ส่งงานครับอาจารย์

 

การสร้างนวัตกรรมสื่อภาพนูนประกอบกิจกรรม

ทางกายในการเรียนการสอนพลศึกษาสำหรับนักเรียน

ที่มีความบกพร่องทางการเห็น

ทองย้อย  เชียงทอง

ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาพลศึกษา

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

วัตถุประสงค์การวิจัย

1.             เพื่อสร้างนวัตกรรมสื่อภาพนูนประกอบกิจกรรมทางกายในการเรียนการสอนพลศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็น

2.             เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การใช้นวัตกรรมสื่อภาพนูนประกอบกิจกรรมทางกายในการเรียนการสอนพลศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็น ระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง

สมมติฐานการวิจัย

1.             ผลสัมฤทธิ์การเรียนการสอนพลศึกษาของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นโดยการใช้นวัตกรรมสื่อภาพนูนประกอบกิจกรรมทางกาย หลังการทดลองดีกว่าก่อนการทดลอง

2.             หลังการทดลองผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นของกลุ่มทดลองดีกว่ากลุ่มควบคุม

วิธีการวิจัย

ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง

                 นักเรียนชายที่มีความบกพร่องทางการเห็น ช่วงชั้นที่ 1 ของโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ปีการศึกษา 2550 จำนวน 24 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี 3 ส่วน

                1. นวัตกรรมสื่อภาพนูนประกอบกิจกรรมทางกาย

                2. โปรแกรมการสอนพลศึกษาแบบอธิบายและสาธิต

                3. แบบประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอนพลศึกษา

การเก็บรวบรวมข้อมูล

                สร้างนวัตกรรมสื่อภาพนูนประกอบกิจกรรมทางกาย แล้วนำไปทดลองตามโปรแกรมที่สร้างขึ้นเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบผลการทดลองใช้นวัตกรรมสื่อภาพนูนประกอบกิจกรรมทางกาย โดยใช้แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนการสอนพลศึกษาที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

การวิเคราะห์ข้อมูล

                วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์การเรียนการสอนพลศึกษา      โดยใช้สถิติที (Independent samples t-test and Paired t-test)

สรุปผลการวิจัย

                นวัตกรรมสื่อภาพนูนประกอบกิจกรรมทางกายที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีความเที่ยงตรงเชิงประจักษ์ และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 ซึ่งอยู่ในระดับสูง เมื่อทำนวัตกรรมสื่อภาพนูนประกอบกิจกรรมทางกายไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ปรากฏว่า กลุ่มทดลอง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

การใช้นวัตกรรมทางการศึกษาสำหรับวิชาวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดเชียงใหม่

นายอดิชาติ  สมศักดิ์

ปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วัตถุประสงค์การวิจัย

                เพื่อศึกษาสภาพและผลการใช้นวัตกรรมทางการศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดเชียงใหม่

วิธีการวิจัย

ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง

                ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย จำนวน 100 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิจากโรงเรียนที่มีขนาดต่าง ๆ กัน 4 ประเภท

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและการเก็บรวบรวมข้อมูล

                1. เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม

                2. นำแบบสอบถามครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ จำนวน 102 ชุด ไปเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตัวเอง ตามโรงเรียนต่าง ๆ ในกลุ่มตัวอย่าง ในจังหวัดเชียงใหม่

                 3. ได้รับแบบสอบถามกลับคืนมาทั้งหมดจำนวน 100 ชุด คิดเป็นร้อยละ 98.04

การวิเคราะห์ข้อมูล

                ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สรุปผลการวิจัย

1.              สภาพการใช้นวัตกรรมการศึกษา

                - ฝ่ายบริหารและครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์เห็นความจำเป็นของนวัตกรรมการศึกษา

                - โรงเรียนและหมวดวิทยาศาสตร์ได้สนับสนุนการใช้นวัตกรรมทางการศึกษาโดยมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ

                - ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์มากกว่าครึ่งหนึ่งไม่ได้รับการพิจารณาความดีความชอบในการผลิตและการใช้นวัตกรรมทางการศึกษา

                - ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ใช้นวัตกรรมอยู่ในระดับน้อย นวัตกรรมทางการศึกษาที่ใช้มาก ได้แก่ 

1. การสอนแบบโปรแกรม

2. การสอนแบบบูรณาการ          

                3. การสอนโดยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์

4. การสอนแบบแก้ปัญหา

5. การสอนแบบโครงงาน

6. การใช้อุปกรณ์ที่ประดิษฐ์เอง

- ส่วนนวัตกรรมทางการศึกษาที่ครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ใช้ในระดับน้อยคือ การสอนแบบใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน

ปัญหาและอุปสรรค

ปัญหาที่อยู่ในระดับมากคือ จำนวนนักเรียนต่อห้องมากเกินไป

ปัญหาที่อยู่ในระดับปานกลาง คือ การขาดแคลนสื่อ หนังสือ ตำรา และแหล่งวิทยาการต่าง ๆ งบประมาณ ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมทางการศึกษา ครูมีภาระงานมาก นักเรียนมีความแตกต่างระหว่างบุคคลทางด้านความพร้อมและสติปัญญา