พยาบาลผู้ปฏิบัติการขั้นสูงหรือ APN นับว่าค่อนข้างใหม่สำหรับวงการสาธารณสุขไทย ทำให้หลายๆคนตั้งกระทู้ถามทาง Internet ว่า APN คืออะไร ทำหน้าที่อะไร กำลังจะตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท เพื่อสอบ APN จะเรียนดีไหม บางคนก็ตอบไปว่า ไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไร แม้แต่แพทย์ที่โรงพยาบาลก็ไม่รู้จัก บางคนเป็น APN ก็ไม่เห็นต่างจากพยาบาลคนอื่นตรงไหน เหตุนี้กระมังที่ทำให้ค่าวิชาชีพของ APN จึงยังคงเป็นหมันอยู่ ดิฉันในฐานะที่เป็น APN คนหนึ่งขอเล่าประสบการณ์การทำงานทั้งก่อนที่จะมาเป็น APN และการครอบบทบาท APN ดิฉันทำอย่างไรบ้าง ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจจะพัฒนาตนเองไปสู่บทบาทของ APN
จากประสบการณ์ที่เป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานด้านการบำบัดรักษายาเสพติดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 และเข้าศึกษาต่อสาขา การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช ในช่วงปี 2542- 2545 ในขณะนั้น สถานการณ์ยาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณะสุขที่สำคัญปัญหาหนึ่งของสังคมไทย และได้เริ่มแพร่ระบาดเข้าสู่สถานศึกษา สถิติการเข้ารับบำบัดรักษาของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดจังหวัดขอนแก่นในช่วงปี 2539-2543 พบว่ามีนักเรียน นักศึกษาเข้ารับการบำบัดกว่าร้อยละ 40 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก ดิฉันจึงให้ความสนใจกับ “กลุ่มวัยรุ่น” เป็นกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา เริ่มศึกษาสภาพปัญหากลุ่มวัยรุ่นที่เสพยาว่ามีปัจจัยใดเกี่ยวข้องบ้าง และสร้างเครื่องมือในการศึกษาครั้งนั้นโดยนำแนวคิดการปรับพฤติกรรมทางปัญญา (Cognitive Behavioral Therapy) ร่วมกับนำครอบครัวมามีส่วนร่วมในการบำบัดผลการศึกษา ผลการศึกษาในครั้งนั้นพบว่าการบำบัดด้วยแนวคิดดังกล่าวสามารถช่วยให้วัยรุ่นหยุดเสพยาบ้าได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดูเหมือนจะได้ผลเป็นที่พึงพอใจ แต่ปรากฏว่า ภายหลังติดตามไปอีก 4 เดือน กลุ่มทดลองก็ได้กลับไปเสพยาอีก แต่ในครั้งนี้การเสพยาจะมีจำนวนมากกว่าเดิม มีหลายประเภทมากขึ้น วัยรุ่นกลุ่มเหล่านี้กลับไปดมกาวหรือสารระเหยแทน การศึกานี้ทำให้ได้ความรู้อีกว่า การเสพยาเสพติดของวัยรุ่น จะมีการเปลี่ยนประเภทไปตามสถานการณ์ เช่นวัยรุ่นที่เคยเสพสารระเหย แต่ช่วงที่ยาบ้าระบาดก็หันมาเสพยาบ้าแทน นอกจากปัญหาจากสารเสพติดแล้วยังมีปัญหาสุขภาพอื่นๆร่วมด้วย
การเตรียมตัวเองเข้าส่บทบาท APN
“อย่าปล่อยให้วิทยานิพนธ์อันทรงคุณค่า โดดเดี่ยวอยู่บนหิ้ง”
