ฝ่ายพระยาบำรุงบุระประจันต์ ( จันดี ) ข้าหลวงกำกับบริเวณเมืองขุขันธ์ เห็นว่ากลุ่มกบฎท้าวบุญจันทร์มีกำลังมากเกินกว่ากองกำลังของเมืองขุขันธ์จะปราบปรามได้ อีกทั้งกองทหารเมืองขุขันธ์
ยังเกรงใจและเกรงกลัวในบารมีของท้าวบุญจันทร์อยู่จึงได้ทูลขอกองกำลังทหารจากส่วนกลาง พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ตามขอกองกำลังจากส่วนกลางจำนวน ๑๐๐ คน จากกองทหารนครราชสีมาจำนวน ๒๐๐ คน โดยมอบให้ร้อยโทหวั่น ร้อยตรีเจริญ และร้อยตรีอิน คุมกองทหารยกไปยังเมืองขุขันธ์ หยุดพักที่วัดไทยเทพนิมิตร ร่วมวางแผนการปราบ รุ่งเช้ายกพลนำกองทหารสู่เขาซำปีกา ให้หลวงศิริสมบัติ ( คำสิงห์ ) กำนันตำบลกันตวด ซึ่งเป็นผู้คุ้นเคยกับท้าวบุญจันทร์ให้ช่วยเหลือเกลี้ยกล่อม แต่ไม่ได้ผล เกิดการต่อสู้ ไพร่พลฝ่ายท้าวบุญจันทร์ถูกอาวุธปืนล้มตายเกือบหมดที่เหลือหลบหนีไป ส่วนท้าวบุญจันทร์ได้เสียชีวิตในป่าที่สู้รบนั้น กองทหารจึงได้นำศพออกมาแล้วตัดเอาศรีษะท้าวบุญจันทร์นำไปยังเมืองขุขันธ์ แห่ตระเวณรอบเมืองและเสียบศรีษะประจานที่ทางสี่แพร่งหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอ ขุขันธ์ในปัจจุบัน
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนี้ เมืองขุขันธ์ได้ให้ท้าวทิต ท้าวชู กรมการเมืองออกไปรักษาเหตุการณ์อยู่ที่ด่านประสพเกิดขัดแย้งไม่ฟังการบังคับบัญชาจากเมืองขุขันธ์ เอาใจไปเข้าข้างฝ่ายฝรั่งเศสภายหลังเข้าตีเมืองมโนไพรได้ ในขณะที่ทางการไทยไม่สามารถจะปฏิบัติการใด ๆ ได้เลย
ในเวลาต่อมาไทยต้องทำสัญญาให้เมืองมโนไพรตกเป็นของฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2446 จากเหตุการณ์ที่ท้าวบุญจันทร์ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฎและถูกปราบปรามจนต้องเสียชีวิตและเลือดเนื้อในครั้งนี้ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าวปัญญา ขุขันธิน ) ผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจหรือสนับสนุนให้ท้าวบุญจันทร์กระทำการใด ๆ แล้ว แต่ยังได้ตักเตือนและห้ามปรามในท่าทีของท้าวบุญจันทร์ที่ได้แสดงออกถึงความไม่พอใจในแนวทางการปกครองของทางการ โดยเฉพาะพระยาบำรุงบุระประจันต์ ( จันดี) ข้าหลวงบริเวณขุขันธ์แต่หาทำให้ท้าวบุญจันทร์ล้มเลิกในการกระทำไม่ เพราะท้าวบุญจันทร์เชื่อในความถูกต้องทางความคิดและความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อตนจนทำให้เหตุการณ์ต้องจบลงด้วยเลือดเนื้อและชีวิตดังกล่าวสร้างความเศร้าโศกเสียใจสร้างความสะเทือนใจต่อชาวขุขันธ์อย่างมาก ดังนั้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงทำให้ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ปัญญา ขุขันธิน ) ในฐานะผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์และเป็นพี่ชายท้าวบุญจันทร์ต้องถูกเพ่งเล็งจากทางการส่วนกลางเป็นพิเศษแต่ก็ไม่ถึงกับกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่ความเป็นผู้ว่าราชการเมืองแต่ประการใด ยังคงได้รับความไว้วางใจ โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์ต่อไป จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๐ เพราะทางส่วนกลางเห็นว่า ต้นเหตุของเหตุการณ์ ความขัดแย้งระหว่างท้าวบุญจันทร์กับพระยาบำรุงบุระประจันต์ ( จันดี ) ข้าหลวงบริเวณขุขันธ์มากกว่า
