เมืองขุขันธ์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ปี พ.ศ. ๒๓๒๕ เข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ขึ้นเถลิงราชสมบัติ พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน ( เชียงขัน ) ขอกราบบังคมทูลตั้งท้าวบุญจันทร์ ( บุตรเลี้ยงจากเมืองเวียงจันทน์ ) เป็น "พระไกร" ตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองขุขันธ์ พระองค์ทรงโปรดเกล้าตามขอและในปีเดียวกันนี้ พระองค์ ได้ โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนราชทินนาม เจ้าเมืองขุขันธ์จาก "พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน" เป็น "พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน" ซึ่งเป็นบรรดาศักดิ์ในราชทินนามของเจ้าเมืองขุขันธ์สืบมาจนถึงลำดับที่ ๙ ซึ่งเป็นลำดับสุดท้ายในตำแหน่งเจ้าเมือง
ในปีเดียวกันนี้เอง พระภักดีภูธรสงคราม ( ท้าวอุ่น ) ซึ่งเป็นปลัดเมืองขุขันธ์ในขณะนั้น มีความไม่แน่ใจในความปลอดภัยและไม่สบายใจในตำแหน่งหน้าที่ราชการ จึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ กราบบังคมทูลขอพระกรุณาในการไม่สมัครใจปฏิบัติหน้าที่ราชการที่เมืองขุขันธ์ โดยขอพระราชทานตั้ง
บ้านโนนสามขา ขึ้นเป็นเมือง โดยขอเป็นเจ้าเมืองเอง และ ทรงโปรดเกล้าฯ ตามที่ขอ โดยใช้ชื่อว่า "เมืองศรีสะเกษ" และโปรดเกล้าให้พระภักดีภูธรสงคราม ( ท้าวอุ่น ) มีบรรดาศักดิ์เป็น "พระรัตนวงศา" เจ้าเมืองศรีสะเกษคนแรก ทำให้เมืองศรีสะเกษ ได้ตั้งขึ้นหลังการตั้งเมืองขุขันธ์ ๒๓ ปี
สำหรับพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( หลวงปราบ ) มีความรักและเอ็นดูบุตรเลี้ยง คือ พระไกร ( ท้าวบุญจันทร์ ) ก็มักจะเรียกพระไกรว่า ลูกเชลย อยู่ประจำ เนื่องจากพระไกรเป็นคนหนุ่มเกิดมีความละอายไม่พอใจมีความผูกพยาบาทอาฆาตเก็บความแค้นมาโดยตลอด เพื่อรอจังหวะและโอกาสเท่านั้น ต่อมาไม่นานก็สบโอกาสอย่างที่ตั้งใจ เมื่อมีพ่อค้าชาวญวนจำนวน ๓๐ คน เดินทางมาซื้อโคกระบือ ยังเมืองขุขันธ์ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวนได้ให้การต้อนรับอำนวยความสะดวกเป็นพิเศษ แม้กระทั่งการเกณฑ์ไพร่พลไปนำทางขึ้นลงที่ช่องโพยเพื่อให้พ่อค้าชาวญวนนำโค กระบือ
เดินทางลงสู่ประเทศกัมพูชาโดยสะดวก พระไกรผู้ช่วยราชการเมืองขุขันธ์ ได้โอกาสจึงกราบบังคมทูลกล่าวโทษไปยังกรุงเทพฯ ว่า พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (เชียงขัน ) คบกับญวนต่างประเทศ
อาจจะเป็นกบฎ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีสารตราเรียกพระยาขุขันธ์ภักดี
ศรีนครลำดวน ( เชียงขัน) ไปพิจารณาความที่กรุงเทพฯ และทรงวินิจฉัยว่า ที่ถูกกล่าวหานั้นมีมูล
จึงโปรดเกล้าให้จำคุก พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (เชียงขัน )ไว้ที่กรุงเทพฯ
