ฉันจึงลิขิตชีวิตฉันเอง

อาสาสมัครทุกคนที่ได้กรุณามาบรรยายเล่าเรื่องผลงานของตนเองให้พวกเราที่ ม.อ. ฟัง ก็มีภาพประกอบ เป็นภาพกิจกรรมที่แต่ละคนได้ลงไปร่วมมีประสบการณ์ตรง เวลาคนเล่าเล่าเรื่อง ไม่ต้องมีบท ไม่ต้องมี script เพราะเป็นการเล่าสด อาศัยความทรงจำความประทับใจในเรื่องราวที่แต่ละคนภาคภูมิใจ จึงไม่เป็นปัญหาอะไร รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ชื่อคนไข้ที่ดูแล การแต่งตัว สีหน้า ท่าทางในวันนั้นๆ ล้วนจารึกลงไปเป็นเกร็ดชีวิตส่วนตัวที่นำเอามาเผยแพร่ เพราะเป็นความสุข ปิติ

ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ชาวฉือจี้พยายามทำ ได้ทำ และกำลังกระทำอยู่ กำลังสื่อสารว่าความเมตตา ความกตัญญู และการอยู่อย่าง "ไม่รอวันตาย" นี้ ไม่ใช่เรื่องที่ unique เป็นเอกลักษณ์ หรือเป็นเรื่องที่ฉือจี้เท่านั้นที่ทำได้ แต่เป็นเรื่องที่ "ใครๆก็ทำได้" อัลบัมชีวิตทั้งของฉัน ของเขา ที่มารวมกันเป็นอัลบัมเดียวกัน "ของเรา" ทำให้เกิดเรื่องราวอันน่าประทับใจทุกอัลบัม เราเป็นคนเก็บ เป็นคนทำ เป็นคนบันทึก และเราเป็นคนจะจารึกอักษรคำอธิบายใต้ภาพเหล่านั้นว่าอย่างไร ก็เป็นสิิทธิของเราอย่างสิ้นเชิง

คุณเมตตาเล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่ง มีงานที่เธอจะต้องไปออกเยี่ยมคนไข้ในการดูแล ก็ชวนลูกไปด้วย (ถ้าไปทำความดี ให้พาลูกไปด้วย อีกหน่อยลูกก็จะได้เอง... เป็นคำสอนที่ีทรงคุณค่าอีกประการของคุณเมตตา) แต่เผอิญวาระนั้น ลูกบอกว่าจะไปเที่ยวทะเลกับคุณพ่อที่ภูเก็ต ก็เลยไม่ได้มาด้วยกัน ระหว่างที่คุณเมตตากำลังเยี่ยมคนไข้อยู่นั่นเอง ก็มีข่าวออกทางทีวี เป็นข่าวทั่วประเทศว่า ณ ขณะนั้น มีสุนามิเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์ได้ถล่มชายฝั่งทะเลตะวันตกของภาคใต้ประเทศไทยอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิตและผู้หายสาบสูญจำนวนมากยังไม่สามารถตรวจสอบได้ ตอนนั้นใจคุณเมตตาก็หายวาบ ใจแป้ว พยายามจะโทรศัพท์ติดต่อ แต่สายก็ไม่ว่างเลย ใครๆคงพอจะจำได้ว่าตอนนั้นเหตุการณ์มันโกลาหลอลหม่านขนาดไหน จนในที่สุด คุณเมตตานึกขึ้นมาได้ว่ามีเพื่อนที่อาศัยในภูเก็ต ก็เลยโทรศัพท์สายดินธรรมดาไปหา ถามว่าเธอเห็นหรือได้ข่าวลูกฉันไหม ปรากฏว่าเพื่อนก็ตอบว่า "อ้าว เธอไม่รู้เหรอ ว่าลูกเธอไม่สบาย?" "หา ไม่สบายอะไร อยู่ที่ไหน เธอรู้ไหม?" "ก็เช้าวันที่เกิดเหตุนี่แหละ ลูกเธอไม่สบาย เลยบอกพ่อให้ช่วยพาไปหาหมอที ปรากฏว่า ก็เลยยกขบวนแห่พาลูกไปหาหมอที่โรงพยาบาลในตอนเช้าวันนั้น ไปกันหมดเลยทั้งสิบกว่าคน"

รอดหมดเลย สิบกว่าคน!!

เป็นข่าวว่าลูกไม่สบายที่ทำให้คุณแม่ดีใจที่สุดข่าวหนึ่ง!!

คุณเมตตาบอกว่าเธอเองก็ไม่ทราบเหตุผลกลใด ที่ทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น แต่เธออยากจะขอบคุณสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นทำให้ลูกของเธอยังมีชีวิตอยู่ต่อไป รวมทั้งคนอื่นๆในครอบครัวด้วย เธอจึงได้ลงมาภาคใต้ ร่วมกับอาสาสมัครมูลนิธิพุทธฉือจี้คนอื่นๆ ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติภัยต่อมาอีกหลายวัน เธอบอกว่า "ใช้บุญคราวนี้ สงสัยที่สะสมมาน่าจะหมดเกลี้ยงไปแล้ว ต้องรีบสะสมชดเชยอีกเยอะๆ"

อาสาสมัครคือคนที่เมื่อว่างจากหน้าที่ประจำแล้ว ก็เลือกใช้เวลาที่ตนเองมีอิสระจากพันธะต่างๆไปช่วยเหลือผู้อื่น คุณสุชลเล่าว่า เมื่อตอนที่ไต้่ฝุ่นแคธรีนาถล่มอเมริกานั้น ปรากฏว่ามีปัญหาเรื่องการส่งลำเลียงของช่วยเหลือไปช่วยผู้ประสบอุบัติภัย ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียนทราบข่าว ก็เสียใจ บอกกับสานุศิษย์่ว่า เรายังทำดีไม่พอ คนยังเดือดร้อนและยังไม่ได้รับการช่วยเหลือทันท่วงที เพราะท่านธรรมาจารย์มองเรื่องเหล่านี้ ที่เหมือนกับเป็นเรีื่องของคนอื่น เรื่องนอกตัว มองเป็นภาระหน้าที่ ภาระกิจของท่านหมด นำมาคิด นำมาไตร่ตรอง และนำมาหาวิธีปรับปรุง เพื่อให้ "วิถีชีวิตเพื่อผู้อื่น" เป็นลมหายใจเข้าออก เป็นชีวิตประจำวัน  และการสะสมบุญ บุญนั้นเป็นของเรา เราจึงต้อง "ให้ด้วยความนอบน้อม กตัญญูอย่างที่สุด" อย่าไปให้ด้วยความลำพอง อหังการว่าเหนือกว่าผู้อื่น ว่าตนเองผู้ให้ ว่าคนอื่นเป็นผู้รับ ขณะที่เราให้นั้น ที่จริงเป็นช่วงขณะที่เรากำลังรับมากที่สุด เราจึงต้องนอบน้อม

และเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ประการหนึ่งก็คือ "การไม่ลืมตน"

นี่ก็เป็นอีกอัลบัมชีวิตที่เราสามารถเลือกเขียน เลือกกระทำ และเลือกนำมาใคร่ครวญเองได้เช่นกัน