หลายวันมานี้ได้พยายามหวนคิดย้อนกลับไปถึงเมื่อครั้งที่สอนนักศึกษา ว่าครานั้นเราเคยเล่าเรื่องคุณธรรม จริยธรรมของเราให้นักศึกษาฟังบ้างหรือไม่หนอ...?

แต่นึกยังไรก็นึกไม่ออก นึกออกก็ไม่ชัดเจน...
การนึกไม่ออกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ก็เพราะเมื่อก่อนเราไม่มีอะไรจะเล่า หรือถึงว่ามีเรื่องจะเล่าเราก็คิดว่า “ไม่สำคัญ…!”

การที่เราเรียนมามาก เราก็มัวคิดแต่ว่า “วิชาการ” เท่านั้นที่เป็นสิ่งสำคัญ
ครั้งหนึ่งเคยมีระเบียบ หรือคำแนะนำจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้เราสอดแทรกคุณธรรมระหว่างการสอนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่เราก็เล่า ๆ แบบ “วิชาการ...”

เล่าแบบวิชาการคือ เล่าตามตัวหนังสือ เล่าตามหนังสือ หนังสือที่ได้อ่าน หรือเล่าตามเรื่องขับขานที่เคยได้ฟัง...

เราจำได้เฉพาะแต่ว่าเราสอนวิชาการเด็กอะไรไปบ้าง แต่เรื่องคุณธรรมนั้นพูดบ้างแต่ก็พูดตามหลักวิชาการ

การศึกษาในเมืองไทยนั้นมีรูปแบบที่ถ่ายทอดตาม ๆ กันมา
อาจารย์ที่ดีก็มักจะใช้เวลาสอนวิชาการ “ร้อยทั้งร้อย”
ถ้าหากใครพูดเรื่องคุณธรรม จริยธรรมก็ถูกมองว่าด้อย “ไร้สาระ”

เมื่อก่อนนั้นก็คงจะเป็นอย่างนั้นกระมัง มโนภาพครั้งอดีตเรื่องคุณธรรม จริยธรรมในการจัดการเรียนการสอนนั้นจึงเลือนลางเหลือเกิน...

แต่ทว่า...
ครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ เราเคยขอโอกาสท่านพระอาจารย์ไปบรรยายให้นักศึกษา “ราชภัฏ” กลุ่มหนึ่งที่เข้ามาอบรมที่วัดฟัง
โดยปกติแล้วตั้งแต่มาบวชเราจะไม่ยุ่งกับการอบรมอะไรพวกนี้เลย
ครั้งนั้นเราก็ไม่อยากจะยุ่ง แต่เนื่องด้วยประสบการณ์ที่ “ชั่ว ๆ” ของเราที่เราเคยทำเคยผ่านมา ครั้งนั้นจึงขอโอกาสท่านว่าขอไปเล่าเรื่อง “ชั่ว ๆ” ของเราให้เด็กฟัง

เราเองมีนิสัยอย่างหนึ่งที่ไม่ดีก็คือ ไม่ชอบยุ่งวุ่นวายอะไรกับใคร โดยเฉพาะเรื่องสอน เรื่องเทศน์นี้เราก็ไม่ยุ่ง ล
การไม่ยุ่งนี้ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะการไม่ยุ่งนี้ถือว่าเป็นการ “เห็นแก่ตัว” 
(ไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่ธุระ)

ประสบการณ์ชั่ว ๆ ของเราย่อมเป็นข้อคิดที่ดีของคนอื่น
ถ้าเรามัวแต่ไม่ยุ่ง ไม่บอก หลบ เลี่ยง ไม่กล่าว นั่นคือคนที่ไม่รู้จัก “ความเสียสละ”
วันนั้นเราก็ตัดสินใจกราบเรียนท่านพระอาจารย์ว่า
“ที่จริงแล้ว ผมไม่อยากไปเทศน์ ไปสอนนักศึกษาที่มาอบรมหรอกครับ แต่ว่า ครั้งนี้เป็นนักศึกษาราชภัฏ ผมไม่ไปไม่ได้ เพราะประสบการณ์ของผมกับราชภัฏที่ผ่านมานั้นสามารถสร้างประโยชน์ให้กับทั้งเด็กโดยเฉพาะอาจารย์ได้ ผมจึงขอโอกาสไปบรรยายสักครั้งหนึ่งครับ...”

หลังจากการในวันนั้น ชั่วโมงนั้นจบแล้ว
วูบแรกเราคิดว่า “เราพูดไม่ได้เรื่องเลย” ไม่ได้มีหลักการ วิชาการอะไรเลย พูดไปเรื่อย เล่าประวัติอะไรก็ไม่รู้ “บ้า ๆ บอ ๆ”
แต่เมื่อกลับมาพิจารณาให้ดี ก็ถูกต้องแล้วนี่ เราตั้งใจจะไปเล่าประวัติ “บ้า ๆ บอ ๆ” อันมีความชั่วมากกว่าความดีให้เด็ก ๆ ฟัง ก็ตรงตามวัตถุประสงค์แล้ว


เรื่องวิชาการเราก็พูดมามาก เรามาพูด “วิชาธรรม” บ้างจะดีขึ้นไหม...?
วิชาธรรม ธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับชีวิต “ด้วยชีวิต”
ชีวิตเราที่ผ่านมา เดินมา ล้มมา ลุกมา ต้องยืนหยัดสู้แม้นสองแก้มจะเปื้อนด้วยคราบน้ำตา เป็นความรู้ที่ทรงคุณค่า ตราตรึงใจ

ในวันนั้นเราภูมิใจที่ได้ทำความดี ภูมิใจที่เรามี “ความเสียสละ”
ความเสียสละธรรมอันดี เป็นการกระ “ธรรม” ที่มี “คุณ”