หลังจากจบการศึกษาและกลับมาทำงาน ดิฉันยังคงให้ความสนใจต่อกลุ่มวัยรุ่นและประสงค์ที่จะหาทางแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ จึงไม่ยอมปล่อยให้งานวิจัยอยู่บนหิ้งบูชา เนื่องจาก “กลุ่มวัยรุ่น” เป็นกลุ่มที่อยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ เตรียมเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่ในวัยต่อไป ยังต้องการองค์ความรู้อยู่มาก โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพ ดังนั้นจึงได้นำมาศึกษาอย่างต่อเนื่อง จึงได้มุ่งศึกษา ถึงการป้องกันและแก้ไขพฤติกรรมเสี่ยงต่อการใช้ยาเสพติดสถานศึกษา โดยเลือกสถานศึกษาที่มีนักเรียนเข้ามาบำบัดรักษา ช่วงเวลานั้น เลือกวิธีการศึกษาแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แต่เนื่องจากความรู้ในการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการมีจำกัด แต่เชื่อว่าวิธีการดังกล่าวจะสามารถจัดการกับปัญหายาเสพติดได้อย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างความตระหนักให้ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของปัญหา ผ่านกระบวนการเรียนรู้และจัดการกับปัญหาร่วมกัน ด้วยความตั้งใจ จึงได้ทบทวนองค์ความรู้ด้านการวิจัยเชิงปฏิบัติการและเสาะแสวงหาพี่เลี้ยงที่จะช่วยให้มั่นใจในการศึกษามากขึ้น จึงขอรับการปรึกษาจาก รศ. ปิยากรณ์ ชุตังกร ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของดิฉัน อาจารย์รับเป็นพี่เลี้ยงในการศึกษาในโอกาสต่อมา ประสบการณ์การเรียนรู้ในครั้งนี้ทำให้ดิฉันเกิดการเรียนรู้กระบวนการทำงานเชิงคุณภาพที่สำคัญที่อยากจะเล่าให้ฟังคือ
1. งานนี้ทำคนเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องสร้างเครือข่าย
กระบวนการศึกษาด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เป็นงานที่ยากมากสำหรับพยาบาล(ตัวเล็กๆ) และได้เรียนรู้ว่า ปัญหาของนักเรียนไม่ได้มีเฉพาะปัญหาการเสพยาเพียงอย่างเดียว แต่ยังพบปัญหาพฤติกรรมอื่นๆ พ่วงมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นหนีเรียน ขาดเรียน มั่วสุมร้านเกม ขี่มอเตอร์ไซค์ซิ่ง เมื่อสืบเสาะปัญหาลงลึกๆ พบว่าเด็กเหล่านี้ เป็นเด็กหลังห้อง คุณครูบอกว่า “เป็นนักเรียนมือสอง” ที่ไม่มีใครต้องการ ไม่มีใครยอมรับ และยังพบปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน โรงเรียน ชุมชน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่เกินกว่าที่ทีมนักวิจัยจะแก้ไขได้โดยลำพัง สิ่งที่ได้เกิดการเรียนรู้ในขณะนั้นคือ การสร้างเครือข่ายทางวิชาการ ร่วมกับหน่วยงานที่ดำเนินการการแก้ไขปัญหาเฉพาะด้าน เช่น โรงพยาบาลจิตเวชราชนครินทร์ขอนแก่น เข้ามาช่วยดูแลในเรื่องสุขภาพจิตเด็กวัยรุ่น ปัญหาเด็กติดเกม โรคอุปทานหมู่ที่เกิดในกลุ่มนักเรียนขณะที่ขณะครูนำนักเรียนเข้าร่วมโครงการพัฒนาจิต ศูนย์อนามัยที่ 6 ขอนแก่น ช่วยดูแลโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ รศ.มัลลวีร์ อดุลยวัฒนศิริ จากภาควิชาจิตวิทยาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ในการให้คำปรึกษานักเรียนกลุ่มเสี่ยง แก่ครูอาจารย์ในโรงเรียน
กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ได้ประโยชน์เป็นอย่างมากในการสร้างความตระหนักแก่ครูในการแก้ไขปัญหานักเรียนกลุ่มเสี่ยง
