภาพทุกรายการ ส่วยใหญ่จะเป็นรายการเกี่ยวกับเด็ก  ตอนนั้นมันก็เริ่มๆจุดประกายนิดๆ ว่าเราบันทึกภาพ เห็นภาพชีวิตที่หลากหลาย ก็เริ่มตั้งคำถามตัวเองว่าทำไมเราไม่กลับไปทำอะไรที่บ้านเราบ้าง...”

     จังหวะที่คุณแม่ล้มป่วย ใหม่ จำต้องลาออกจากงานกลับมาอยู่ดูแลคุณแม่ที่บ้าน จนกระทั่งท่านเสียชีวิต ช่วงนั้นได้พบกับเดี่ยวและเพื่อน ๆ ที่เคยร่วมงาน หลังจากจัดงานศพคุณแม่เรียบร้อยแล้ว ใหม่ก็เข้าร่วมงานกับกลุ่มอย่างเต็มตัว และตั้งใจว่าจะทำงานเพื่อสังคมผ่านกลุ่มฯ อุทิศให้กับคุณแม่ผู้ล่วงลับ

     “...ผมทำโครงการนี้ ตรง ๆ เลยถือว่าทำบุญให้แม่ โครงการนี้ได้ช่วงที่ผมจัดงานศพแม่พอดี...”

     นอกจากนั้น ใหม่ยังมองว่า ปัญหาเรื่องคุณธรรม-จริยธรรม กำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตหากไม่มีการดำเนินการใด ๆ การรวมตัวทำกิจกรรมเพื่อสังคมของพวกเขา น่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันและแก้ปัญหาระยะยาวให้บ้านเกิดเมืองนอน

     “...อุตรดิตถ์ไม่มีใครทำ พวกผมเป็นกลุ่มเดียวที่มารวมตัวกันทำ ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ อุตรดิตถ์กำลังจะเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ อีกหน่อยก็จะเป็นเมืองใหญ่ที่มีปัญหาเต็มไปหมด เพราะทางด้านคุณธรรมจริยธรรมมันไม่โตตามไปด้วย ยังไม่มีใครมาสนใจทำเรื่องนี้กันเลย...”

 

     ต้น–วิสันติ ปรีดาภิรมย์ ลูกชายเจ้าของบ้าน ซึ่งผู้เป็นพ่อได้อนุญาตให้ใช้ห้องหนึ่งในบ้าน เป็นที่ทำการของกลุ่มฯ ต้น เป็นศิษย์เก่าที่คณะนิเทศศาสตร์ เช่นเดียวกับเดี่ยวและแกนนำคนอื่น หลังเรียนจบแล้วไปทำงานเป็นช่วงภาพให้กับมูลนิธิโลกทัศน์ไทย ที่เชียงใหม่อยู่ ๒ ปี ก่อนจะย้ายกลับมาอยู่บ้าน

     “...ผมจบได้ ๒ ปีแล้ว ไปทำงานที่เชียงใหม่ เป็นช่างภาพอยู่ที่มูลนิธิโลกทัศน์ไทย กลับมาบ้านเจอพวกเพื่อน ๆ น้อง ๆ ชวนมาทำงาน ก็เลยออกมา...

     ต้น พูดถึงเหตุผลที่เขาตัดสินใจลาออกจากงานกลับมาอยู่บ้าน และร่วมงานกับเพื่อน ๆ ว่า

     “...คือมันตรงกับความฝันของผมครับ ผมอยากจะทำอะไรเพื่อให้สังคม ให้บ้านเกิดดีขึ้น...”

     การตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน และร่วมงานกับเพื่อน ๆ ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากครอบครัว ระยะแรกที่ยังไม่มีรายได้จากทางกลุ่มฯ เขาใช้เงินสะสมจากที่ทำงานเดิมอย่างประหยัด ซึ่งเงินเพียงเล็กน้อยทำให้เขาอยู่ได้กว่าปี ภายหลังที่กลุ่มฯ เริ่มรับงานและเริ่มมีรายได้ เขาก็เริ่มลืมตาอ้าปากได้ และมีเรี่ยวแรงที่จะทำประโยชน์ให้กับสังคมบ้านเกิดเมืองนอนได้มากขึ้น ตามความฝันของตนเอง

 

     นิด–นิด สุกกล้า เป็นแกนนำกลุ่มคนเดียวที่มิได้จบจากคณะนิเทศศาสตร์ เขาเรียนมาทางบริหารทรัพยากรมนุษย์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ รุ่นเดียวกันกับเดี่ยว ในขณะที่ยังศึกษาอยู่เดี่ยวชวนเขาเข้ามาทำกิจกรรมอยู่เรื่อย ๆ จนสนิทสนมกัน นิด เล่าถึงเหตุผลที่มาร่วมกิจกรรมกับเดี่ยวว่า