ปี พ.ศ. ๒๓๙๗ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้พระไกร ( ท้าวบุญจัน ) บุตรเลี้ยงผู้กล่าวหาซึ่งขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยราชการเมืองขุขันธ์ ขึ้นเป็นเจ้าเมืองขุขันธ์ ในบรรดาศักดิ์ราชทินนาม "พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน" เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ ๓ นอกจากนั้นแล้วยังได้แต่งตั้งให้ท้าวมานะเป็น พระภักดีภูธรสงคราม ให้ท้าวเทศ เป็น พระแก้วมนตรี ยกบัตรเมืองขุขันธ์ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (เชียงขัน) หลังจากจำคุกอยู่กรุงเทพฯ ๓ ปี ได้พ้นโทษและกลับมาอยู่เมืองขุขันธ์ จนถึงแก่อนิจกรรม ในปี พ.ศ. ๒๓๕๐
ในปีเดียวกัน พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าวบุญจันทร์ ) ตั้งกรมการไปจับราษฎรในกองเจ้าเมืองนัน เจ้าเมืองนันเกณฑ์กำลังยกมาตีเมืองขุขันธ์ ทำให้เมืองขุขันธ์สู้ไม่ได้ เจ้าเมืองขุขันธ์ได้หนีไปอยู่เมืองสังฆะแล้วบอกลงมากรุงเทพฯ พระเจ้าอยู่หัวจึงได้โปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงคุมกำลังไปจับเจ้าเมืองนันนำตัวลงไปกรุงเทพฯ
ปี พ.ศ. ๒๓๒๘ เมืองศรีสะเกษ พระยารัตนวงศา ( ท้าวอุ่น ) เจ้าเมืองคนแรกของศรีสะเกษ ถึงแก่อนิจกรรม จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งท้าวชม บุตรพระยารัตนวงศา ( ท้าวอุ่น ) เป็นพระยาวิเศษภักดี
( ท้าวชม ) เป็นเจ้าเมืองศรีสะเกศ
ปี พ.ศ. ๒๓๒๙ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าวบุญจันทร์) เจ้าเมืองขุขันธ์ กับพระยาวิเศษภักดี (ท้าวชม) เจ้าเมืองศรีสะเกศ มีความขัดแย้งกัน ในการแบ่งเขตแดนเมืองต่อกัน จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปักปันเขตแดนกัน คือ ทิศใต้ตั้งแต่เขาบรรทัดตั้งแต่ช่องจันทน์หอมมาบ้านหัวดอย ทุ่งประทายมา
บ้านขาม บ้านคันฮ่มถึงบ้านลาวเดิม ไปตามลำห้วยทา ไปบ้านเก่าศาลา บ้านสำโรง บ้านดอบกองไป
วังขี้นาค ไปบ้านแก่งเก่า ไปกุดสมอ ไปสระสี่เหลี่ยม หลักหินท่าน้ำลำพาชี๑ ไปตามลำน้ำมูล ไปบ้านด่าน บ้านหมากเยา ไปบ่อพันขันธ์ ถึงท่าหัวลำพาชีลงไปทางใต้ เป็นพรมแดนเมืองขุขันธ์ ข้างทิศเหนือ เป็นพรมแดนเมืองศรีสะเกษ
ปี พ.ศ. ๒๓๔๒ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เกณฑ์กำลัง เมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์ และเมืองสังฆะ เมืองละ ๑๐๐ คน รวมเข้าเป็นกองทัพยกไปตีกองทัพพม่า ซึ่งได้ยกเข้ามาตั้งทัพในเขตแขวง
นครเชียงใหม่ แต่กองทัพไทยยกไปยังไม่ถึงกองทัพพม่ารู้ข่าวได้ยกทัพหนีออกไปเสียก่อน พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพกลับเมืองตนเอง
ปี พ.ศ. ๒๓๔๙ โปรดเกล้าฯ ให้เมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์ และเมืองสังฆะ ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ เพราะทั้งสามเมืองนี้ได้ร่วมกองทัพช่วยประเทศชาติ ตามเสด็จในราชการสงครามสำคัญ ๆ หลายครั้ง มีความชอบและได้รับความไว้วางพระทัยในทางปกครองจึงไม่ต้องขึ้นต่อเมืองพิมาย ทั้งนี้ ทั้งเมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์ และเมืองสังฆะ ถือเป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอีสานใต้ในขณะนั้น
ปี พ.ศ. ๒๓๖๐ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เกิดกบฎ สาเกียดโง้งคุมกำลังตีเมืองจำปาศักดิ์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ทัพจากนครราชสีมาไปปราบ โดยมีเมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์ และเมืองสังฆะ ร่วมยกทัพไปด้วย จนสามารถจับกบฎสาเกียดโง้ง มาลงโทษได้