ปี พ.ศ. ๒๔๔๗ จากเหตุการณ์ที่กลุ่มท้าวบุญจันทร์ถูกกล่าวหาว่ากบฎ และถูกปราบลงได้แล้วนั้นก็ยังสร้างความกังวลใจให้แก่ทางการอยู่อย่างมาก เพราะยังมีกลุ่มท้าวบุญจันทร์หลงเหลืออยู่ ในปีนี้จึงมีการยุบอำเภอกันทรลักษ์ส่วนหนึ่งให้ไปรวมอำเภออุทุมพรพิสัยอีกส่วนหนึ่งให้ไปรวมกับอำเภอ ห้วยเหนือ
ปี พ.ศ. ๒๔๔๘ ให้ย้ายที่ทำการอำเภอปจิมศรีสะเกษไปตั้งที่บ้านสำโรงใหญ่ ตำบลสำโรง เรียกว่าอำเภอสำโรงใหญ่ และในปลายปีเดียวกันนี้ ได้ย้ายที่ทำการอำเภออุทัยศรีสะเกษ ไปตั้งที่บ้านหนองกก ตำบลยาง
จากแนวนโยบาย สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่จะปรับปรุงรูปแบบการ
ปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลให้สมบูรณ์แบบ พระองค์เห็นว่าดีและจะเหมาะสมที่สุดในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อเพราะรูปแบบในการใช้อยู่นั้นการใช้อำนาจในการปกครองจากส่วนกลางสู่ส่วนภูมิภาคยังไม่สมบูรณ์แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้การใช้อำนาจในการเก็บภาษีหารายได้เข้ารัฐเพื่อเป็นงบประมาณบริหารและพัฒนาประเทศยังไม่ดีพอ นับว่าเป็นปัญหาการบริหารภายใน
ส่วนอีกเหตุหนึ่งก็คือ เป็นช่วงระยะที่ฝรั่งเศสมีอำนาจแผ่ขยายครอบคลุม เขมร ลาว และญวน ประเทศใกล้เคียงหมดแล้ว อีกทั้งยังมีปัญหาการใช้อำนาจปกครองเหนือเมืองอยู่หลายเมืองที่ฝรั่งเศสต้องการขออำนาจปกครองจากไทย และอีกเหตุผลประการที่ ๓ ก็คือ ผลพวงจากการที่กลุ่ม ท้าวบุญจันทร์ถูกกล่าวหาว่ากบฎและถูกปราบปรามแต่ยังมีลูกน้องผู้ศรัทธาต่อท้าวบุญจันทร์ยังหลงเหลืออยู่ เพื่อความปลอดภัยในความมั่นคงลดความตึงเครียด และป้องกันอิทธิพลของฝรั่งเศสที่จะกระทบความมั่นคงของสยามประเทศ
ปี พ.ศ. ๒๔๔๙ จึงได้มีบัญชาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายที่ทำการศาลากลางเมืองขุขันธ์ ไปตั้ง ณ อำเภอกลางศรีสะเกษ แต่ยังใช้ชื่อเดิม คือ ศาลากลางเมืองขุขันธ์ ส่วนเมืองขุขันธ์ ให้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอ เรียกว่า “อำเภอห้วยเหนือ” ขึ้นกับเมืองขุขันธ์
ปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ทรงเห็นว่า มณฑลอีสานมีอาณาเขตกว้างขวางมาก เพื่อให้มีการปรับปรุงบ้านเมืองให้คล่องตัวจึงยุบมณฑลอีสานแบ่งเป็น ๒ มณฑล คือ มณฑลอุบลราชธานี และมณฑลร้อยเอ็ด ทำให้เมืองขุขันธ์ เมืองเดชอุดม และเมืองศรีสะเกษอยู่ในมณฑลอุบลราชธานี