ส่วนความขัดแย้งกันภายในชุนชน ผู้ว่าราชการจังหวัดนายเจตน์ ธนวัฒน์ มาเยี่ยมโรงเรียน และชุมชนและมอบนโยบายให้แก่ผู้นำชุมชนให้เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในนักเรียน กระบวนการพัฒนาชุมชนมีบทบาทสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งพบว่าภายหลังนักเรียนในโครงการของเราหลายคน มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และยังได้รับทุนสนับสนุนจากท่านผู้ว่าเจตน์ อีกด้วย ส่วนผู้ใหญ่บ้านที่เป็นผู้นำชุมชนในเวลาต่อมาได้รับรางวัลแหนบทองคำจากการประเมินของกระทรวงมหาดไทย
2.ของดีต้องบอกต่อ
เมื่อผลการศึกษาในเรื่องของการสร้างการมีส่วนร่วมของครู ชุมชน และนักเรียนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในนักเรียนประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ คือ ครูมีเจตคติที่ดีในการดูแลนักเรียนกลุ่มเสี่ยง สามารถประเมินความเสี่ยงของพฤติกรรมได้ และให้การช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยงได้ และครูยังเกิดเครือข่ายการส่งต่อดูแล หากพบพฤติกรรมที่เป็นปัญหา การศึกษายังดำเนินต่อไป ด้วยการทดลองใช้รูปแบบเดียวกันนี้ไปยังโรงเรียนขนาดใหญ่ 1 แห่ง และโรงเรียนขนาดเล็กอีก 1 แห่ง ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จึงได้ร่วมมือกับเครือข่ายจัดทำหลักสูตร การป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมนักเรียนกลุ่มเสี่ยงในสถานศึกษาขึ้น โดยความร่วมมือระหว่าง ศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดจังหวัดขอนแก่น ศูนย์อนามัยที่ 6 โรงพยาบาลจิตเวชราชนครินทร์ขอนแก่น ภาควิชาจิตวิทยาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่น โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ครูในเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดขอนแก่น 45 โรงเรียน และติดตามประเมินผลภายหลังการเข้ารับการอบรม และขยายผลต่อไปอีก 105 แห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปีต่อมา ประสบการณ์ในช่วง 3 ปี ก่อนเข้าสู่บทบาทของการเป็นพยาบาลผู้ปฏิบัติการขั้นสูง จึงเป็นในเรื่องของการศึกษาวิเคราะห์วิจัย การสร้างเครื่องมือ องค์ความรู้ในการดูแลนักเรียนกลุ่มเสี่ยง การถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่บุคลกรครู และคนในชุมชน การนิเทศติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติ นับเป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่ายิ่ง
3. สถานการณ์เปลี่ยน บทบาทเริ่มเปลี่ยนไป แต่กลุ่มเป้าหมายยังเหมือนเดิม
เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดยาเสพติดในโรงเรียนเริ่มเบาบาง กลุ่มนักเรียนเข้าสู่สถานบำบัดน้อยลง จากการคัดกรองและช่วยเหลือในเบื้องต้นของคนในชุมชน และเริ่มผ่อนถ่ายการทำงานด้านการป้องกันและแก้ไขพฤติกรรมเสี่ยงให้สถานศึกษาเป็นเจ้าของโครงการ โดยเขียนโครงการร่วมกับคณะกรรมการเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อขอทุนสนับสนุนดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จึงกลับมาสู่คลินิกให้บริการที่ทำอยู่แต่เดิม คือคลินิกให้บริการให้คำปรึกษาวัยรุ่นและครอบครัว และพัฒนาการให้คำปรึกษาครอบครัว โดยใช้กระบวนการคิดเช่นเดียวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียนกลุ่มเสี่ยง คือ ศึกษาปัญหา วางแผน ทดลองปฏิบัติ และประเมินผล จนได้รูปแบบการให้บริการครอบครัว
