เป็นการเดินทางเข้าร่วมประชุมวิชาการนานาชาติครั้งแรกและต้องเดินทางคนเดียว รู้สึกตื่นเต้นมากพอควร ทั้งๆที่เวียดนามอยู่ไม่ไกลจากไทยแต่รู้สึกกังวลมากกว่าตอนเดินทางไปเรียนเบลเยียม

             ผมได้รับอีเมล์ส่งต่อจากคุณหมอนาย แจ้งข่าวเรื่องให้สมัครเข้าร่วมประชุมวิชาการเรื่อง Human Pandemic Preparedness Conference in Hanoi ช่วง 14-16 กันยายน 2552 ที่โรงแรมมีเลียอานอยที่องค์การInterAction ร่วมกับกาชาดเวียดนามจัดขึ้น ผมส่งใบสมัครและเขารับให้ทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดตลอดการอบรม การเดินทางมาเวียดนามของคนไทยไม่ต้องใช้วีซ่าจึงสะดวก ทางผู้จัดซื้อตั่วของเวียดนามแอร์ไลน์ให้ ผมต่อรองขอเป็นของการบินไทย แต่เขาบอกว่าจำเป็นต้องควบคุมค่าใช้จ่ายโดยรวมของการจัดงาน ผมก็โอเคเพราะเขาให้มาฟรีก็ดีมากแล้ว และอีกอย่างจะได้เรียนรู้กับบริการของเวียดนามแอร์ไลน์ด้วย

           ผมออกจากตากตั้งแต่ 9 กันยายน ช่วงเย็นหลังจากไปส่งลูกๆเรียนดนตรีที่บ้านเพลงไพเราะแล้วก็เดินทางไปขึ้นเครื่องบินที่พิษณุโลก เพื่อร่วมประชุมวิชาการชมรมแพทย์ชนบทวันที่ 10-11 กันยายนที่โรงแรมเอเชียแอร์พอร์ต และสอบภาคปฏิบัติเภสัชกรรมไทยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิตวันที่ 12 กันยายน และ 13 กันยายน เดินทางมาเวียดนาม ทำให้ไม่อยู่บ้านหลายวัน จนถูกลูกสาวบ่น ตอนเย็นวันที่ 12 ผมเดินเที่ยวตรงปีะดิพัทธ์เจอร้านแลกเงินจึงเข้าไปขอแลกเงินดองเวียดนาม แลกมา 5 แสนดอง หรือ 1000 บาทไทย กะเผื่อติดกระเป๋าไว้กันเหนียว เพราะที่ธนาคารที่สนามบินสุวรรณภุมิไม่มีให้แลก แต่ผมก็กะไปแลกเงินดอลลาร์ติดไปด้วย

          วันที่ 13 กันยายน ผมออกจากที่พักแถวสะพานควายตอน 9 โมงเช้า แค่ 30 นาทีก็ถึงสุวรรณภูมิ ไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์แอล (L) ของเวียดนามแอร์ไลน์ เกือบๆ 4 โมงเช้า ผ่านด่านตรวจที่ช่องพิเศษสำหรับข้าราชการ ซึ่งพบว่าทางสนามบินตรวจเข้มข้นมากขึ้น ต้องถอดรองเท้า เสื้อแจ๊กเก็ต เข็มขัด นาฬิกา ผ่านไปเดินดูสินค้าปลอดภาษี จนถึงเวลา 12.00 น. ก็ขึ้นเครื่องบิน เที่ยวบิน VN830 เป็นเครื่องบินสองแถวๆละ 3 ที่นั่งเหมือนเครื่องบินการบินไทยจากพิษณุโลก แจกอาหารกลางวันบนเครื่องบิน อาหารอร่อยดี แต่สังเกตว่าพนักงานบนเครื่องบินเข็นรถเข้นหรือยกของไม่ค่อยมีสัมมาคารวะเท่าไหร่ ข้ามหัวบ้าง เข้นชนไหล่ผู้โดยสารบ้าง บางทีก็เดินเอาสะโพกชนไหล่ก็มี ประมาณ 1:50 ชั่วโมงก็ถึงสนามบินนอยไบ ฮานอย ราว 14.00 น. ลงจากเครื่องแล้ว ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ไม่ยุ่งยาก รอไม่นาน แต่รอกระเป๋าที่สายพานรับกระเป๋าตั้งครึ่งชั่วโมง

          ผ่านออกมาข้างนอกเจอพนักงานโรงแรมมายืนถือป้ายรอรับเขียนชื่อผมเป็น Aphichet Banyati ดูจากชื่อโรงแรมแล้วก็โอเค มีลีมูซีนมารับ คนขับพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง อธิบายไปตลอดทาง ทั้งสถานีรถไฟ ตลาดกลางวัน ตลาดกลางคืนแนะนำได้หมด รวมทั้งการเดินทางต่างๆ และทราบว่าค่่ารถลีมูซีนโรงแรมคิด 50 ดอลลาร์ โชคดีที่ผู้จัดเขาออกให้ ส่วนรถแท๊กซี่ของโรงแรมคิดแค่ 15 ดอลลาร์ ระยะทางจากสนามบินถึงโรงแรม 30 กิโลเมตร ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมง เนื่องจากเขากำหนดให้ขับได้ไม่เกิน 50 กิโลเมตรในเมือง และมอเตอร์ไซด์ก็เยอะ เสียงแตรรถดังอยู่ตลอดเวลา ผมสังเกตคนขับเขาจับพวงมาลัยโดยนิ้วโป้งเขาแตะที่ตัวกดแตรรถตลอดเวลา