     “..ตอนแรกที่เข้ามากับเดี่ยว เดี่ยวเป็นคนชวนผมมา เพราะว่าตัวเองจริง ๆ ไม่ได้เรียนในสาขานิเทศฯ ผมเรียนทางบริหารทรัพยากรมนุษย์ ใจมันอยากจะทำอย่างนี้อยู่แล้ว แต่เข้าไปเรียนผิดทาง ไปเรียนในเอกที่ไม่มีกิจกรรมก็เลยต้องไปอาศัยของเอกนิเทศฯ เพื่อสนองตัวเองในการอยากทำกิจกรรม ตอนแรก ๆ ที่มาเจอกับเดี่ยวก็รับฝึกอบรม ผมจะรับผิดชอบด้านนันทนาการ...”

     หลังเรียนจบนิดเข้าไปทำงานเป็นพนักงานที่บริษัทเสริมสุข ในกรุงเทพฯ ราว ๑ ปี แล้วย้ายกลับมาอยู่บ้านทำงานอยู่ในร้านประดับยนต์ ซึ่งในขณะนั้นเขาเริ่มเข้ามาร่วมงานกับกลุ่มฯ บ้างแล้ว หลายครั้งงานของกลุ่มฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานอาสาสมัครไม่ตรงกับวันหยุดงาน เขาใช้วิธีลางาน และหลัง ๆ เริ่มบ่อยขึ้นจนนายจ้างเริ่มไม่พอใจ กระทั่งตัดสินใจลาออก

     “...เหตุผลที่ออกมาก็คือเวลาทำกิจกรรมบางครั้งงานมันคาบเกี่ยวกันระหว่างงาน ลางานมากจนเจ้านายไมค่อยชอบ ตอนแรกเขาก็เข้าใจ แต่พอนานไปมันเยอะเข้า บ่อยข้า ก็เริ่มชั่งใจว่าอยู่ตรงไหนแล้วมันมีความสุข อยู่ตรงไหนมันมีความทุกข์ ก็เลยต้องชั่งใจ เลยตัดสินใจออกมา...”

     นิดตัดสินใจลาออกจากงาน แม้ว่าจะมีความกังวลกับรายได้บ้าง แต่ก็คิดว่าการตัดสินใจเช่นนี้น่าจะสร้างความสุขใจให้เขาได้มากกว่า

     “...ยอมรับนะครับว่ามันไม่แน่นอน บางครั้งก็มีงานมีรายได้ บางครั้งมันก็ไม่มี มันไม่ได้ประจำเหมือนที่นู่น แต่สิ่งที่ได้มามันเสริมที่อยู่ในใจ และมันไม่ต้องไปอยู่เป็นลูกน้องใคร ผมคิดอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง ออกไปทำค่ายนั่งกระบะหลังไป ได้เห็นทัศนียภาพ ได้ไปเจออะไรแปลก ๆ ได้ทำประโยชน์ให้สังคม ก็คือกำไรที่ได้กับใจตัวเองแล้วมีความสุขตรงนี้แล้ว...”

 

     มล–ดวงกมล สืบสิงคาร เป็นผู้หญิงหนึ่งเดียวในทีมงาน เข้าร่วมงานเป็นอาสาสมัครกลุ่มฯ ตั้งแต่ยังเป็นเรียนอยู่ในคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุตรดิตถ์

     “...หนูเพิ่งจบเมื่อปีที่แล้ว ตอนที่เรียนอยู่ก็ได้เข้ามาร่วมกิจกรรมกับกลุ่มฯ ตลอด ตอนแรก ๆ เข้ามาเป็นอาสาสมัคร ไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าอยากไปค่ายฯ อยากลองดูว่าการออกค่ายฯ มันเป็นยังไง...

     ...หนูเหมือนตัวคนเดียว ใช้ชีวิตอยู่หอและอยู่กับเพื่อน ปกติไม่เรียนก็ไปร้องเพลงคาราโอเกะ ไม่ก็เล่นเกมไปตามประสา พอเราไปทำค่าย เหมือนว่าเราได้แบ่งปันให้คนอื่น...”

     มล ได้รับการทาบทามจากพี่ในกลุ่มฯ ให้มาช่วยงานด้านเอกสาร ซึ่งเป็นงานที่มีความถนัด มลบอกว่า เราเป็นผู้หญิงเข้ามาทำงาน จะช่วยกลุ่มฯ ได้มากเพราะบางเรื่องผู้ชายอาจมองข้ามไป การเป็นหญิงในกลุ่มจึงทำให้คิดและทำในสิ่งที่ผู้ชายคิดและทำไม่ได้

     นอกจากจะมีรายได้ส่วนหนึ่งจากการร่วมงานกลุ่มฯ แล้ว เวลาว่างเธอยังมีรายได้จากการค้าขายเล็ก ๆ น้อย อาทิ เสื้อผ้า การ์ดต่าง ๆ