นอกจากการพัฒนาคลินิกให้คำปรึกษาครอบครัว สิ่งที่ทำไปพร้อมๆกันคือ การพัฒนามาตรฐานการพยาบาลผู้เสพและติดสารระเหยเพื่อรองรับปัญหาที่จะเกิดในอนาคต จึงเขียนโครงการต่อเนื่องเพื่อพัฒนามาตรฐานการพยาบาลผู้เสพผู้ติดสารระเหย โดยสร้างการมีส่วนร่วมของทีมผู้บำบัดจากสถานบำบัดส่วนภูมิภาคทั้ง 5 แห่ง และทีมจากสถาบันธัญญารักษ์ร่วมสร้างมาตรฐานการพยาบาลสารระเหยให้เป็นมาตรฐานของกรมการแพทย์ จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงช่วงเวลาในการสอบคัดเลือกรับวุฒิบัตร จึงมีโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์การปฏิบัติของตนและได้รับวุฒิบัตรสมใจ
การครองบทบาท APN
ความสำเร็จจากการพัฒนารูปแบบการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียนกลุ่มเสี่ยง และการจัดบริการคลินิกครอบครัว ทำให้ดิฉันได้มีโอกาสในการเป็นผู้นำการพัฒนาครั้งสำคัญอีกครั้ง คือ การเป็นผู้นำในการพัฒนาระบบฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในระบบควบคุมตัวแบบไม่เข้มงวด โดยนำรูปแบบ case management มาใช้ในการดูแล ซึ่งศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดเป็นสถานบำบัดรักษายาเสพติดแห่งแรกที่นำแนวคิดการดูแลแบบ case management มาดูแลผู้ติดยาเสพติดในระบบบังคับบำบัดแบบควบคุมตัวไม่เข้มงวด ซึ่งก่อนหน้านั้นผู้บริหารนำรูปแบบ case management มาทดลองใช้แต่ประสบปัญหาหลายประการที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ จึงมอบหมายดิฉันมาช่วยนำทีมพัฒนาระบบ กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทำให้ดิฉันได้ใช้สมรรถนะของพยาบาลผู้ปฏิบัติการขั้นสูง ที่ทำให้ผ่านจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงได้ และจัดระบบการดูแลจนสามารถประเมินผ่านตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ พอสรุปบทบาทและสมรรถนะที่ใช้ดังนี้
1. การพัฒนาบุคลากรในทีมให้เข้าสู่บทบาทต่างๆเช่น บทบาทผู้จัดการการดูแล (Care manager) พยาบาลกิจกรรมบำบัด (Staff nurses) ผู้ช่วยเหลือในการบำบัด (House staff) การพัฒนาบทบาทใหม่จึงต้องทำความเข้าใจโดยการสอน แนะนำ นิเทศ เป็นที่ปรึกษา ในการประเมินสภาพปัญหา การทำกิจกรรมบำบัด การทำกิจกรรมบ้าน ตลอดจนการสร้างเครื่องมือต่างๆ ได้แก่ แบบประเมินสภาพผู้ป่วยแรกรับ การวางแผนฟื้นฟูสมรรถภาพของทีมสหวิชาชีพ (Care maps) การเตรียมจำหน่าย คู่มือการทำกิจกรรม แบบประเมินผลสัมฤทธิ์ การกำหนดตัวชี้วัดคุณภาพงานต่างๆ
2. การพัฒนากระบวนการบำบัด รูปแบบการบำบัด โดยการบูรณาการองค์ความรู้จากหลักฐานเชิงประจักษ์มาประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ติดยาเสพติดและครอบครัว ได้แก่ การประยุกต์ศาสตร์ของซาเทียร์(Growth Therapy)มาใช้ในการให้คำปรึกษาเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกภายในของผู้ป่วยและบำบัดครอบครัว การนำแนวคิดของเกสตัลท์ (Gestalt Therapy) ในการทำกลุ่มค้นพบตนเอง และแนวคิดการปรับพฤติกรรม (Behavioral Modification) ในการดำเนินกิจกรรมบ้าน