         มาถึงโรงแรมมีเลีย เป็นโรงแรมที่สวยและดูดีมาก พนักงานสาวมาเปิดประตูรถให้ พนักงานชายมารับกระเป๋าเดินทางไปให้ เช็คอินไม่ยุ่งยาก ตอนขึ้นลิฟต์ต้องใช้บัตรกุญแจสอดเข้าไปจึงจะกดลิฟต์ได้ ห้องนอนคนเดียวขนาดกว้างมากพอควร มีตู้นิรภัยให้ตั้งรหัสเองได้ จึงไม่ยุ่งยากในการใช้งาน ทีวีมีให้เลือกเกือบยี่สิบช่อง มีหลายภาษา ของไทยมีช่อง 9 กับช่อง 5 มีโต๊ะหนังสือให้นั่งอ่านหนังสือพร้อมเก้าอี้โซฟาเล็กๆ โทรศัพท์ต่ออกข้างนอกและต่างประเทศได้จากในห้อง มีอินเตอร์เน็ตทั้งแบบไร้สายและมีสายแลนให้ในห้อง สะดวกมาก ให้ใช้บริการได้ฟรี

        เรื่องโทรศัพท์ ผมเปิดโรมมิ่งมือถือมาจากเมืองไทยของเอไอเอส ให้ใช้เครือข่ายวีนาโฟน ซึ่งถูกที่สุด ถ้ามีคนโทรเข้าเรารับเสียนาทีละ 49 บาท ส่วนเราโทรออกกลับเมืองไทยนาทีละ 41 บาท ต้องกด 00 66 แล้วก็เบอร์ที่เมืองไทย แต่พนักงานโรงแรมบอกผมว่าโทรจากเครื่องในห้องพักถูกกว่าเพราะนาทีละ 43 เซนต์สหรัฐเอง และถ้าโทรนานนาทีต่อๆไปจะลดลงด้วย (ไม่รู้จะจริงหรือเปล่า แต่ก็ลองใช้โทรกลับบ้านแล้ว)

        ราว 6 โมงเย็น ออกไปเดินตามถนนรอบๆโรงแรม ดูชีวิตผู้คน ที่พลุกพล่านขวักไขว่พอควร เดินไปชมสระน้ำใหญ่กลางเมือง แล้วก็กลับมาทานอาหารเย็นที่โรงแรม ที่มีอาหารนานาชนิดให้ชิมจนเต็มอิ่ม ผมนั่งทานและคุยกับหมอนายกับภรรยาเกือบสองชั่วโมง อาหารอร่อยมาก ได้ชิมก๊วยเตี๋ยวญวนด้วย ผมกับหมอนายคุยเรื่องงานในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตากกัน หมอนายหรือ Dr Thein Nyunt Naing เป็นคนพม่า แต่มีสัญชาตินิวซีแลนด์ ทำงานอยู๋องค์การIRC มีภรรยาเป็นคนไทย เป็นคนน่ารักน่าคบทั้งคู่ พี่ปัท ภรรยาหมอนายจบเทคนิคการแพทย์และโทสาธารณสุขศาสตร์ จากจุฬา ตอนนี้ทำงานอยู่ที่แม่ตาวคลินิก ของหมอซินเธีย ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

        ผมสังเกตเองว่า คนเวียดนามกับคนไทย ดูอิริยาบท หน้าตาท่าทาง การแต่งกายแล้ว ดูแยกไม่ค่อยออกจากคนไทยเลย เพียงแต่สาวๆเขาผิวขาวมากกว่า แต่ที่คล้ายกันกับสาวๆแถวๆเมืองใหญ่ของไทยคือชอบนุ่งกางเกงขาสั้นๆกันมาก

       คืนนี้ ผมเปิดม่านมองออกไปนอกหน้าต่าง มองความมืดเหนือน่านฟ้าเมืองฮานอย แสงไฟดูน้อยกว่าน่านฟ้าของกรุงเทพฯมากนัก คืนสองคืนก่อนผมก็มองลอดม่านหน้าต่างเช่นนี้ ดูแล้วฮานอยยังคงพัฒนาสู่ความสมัยใหม่ตามหลังกรุงเทพฯหลายปี แม้จะเพิ่งมาถึงฮานอย แต่บรรยากาสของความคิดถึงบ้านก็เริ่มมาอีกแล้ว

พิเชฐ บัญญัติ

23:39 น. ฮานอย (ไทยกับเวียดนามเวลาตรงกัน)