เพื่อเป็นการสร้างความรักสามัคคีในหมู่สายสัมพันธ์พี่น้อง

ประเพณีงานบุญสารทเดือนสิบนั้น  นอกจากเป็นงานบุญที่ทุกบ้านต้องไปชุมนุมกันที่วัด เพื่อถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์  รับศีล  รับพร  นำอัฐิเถ้ากระดูกใส่โกฎิไปทำการบังสุกุล ที่เป็นสุดยอดของประเพณีนี้

ถึงเวลาช่วงบ่ายแก่ๆหลังจากพิธีทางศาสนาเสร็จ ผู้คนในโรงธรรมก็เดินออกไปนอกวัด พร้อมทั้งหอบหิ้วพวก ขนมต่างๆที่เตรียมมาออกไปตั้งวงทำกิจกรรมที่เรียกว่า ตั้งเปรต (หลาเปรต)

แต่หลายคนที่เป็นเด็กๆ คอยจังหวะ ชิงเปรต ด้วยใจที่ระทึก ภายหลังจากผู้ที่อาวุโสกล่าวนำกล่าวคำอุทิศทานและเมื่อกล่าวคำสุดท้ายจบลง....

บรรยากาศในบริเวณนั้นก็โกลาหลเหมือนกับว่ามีจราจลย่อยๆเกิดขึ้น ทั้งเด็กๆและผู่ใหญ่รุมกันแย่งชิง  ขนมพอง  ขนมลา  ผลไม้  และเงินเหรียญต่างๆ เมื่อแย่งกันได้ไปแล้วก็แลกเปลี่ยนกันกินกับเพื่อนๆเป็นที่สนุกสนาน การได้กินขนมเปรตแบบนี้ถือว่าเป็นการได้กุศลแรง  เนื่องจากบรรพบุรุษจะอวยชัย ให้พร  เป็นสิริมงคลแก่ตนเอง

เปรต หมายถึง (ทางสันสกฤตแปลว่า ผู้ไปก่อน) วิญญาณที่เข้าวัดไม่ได้/ชาวนรกภูมิ  กามภูมิที่ทำความผิดตอนที่เป็นมนุษย์

การตั้งเปรต  หมายถึง การนำข้าวปลาอาหาร ขนม ผลไม้ไปให้เปรต

เปรตมี 2 พวก คือเปรตที่เป็นญาติพี่น้องและญาติเตรียมการต้อนรับ และ เปรตเร่ร่อนที่ไม่มีญาติ จึงต้องทำทั้ง 2  อย่าง

ขนมที่นำมาตั้งเปรต มีบังคับ 5 ชนิด

1.ขนมพอง หมายถึง เรือ หรือ พาหนะที่บรรพบุรุษใช้ข้ามห้วงมหรรณพ

2.ขนมลา หมายถึง เสื้อผ้า อาภรณ์ เครื่องนุ่งห่ม

3.ขนมบ้า หมายถึง ลูกสบ้า  เอาไว้เล่นเป็นกีฬาต้อนรับงานสงกรานต์

4.ขนมดีซำ หมายถึง เหรียญ เบี้ย เงิน สำหรับในการนำไปใช้สอย

5.ขนมไข่ปลา (ขนมกง)หมายถึง แหวน  กำไล เครื่องประดับ

ดังนั้นทุกคนที่เป็นลูกหลาน ไม่ว่าจะไปทำงานที่ใหนๆก็แล้วแต่  จึงต้องเดินทางกลับมาบ้านเพื่อมาทำบุญให้กับบรรพบุรุษ   ญาติที่ได้ตายจากไปแล้ว  ไม่อย่างนั้นท่านก็จะคอยและต้องแสดงความกตัญญูต่อท่าน  ไม่อย่างนั้นจะถูกประนามและถือเป็นคนอกตัญญู