3. รับส่งต่อการดูแลในรายที่มีความซับซ้อน จากผู้จัดการบ้าน และ Staff nurse ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ชำนาญการในการปฏิบัติงานที่สังเคราะห์องค์ความรู้สู่การปฏิบัติ
ในปีถัดมา คือปี 2550 – ปัจจุบัน ผู้บริหาร ได้วิเคราะห์แนวโน้มของปัญหายาเสพติดที่จะเป็นปัญหาในอนาคตของประเทศจากการทบทวนสถิติการเข้ารับการบำบัด พบว่า สารระเหยเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงจัดตั้งทีมเพื่อเตรียมรับบริการ และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรสาธารณสุข ดิฉันได้รับมอบหมายในด้านการพัฒนากระบวนการพยาบาล การสร้างแบบประเมินครอบครัวการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน และกิจกรรมสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งในครั้งนี้ ได้ร่วมเป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพยาบาลผู้ติดสารระเหยในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นอกเหนือจากภารกิจด้านบริการ และพัฒนาวิชาการดังกล่าว ดิฉันยังได้รับความไว้วางใจจากคณะพยาบาลศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาระดับปริญญาโท เป็นอาจารย์นิเทศและช่วยสอน แก่นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิตสาขา การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช
ภารกิจสำคัญในปัจจุบันคือในงบประมาณ 2551 – 2552 เป็นหัวหน้าชุดโครงการการพัฒนาระบบฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบควบคุมตัวไม่เข้มงวด ในสถานบำบัดสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการดำเนินการการจัดอบรมหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะสาขาการพยาบาลผู้เสพและผู้ติดสารเสพติดที่ศูนย์ฯร่วมกับคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดเป็นขึ้นเป็นหลักสูตรแรกในประเทศไทย
บทสรุปของการครองตนในบทบาท APN
จะเห็นได้ว่า พยาบาลที่ปฏิบัติตนในบทบาทขั้นสูงนั้น ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลทั้งในการ พัฒนานวัตกรรมการทางการพยาบาลให้มีความก้าวหน้าตอบสนองต่อปัญหาของผู้รับบริการที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา อีกทั้งเป็นกำลังสำคัญขององค์กรในด้านวิชาการที่จะพัฒนากระบวนการบำบัดให้มีมาตรฐาน ตอบสนองต่อนโยบายการทำงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ และทักษะในการปฏิบัติการพยาบาล และพัฒนาเครือข่ายการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน ชุมชน และโรงเรียน ทำให้ผู้รับบริการได้รับบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถกลับไปดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ฉะนั้นความจำเป็นสำหรับหน่วยงานต่างๆ ที่จะพัฒนาองค์กรสู่ความเป็นเลิศหรือองค์กรคุณภาพนั้นจำเป็นต้องให้โอกาสผู้ที่ปฏิบัติงานในฐานะพยาบาลผู้ปฏิบัติการขั้นสูงได้แสดงสมรรถนะของตนให้เป็นที่ประจักษ์ และ APN เองจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติของตนให้ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน การครองบทบาทของ APN นั้นอาศัยคุณสมบัติที่สำคัญที่มีอยู่ในตัวคือ