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ นี้เองได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดยให้เมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ และเมืองเดชอุดม รวมเรียกว่า "บริเวณขุขันธ์ " มีพระยาบำรุงบุระประจัน ( จันดี ) เป็นข้าหลวงกำกับบริเวณ โดยให้ยุบรวมทั้ง ๓ เมืองเป็นเมืองเดียวกัน ให้เรียกว่า "เมืองขุขันธ์" แต่ที่ทำการให้คงตั้งอยู่ที่อำเภอกลางศรีสะเกษ ผลจากการวมเมืองทั้ง ๓ ในครั้งนี้ ทำให้เมืองศรีสะเกษ และเมืองเดชอุดมต้องหมดสภาพความเป็นเมืองไปโดยปริยายแต่นั้นมา จึงทำให้ยังคงมีชื่อเฉพาะเมือง "ขุขันธ์" เท่านั้นส่วนอำเภอต่าง ๆ ที่เคยขึ้นกับเมืองศรีสะเกษและเดชอุดม ก็ให้ขึ้นต่อเมืองขุขันธ์ทั้งหมด จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เป็นการยกเลิกบริเวณ เมืองขุขันธ์ ตำแหน่งข้าหลวงกำกับบริเวณก็ถูกยุบไปด้วย ทำให้พระยาบำรุงบุระประจันต์ ( จันดี )ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง "ผู้ว่าราชการเมือง ขุขันธ์" แทน พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ปัญญา ขุขันธิน ) ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์ต้องสิ้นสุดลง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าระหว่างพระยาบำรุงบุระประจันต์ (จันดี ) กับ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน
(ท้าวปัญญา ) มีศักดิ์ในฐานะพ่อตากับลูกเขย เมื่อพระยาบำรุงบุระประจันต์ (จันดี ) ขึ้นสู่ตำแหน่ง
ผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์ จึงเสนอพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ปัญญา ขุขันธิน ) ให้ดำรงตำแหน่งกรมการพิเศษเมืองขุขันธ์ และเป็นกรมการพิเศษจังหวัดขุขันธ์ในเวลาต่อมา ( พ.ศ. ๒๔๕๐–๒๔๖๐)
ปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ถือเป็นปีที่ต้องจารึกในประวัติศาสตร์ประเทศไทยอีกบทหนึ่งเพราะคนในอดีตก่อน ปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ยังไม่มีนามสกุลใช้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ออกพระราชบัญญัติขนานนามสกุล คนไทยขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ จึงพระราชทานชื่อนามสกุลให้แก่ข้าราชบริพาร เรียกว่า "นามสกุล พระราชทาน "
ปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ได้มีการปรับปรุงหน่วยปกครองทั้งประเทศ คือ ได้โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนาม
คำว่า "เมือง" เป็น "จังหวัด" ตำแหน่ง "ผู้ว่าราชการเมือง" เป็นตำแหน่ง "ผู้ว่าราชการจังหวัด"
เมืองขุขันธ์จึงได้เปลี่ยนเป็น "จังหวัดขุขันธ์" แต่ที่ตั้งศาลากลางจังหวัดขุขันธ์ยังคงตั้งอยู่ ณ อำเภอกลางศรีสะเกษ ตำแหน่ง "ผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์" เป็นตำแหน่ง "ผู้ว่าราชการจังหวัดขุขันธ์ " ดวงตรา
ไปรณียากร และตราประทับใช้ในราชการซึ่งเดิมมีอักษรโดยใช้ชื่อ "ขุขันธ์" (หมายความว่าจังหวัด
ขุขันธ์ )
ปี พ.ศ. ๒๔๕๖ นี้ ขณะนั้นเป็นสมัยที่ อ.ต. หม่อมเจ้าถูกถวิล สุขสวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์ มีผู้ดำรงตำแหน่งประจำเมืองขุขันธ์ และจังหวัด ขุขันธ์ ในขณะนั้น ได้ขอพระราชทาน
นามสกุลพระราชทาน สำหรับข้าราชบริพารประจำเมืองขุขันธ์ คือ
๑. นามสกุลลำดับที่ ๒๕๕๑ ผู้ขอพระราชทาน คือ รองอำมาตย์โท ขุขันธ์เขต โกษินทร์ ( เชื้อ) ขณะที่ขอดำรงตำแหน่ง พนักงานคลังจังหวัดขุขันธ์ ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า"จุลรังษี"
