ฉันเดินทางไปอัสสัมคราวนี้กับนิด เพื่อนยากเจ้าประจำ ที่เดินทางกันมาจนมองตาก็รู้ใจ เพื่อนเป็นคอลัมนิสต์อาวุโสอยูหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เขียนคอลัมน์ผู้หญิงท่องโลกทุกวันอาทิตย์
เครื่องบินร่อนลงที่สนามบินกัลกัตตา ตามเวลาไม่คลาดเคลื่อน เรามีเวลา 3 ชั่วโมง สำหรับการต่อเครื่องไปยังกวาฮาตี เมืองหลวงของรัฐอัสสัม เวลาเหลือเฟือทำให้เราเย็นใจ เราผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองมาอย่างง่าย ๆ แม้จะเจอคำถามอย่างแปลกใจจากเจ้าหน้าที่สาวตาคมกริบ
“ทำไมไปกวาฮาตี” เธอทำหน้าตาไม่เข้าใจ ว่าทำไมเราสองคนต้องดั้นด้นไปถึงกวาฮาตี เมืองที่เธอเองยังไม่นึกอยากจะไป
ฉันบอกเธอเรื่องการประชุมวรรณกรรมของรัฐอัสสัม เธอส่ายศีรษะแบบอินเดีย ทำนองว่าเข้าใจ ก่อนจะถามต่อว่า เราทำอาชีพอะไร พอรู้ว่าเป็นนักเขียน เธอก็ส่ายหน้าอีกครั้งอย่างเข้าใจมาก ๆ
อินเดียเป็นประเทศแปลก ๆ โดยเฉพาะการส่ายหน้าที่แปลว่าตกลง, เข้าใจ, ยอมรับได้ และถ้า ใครเป็นนักเขียน คนอินเดียเขาจะยอมรับให้ทำอะไรแบบที่คนทั่วไปไม่ทำได้ สังคมเขาค่อนข้างให้เกียรติคนทำงานด้านความคิด แม้จะเป็นความคิดที่ไม่มีใครเข้าใจก็ตาม
เราสองคนเข็นรถ ขนกระเป๋า ฝ่าไอแดด จากสนามบินนานาชาติ สู่สนามบินท้องถิ่น ตามเส้นทางที่คนอินเดียช่วยกันชี้บอก
“เดินสองนาทีก็ถึง” ใคร ๆ ก็บอกเราอย่างนี้ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไปเวลาแขกกับไทย มันต่างกันลิบ ฉันกับนิดเดินกันเร็วสุดชีวิตแล้วใช้เวลา 7 นาที จึงมานั่งหอบซี่โครงบานอยู่ที่สนามบินท้องถิ่น
ฉันถามคนญี่ปุ่นที่อยู่ใกล้ ๆ ว่าใช้เวลาเท่าไร พวกญี่ปุ่นหัวเราะ แล้วบอกว่า 5 นาที แล้วก็เล่าเรื่องคนอินเดียบอกว่า สองนาทีถึงให้ฉันฟัง เราหัวเราะก่อนแยกย้ายกันไป พวกเขาอาจไปมุมไม เดลลี หรือเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ส่วนฉันกับนิดเดินสู่ช่องกวาฮาตี เมืองที่ไม่มีใครไป
ฉันเจอปัญหาที่ไม่คาดคิด เรื่องการตรวจกระเป๋า เจ้าหน้าที่สงสัยว่า ทำไมกระเป๋าฉันใบโตนัก อยากเปิดดูว่ามีอะไรอยู่ข้างใน เลยต้องเปิดกระเป๋าให้ดู เวลายังเหลืออีกนาน ฉันเลยไม่ค่อยกังวล เจ้าหน้าที่ผู้หญิง ซักถามว่า กระป๋องใหญ่นี้คืออะไร
“อาหารเสริม คล้าย ๆ โปรตีน” ฉันอธิบาย
“เหมือนนมผง ใช่ไหม” เธอถาม
“ใช่ อร่อย และดีกับสุขภาพมากนำเข้าจากเนเธอร์แลนด์” ฉันโฆษณาสรรพคุณต่อ เธอส่ายหน้ายอมรับ
“แล้วนี่อะไร” เธอล้วงเอาถุงใส่ที่มัดผมที่พี่อุษาฝากไปให้สาว ๆ อาหมถุงเบ้อเริ่มออกมา จากนั้น ลากรองเท้า ผ้าไหม และผ้าซิ่นทอลาย ที่ฉันเตรียมไปใส่ตอนงานพิธีเปิด-ปิดสัมมนา ที่ต้องใส่ชุดประจำชาติ ยังจะถุงขนม ของกินสารพัด ที่เธอรื้อออกมา จนพอใจ