- มุ่งมั่นพัฒนาการปฏิบัติงานโดยบูรณาการความรู้ แนวคิด และทักษะทางสุขภาพจิตที่มีหลักฐานอ้างอิงมาประยุกต์ใช้ จนเกิดนวัตกรรมทางการพยาบาล
- เมื่อปฏิบัติจนเชี่ยวชาญแล้วต้องขยายองค์ความรู้ สู่บุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความยั่งยืนของการพัฒนาทั้งในรูปแบบอาจารย์นิเทศ วิทยากร ที่ปรึกษา ผู้แนะนำ เป็นต้น
- มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจและแก้ไขปัญหาสุขภาพที่มีความซับซ้อน
- มั่นแสวงหาความรู้เพิ่มเติมเสมอ
- การพัฒนาที่สำคัญที่สุดคือ การพัฒนาจิตของตนให้แข็งแรงอยู่เสมอ ควบคู่ไปกับการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งแน่นอนว่าในการเปลี่ยนแปลงใดๆ ย่อมมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งทำให้เราเหนื่อยและท้อแท้ แต่จำเป็นที่จะต้องเสริมพลังอำนาจ(Empowerment)ให้ทั้งแก่ตนเองและบุคคลที่ทำงานเคียงข้างไปกับเรา ปัญหาและอุปสรรคที่เราข้ามพ้นได้ ย่อมทำให้เราเติบโตเสมอ
ท้ายสุดดิฉันขอนำคำกล่าวของ รศ.ดร. อรพรรณ โตสิงห์ ซึ่งโดนใจดิฉันมาก ท่านนำเสนอในการประชุม APN สัญจรว่า แม้ว่า APNเปรียบเสมือน Iron man คิดกว่าง มองไกล ทำอะไรเหนือชั้น แต่ก็ยังต้องการการสนับสนุน การสร้างแรงจูงใจ โอกาสในการแสดงความสามารถจากคนรอบข้างเสมอ ดิฉันต้องขอขอบผู้รับบริการทุกท่านที่ทำให้ดิฉันรู้สึกมีคุณค่าในตนเองเสมอที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่ทำให้เขามีความสุขขึ้น ขอบคุณผู้บริหาร นายแพทย์อิสระ เจียวิริยบุญญา ผู้อำนวยการที่ให้อิสระทางความคิดและเปิดโอกาสได้พัฒนางาน ขอบคุณทุกกำลังใจจากเพื่อนพ้องน้องพี่ เครือข่ายผู้ร่วมงานทุกท่าน เพื่อนร่วมทีมที่ร่วมทำงานด้วยกันมาซึ่งไม่สามารถเอ่ยนามไม่ครบในที่นี้ ขอบคุณ สามี และลูกๆ ที่เป็นเสมือนจิตวิญญาณของดิฉัน และขอให้กำลังใจผู้ที่กำลังพัฒนาตนเองเข้าสู่บทบาทนี้ให้มีความเข้มแข็ง และฝ่าฟันอุปสรรค จนสำเร็จ ขอบพระคุณคณาจารย์ภาควิชาการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ ทุกท่านที่ประสิทธิ์ประสาทวิชา และขอบพระคุณ รศ.ดร.จินตนา ลี้ละไกรวรรณ ที่เป็นที่ปรึกษาในการเขียนบทความครั้งนี้ ด้วยความจริงใจค่ะ
1. ขจิต ฝอยทอง
ขอบคุณค่ะอาจารย์
เพิ่งเป็นสมาชิกใหม่ค่ะ อาจารย์แก้วกะอาจารย์กัญญามาสอนให้ใช้ g2k เป็นช่องทางในการสื่อสารและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงาน ช่วยชี้แนะด้วยนะคะ..^_^
2.
ถึงว่าคุ้นๆชื่อ - นามสกุล อาจารย์มาก ช่วงปี 45 ยาบ้าระบาดอย่างหนักในโรงเรียน เดี๋ยวนี้ก็ยังระบาดอยู่ค่ะอาจารย์ สองสามวันก่อน โรงเรียนในเครือข่ายก็ติดต่อให้ลงพื้นที่อีกครั้งหนึ่งค่ะ แต่ปัญหาของเด็กวัยรุ่นมันไม่ใช่เฉพาะยาเสพติดเพียงอย่างเดียว ทั้งเรื่องเพศสัมพันธ์ และพฤติกรรมอื่นๆอีกมากมาย ตอนนี้เราจึงมุ่งติดอาวุธทางปัญญาให้ครูค่ะเพื่อเชื่อมโยงกับครอบครัว ชุมชน และนักเรียนในการแก้ปัญหา..อาจจะได้รบกวนอาจารย์ชี้แนะนะคะ ขอบคุณค่ะ