ความดี ความงามในสังคมเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเราซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน เรือนเคียงไม่ช่วยเหลือกัน ผมมีความสุขในชีวิต เพราะที่นี่ มีความดีงามของสังคมชนบท ที่ไม่ห่างหายไปไหน

             1 ตุลาคม 2548 คือวันแรกที่ผมได้เหยียบย่างเข้ามาที่โรงพยาบาลในฐานะเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ในตอนนั้นงานของผมคือผู้ช่วยเหลือคนไข้  ผมตั้งใจทำงานในตำแหน่งนั้นอย่างดีที่สุด ไม่ให้ขาดตกบกพร่องในงานที่ทำ แม้บางครั้งจะเหน็ดเหนื่อย ท้อใจ จนแทบจะลาออก เมื่อกลับบ้านได้นอนพัก ได้ทบทวน เช้าขึ้นมาก็ลุกขึ้นสู้ต่อ สามเดือนผ่านไปผมได้รับการพิจารณาให้มาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ห้องบัตร ผมดีใจมาก ขณะอยู่ห้องบัตร บางครั้งถ้าคนขับรถไม่พอ ผมต้องช่วยขับรถให้โรงพยาบาลด้วย งานช่างผมก็พอทำได้ และมักได้มีโอกาสดีได้ช่วยงานโรงพยาบาลบ่อยๆ ผมทำงานทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายอย่างดีที่สุดเสมอ

           จนวันหนึ่ง ผมก็ได้ทำงานที่ผมรักและฝันไว้มานาน  ผมได้เป็นพนักงานขับรถเต็มตัว ผมดีใจและภาคภูมิใจมากที่สุด

           3 ปี กับการขับรถส่งผู้ป่วยผมสุขใจยิ่งนักที่ได้ส่งต่อผู้ป่วยถึงที่หมายด้วยความปลอดภัยและทันท่วงที แม้บางคนอาจมองว่าคนหลังพวงมาลัย ชีวิตก็เหมือนแขวนไว้บนเส้นด้าย

          ชีวิตฝากไว้กับรถที่ทะยานไปบนท้องถนน ผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยว โค้งแล้ว.....โค้งเล่า....ผมก็ได้แต่ภาวนาในใจทุกครั้งที่เหยียบคันเร่งเพื่อมุ่งไปสู่ที่หมาย เพื่อช่วยคนป่วยให้เขาเหล่านั้น ได้รับการรักษา หายจากความเจ็บปวด และขอให้ตัวเองกลับถึงบ้านด้วยความปลอดภัย เพราะยังมีคนสำคัญที่รอผมอยู่ที่บ้านอีก  3 ชีวิต ที่ผมต้องรับผิดชอบ ทุกครั้งที่ผมก้าวลงจากรถเมื่อภารกิจเรียบร้อยแล้ว ความโล่งอก ความรู้สึกปลอดภัยได้บังเกิดขึ้นในใจ

            มีอยู่วันหนึ่งผมกลับจากส่งคนป่วย ด้วยความหิวอย่างมากผมรีบตักข้าว นึกในใจว่า อร่อยเหลือเกิน

                                    "บุญเลิศ บุญเลิศ "

                                    "....................."

            ข้าวที่พูนช้อน คำที่สอง ชะงักอยู่ตรงหน้า เมื่อได้ยินเสียงเรียกที่ร้อนรนดังขึ้น ผมวางช้อนลงทันที

                                    "ไปดูหลานผมหน่อย นอนหมดสติ เรียกเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกตัว"

        ภาพตรงหน้าคือ ขบวนมดคันไฟสีแดงคล้ำ ตัวเล็ก ตัวใหญ่ ช่างมากมายเหลือเกิน.......... เรียงราย เดินแถวเข้ามารุมกัด ไต่ตามเนื้อตัว แขนขา นึกฉงนในใจ แล้วทำไม....ร่างสองร่างถึงนั่งอยู่กลางกองทัพมดคันไฟ โดยไม่ขยับเขยื้อนตัว ราวกับไม่มีความรู้สึกเจ็บ ปวดแสบปวดร้อนกระนั้น

        ผมนั่งลงใกล้ๆ แทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งกอดร่างที่หมดสติของลูกไว้กับอก ปากก็พร่ำพูดต่างๆนานา โดยไม่สนใจบรรดามดที่ยกโขยงมารุมกัดเลยทีเดียว ภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ตรงหน้ากำลังนอนหลับใหล ไม่รู้สึกตัว แน่นิ่งในอ้อมอกแม่

        สิ่งที่คิดได้ในเวลานั้นเราต้องไปถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมอุ้มผู้ป่วยขึ้นรถกระบะอย่างทุลักทุเล รีบประคองแม่ที่เดินไม่ค่อยไหวนั่งรถไปด้วยกัน เข้าใจแล้วว่าทำไมแม่ถึงนั่งกลางฝูงมด ขนาดผมร่างกายสูงใหญ่ แข็งแรงพอสมควร ยังยกเกือบไม่ไหว  หลังจากที่คุณหมอได้ตรวจเช็คร่างกายเบื้องต้นแล้วก็ส่งตัวต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลชุมพรทันที ทราบข่าวจากญาติว่าผู้ป่วยรายนี้เขานอนเป็นเจ้าชายนิทรา "การรับรู้ครั้งนี้ทำให้ผมไม่สบายใจเลย" ก็ได้แต่ขอพรสิ่งศักดิ์ทั้งหลาย         ในสากลโลกช่วยให้เจ้าชายนิทราลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยเถอะ หลายวันต่อมาได้ทราบข่าวจากญาติอีกครั้งทำให้ผมยิ้มได้ "คนไข้ฟื้นแล้ว" แค่คำพูดประโยคนี้มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมายมากยิ่งขึ้นที่สามารถฉุดรั้งนาทีชีวิตให้รอดเงื้อมือมัจจุราชได้ ผมก็พลอยยินดีไปกับญาติ ๆ ด้วย

        ความดี ความงามในสังคมเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเราซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน เรือนเคียงไม่ช่วยเหลือกัน  ผมมีความสุขในชีวิต เพราะที่นี่ มีความดีงามของสังคมชนบท  ที่ไม่ห่างหายไปไหน และเพื่อนบ้านไว้วางใจที่จะให้ผมได้มีโอกาสช่วยเหลือยามทุกข์ยาก

       ผมภาคภูมิใจในหน้าที่การงาน ที่มีส่วนช่วยทั้งคนป่วยที่โรงพยาบาลและคนป่วยที่บ้านได้ ทุกวันนี้เรื่องราวของสองแม่ลูก ความรักที่แม่มีให้กับลูก ทำให้ผมได้ทำหน้าที่ของลูกที่ดี กลับบ้านไปเยี่ยมแม่ทุกครั้งที่มีโอกาส และผมถามตัวเองอยู่บ่อยๆเสมอ ชีวิตนี้..วันนี้ ทำดีแล้วหรือยัง...

                                                                              บุญเลิศ  เมษนิคม