“ของฝากคนที่กวาฮาตี น่ะ” ฉันรีบออกตัว เมื่อเห็นเธอแอบยิ้มกับของกินที่เห็นกองพะเนิน
ฉันผ่านด่านมาอย่างขำ ๆ หลังจากเช็คอิน โหลดกระเป๋า แล้วก็มานั่งจับเจ่ารอเรียกขึ้นเครื่อง เพื่อนร่วมเส้นทาง หน้าตาแปลกไปจากคนอินเดียส่วนใหญ่ ดูคล้าย ๆ คนไทย คนจีน มากกว่า ฉันพยายามดูว่าใครน่าจะเป็นไทอาหม ไทคำตี่ ไทคำยัง ไทผ่าเก หรือใครน่าจะเป็นมองโกลอยด์ บ้าง เป็นการฆ่าเวลาที่สนุกดี
คนอื่น ๆ ก็มองฉันกับนิดเหมือนกัน คงสงสัยว่ายายกระเหรี่ยงสองคน หน้าตาซีดเซียว นี่มาทำอะไร จะไปไหน เราสองคนถือเป็นของแปลกในที่แห่งนี้ แปลกเพราะการแต่งตัว ที่ไม่เหมือนผู้หญิงอื่น ๆ ที่อยู่ในชุดส่าหรี หรือไม่ก็ชุดเมขลา ซัดเดอร์ หรือไม่ก็ชุดซัลลัวร์ ไม่มีผู้หญิงคนไหนนุ่งกางเกงยีนส์กับเสื้อยืด ตัวยาวอย่างพวกเราเลย แถมยังง่วนอยู่กับโทรศัพท์มือถือที่โทรได้แค่ที่กัลกัตตาเท่านั้น แม้จะโรมมิ่งมา ต่อจากนี้ไปเราไม่สามารถติดต่อใครได้อีกแล้ว จนกว่าจะได้ซิมใหม่ของอินเดีย ที่อัสสัมไม่มีสัญญาณเครือข่ายใด ๆ ทะลุทะลวงไปจากเมืองไทยได้เลย นี่คือเรื่องเศร้า
วางมือจากโทรศัพท์ ก็ง่วนอยู่กับโน้ตบุ๊คที่นิดหอบหิ้วไปบันทึกเรื่องราวระหว่างเดินทาง
เราคงแปลกจริง ๆ นั่นแหละ เพราะไม่เห็นใครเขาวุ่นวายแบบเราเลย เขานั่งกันเงียบ ๆ อย่างมากก็อ่านหนังสือ คุยกันนิดหน่อย ..
คนนั่งข้าง ๆ ถามฉันว่าจะไปไหน เมื่อฉันบอกจุดหมายปลายทาง เขาส่ายหน้าว่าเข้าใจแบบอินเดีย ทั้งที่หน้าตาออกจะจีน ๆ

เมืองกวาฮาตีตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำพรหมบุตร
เมืองกวาฮาตี คนอินเดียรู้จักกันในนามของ “ดวงประทีปแห่งตะวันออก” มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี กษัตริย์ไทอาหมได้แผ่พระราชอำนาจ ขับไล่กองทัพอินเดียสมัยราชวงศ์โมกุล ให้พ้นไปจากดินแดนลุ่มแม่น้ำพรหมบุตรมาแล้ว หลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังมีอยู่ให้เห็น
รถบัสโดยสารในเมือง
กวาฮาตีในปัจจุบัน เป็นเมืองหลวงของรัฐอัสสัม ที่กำลังขยายใหญ่ เติบโตเหมือนเมืองทั่ว ๆ ไป ท้องถนนคราคร่ำไปด้วยรถยนต์ ตึกรามบ้านช่องแน่นขนัด ถนนหนทางกำลังก่อสร้าง เป็นที่ตั้งศูนย์ราชการ ศาลสูง รัฐสภา มหาวิทยาลัย ใหญ่โต ผู้คนแข่งขันกันทำมาหากินคึกคัก
เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ของผู้คนในกวาฮาตีจัดว่าดีเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ โดยภาพรวมของเมืองสะอาดกว่าเมืองของอินเดียโดยทั่วไปมาก
เรามาถึงกวาฮาตี ตรงตามเวลา เราเริ่มหวั่นใจอีกครั้ง เมื่อก้าวเท้าพ้นสนามบิน
ติดตามมาอ่านการเดินทางด้วยความรัก ที่อินเดียค่ะ
ขอบคุณค่ะ
เรื่องราวน่าติดตามจริงๆครับ