๒.นามสกุลลำดับที่ ๒๖๑๒ ผู้ขอพระราชทานคือ รองอำมาตย์เอก กิมเส็ง ขณะที่ขอดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดขุขันธ์ ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า "กาญจนศิริ"
๓.นามสกุลลำดับที่ ๓๕๖๕ ผู้ขอพระราชทานคือ อำมาตย์ตรีพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ปัญญา ) เจ้าเมืองขุขันธ์ท่านที่ ๙ ผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์ท่านที่ ๑ ขณะที่ขอท่านดำรงตำแหน่งที่ ๓ คือ กรมการพิเศษเมืองขุขันธ์ ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า "ขุขันธิน"
๔.นามสกุลลำดับที่ ๔๓๕๕ ผู้ขอพระราชทานคือ นายหมู่ลูกเสือเอกสามัญ ( บุญทัน ) กิมเส็ง ขณะที่ขอดำรงตำแหน่งครูประจำโรงเรียนขุขันธ์ ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า "ศิลาคุปต์"
๕.นามสกุลลำดับที่ ๔๗๘๓ ผู้ขอพระราชทานคือ อำมาตย์โทพระพิไชยราชวงษา ( บุญมี ) ขณะที่ขอดำรงตำแหน่งกรมการพิเศษจังหวัดขุขันธ์ ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า "ศรีอุทุมพร"
๖.นามสกุลลำดับที่ ๔๘๗๘ ผู้ขอพระราชทานคือ รองอำมาตย์ตรี ขุนเวชการบริรักษ์ ( ศรี ) ขณะที่ขอดำรงตำแหน่งแพทย์จังหวัดขุขันธ์ ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า "วรสุมันต์"
๗.นามสกุลลำดับที่ ๕๖๗๒ ผู้ขอพระราชทานคือ นายร้อยตำรวจโท ตาษ ผู้บังคับกองตำรวจภูธร ๓จังหวัดขุขันธ์ ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า "ถาวรเสถียร"
๘.นามสกุลลำดับที่ ๕๖๗๓ ผู้ขอพระราชทานคือ นายร้อยตำรวจตรี รุตน์ ตำแหน่งประจำกองตำรวจภูธร ๓ จังหวัดขุขันธ์ ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า "กิติสัททานนท์"
นามสกุลพระราชทานที่กล่าวถึงนี้ ปัจจุบันทายาทอาจจะไม่มีแล้วหรือมีอาจจะไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ณ ที่อื่น
ปี พ.ศ. ๒๔๖๐ อำมาตย์ตรีพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ปัญญา ขุขันธิน) กรมการพิเศษจังหวัดขุขันธ์ สิ้นสุดในตำแหน่งจึงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ อำมาตย์โทพระพิไชยวงศา (บุญมี ) ดำรงตำแหน่งกรมการพิเศษจังหวัดขุขันธ์สืบแทน พระพิไชยวงศา (บุญมี ) เคยมีตำแหน่งเป็นพระพิไชย ผู้ช่วยราชการเมืองขุขันธ์มาก่อน ได้รับพระราชทาน นามสกุลว่า "ศรีอุทุมพร"
พระยาบำรุงบุระประจันต์(จันดี)ข้าหลวงบริเวณขุขันธ์ ได้รับพระราชทานนามสกุลอะไร ลำดับที่เท่าไหร
ไอ้คำว่า บริเวณเมืองขุขันธ์ ทีน้ำมาบันทึก มันคืออะไรแน่ครับ
ไม่ทราบเอามาจากใหน
มันน่าจะแปลมาเพี้ยนๆหรืออะไรใหม
ที่บ้านผือใหม่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ มีคนนามสกุลศรีอุทุมพรเยอะมากคับ ตากับยายผมก้ศรีอุทุมพร ด้วย แล้วก็ยังมีลูกหลานพระยาขุขันธ์อยู่ด้วยคับ
ที่บ้านผือใหม่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ มีคนนามสกุลศรีอุทุมพรเยอะมากคับ ตากับยายผมก้ศรีอุทุมพร ด้วย แล้วก็ยังมีลูกหลานพระยาขุขันธ์อยู่ด้วยคับ