ปี พ.ศ. ๒๓๖๘ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระยาวิเศษภักดี (ชม ) เจ้าเมือง
ศรีสะเกษ ถึงแก่อนิจกรรม จึงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งพระภักดีโยธา(บุญจันทร์)ปลัดเมืองเป็น
พระยาวิเศษภักดี เจ้าเมืองศรีสะเกษ คนที่ ๓
ปี พ.ศ. ๒๓๖๙ ตรงกับรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าวบุญจันทร์) เจ้าเมืองขุขันธ์และกรมการเมืองเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ความทราบถึงพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยานครราชสีมา และพระปลัดเมือง ยกกองทัพเดินทางมาระงับความวิวาทที่เมืองขุขันธ์ ทำให้เหตุการณ์สงบเรียบร้อยลงเป็นปกติ ขณะกองทัพนครราชสีมาเตรียมยกทัพกลับ ก็ได้ทราบข่าวว่าที่นครราชสีมา ถูกเจ้าอนุวงศ์ยึดได้ และสามารถกวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลย จำนวนมาก
ในขณะที่เจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทน์ยึดเมืองนครราชสีมาอยู่นั้น เจ้าโย้แห่งเมืองจำปาศักดิ์ ก็ได้ยกทัพมาตีเมืองขุขันธ์ เมืองสังขะ และเมืองสุรินทร์ โดยจับ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน
(ท้าวบุญจันทร์) เจ้าเมืองขุขันธ์ จับพระภักดีภูธรสงคราม (มานะ )จับพระแก้วมนตรี ( เทศ) รวมทั้งกรมการเมืองอื่น ๆ นำไปประหารที่บ้านส้มป่อย เพราะไม่ยอมเป็นสมัครพรรคพวกด้วย ส่วนเจ้าเมืองสุรินทร์ เจ้าเมืองสังขะ หลบหนีไปได้ กองทัพของเจ้าโย้ ได้กวาดต้อนครอบครัวไทย เขมร กุยหรือกวยไปไว้ที่เมืองจำปาศักดิ์จำนวนมากเช่นกัน ( ภายหลังคนเหล่านี้ได้เป็นใส้ศึกให้ตีเมืองจำปาศักดิ์ได้สะดวกยิ่งขึ้น) เหตุการณ์ทราบถึงกรุงเทพฯ ได้โปรดให้ยกทัพมาปราบจนสำเร็จเรียบร้อย ทำให้เมืองขุขันธ์ขณะนั้นตำแหน่งเจ้าเมืองว่างเพราะยังไม่มีผู้เหมาะสมในการโปรดเกล้าฯ เป็นเจ้าเมืองขุขันธ์
ปี พ.ศ. ๒๓๗๑ พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ตั้งให้พระยาสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ ( เชียงฆะ หรือเชียงเกา ) เจ้าเมืองสังขะไปเป็นเจ้าเมืองขุขันธ์ คนที่ 4 ในราชทินนาม "พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน" โดยให้ท้าวไชย ( ท้าวใน) บุตรพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (ตากะจะ ) เป็น พระภักดีภูธร ปลัดเมือง ให้พระสะเทื้อน (ท้าวนวน) ผู้น้อง เป็นพระแก้วมนตรี ยกบัตรเมือง และให้ท้าวหล้าบุตรพระยา ขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (เชียงขัน) เป็นพระมหาดไทย ช่วยกันปกครองดูแลเมืองขุขันธ์ต่อไป
ระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๗๖–๒๓๘๒ เจ้าพระยาบดินทร์เดชา เป็นแม่ทัพยกจากกรุงเทพฯและรวมทัพจากหัวเมืองชั้นนอกต่าง ๆ รวม ๔๐,๐๐๐ คน ไปรบกับญวนในเขตเมืองกัมพูชา การทำศึกครั้งนี้เมืองขุขันธ์ได้เกณฑ์ไพร่พลจำนวน ๑,๕๐๐ คนไปร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับกองทัพจากกรุงเทพฯอย่างแข็งขันโดย หลวงเทพรักษาได้ยกพลมารวม ณ ที่ตั้ง บริเวณวัดไทยเทพนิมิต และให้ พระบดินทร์เดชา ( สิงห์ สิงหเสนีย์ ) จากกรุงเทพฯ จัดทำบัญชี "เขมรป่าดง" เมืองขุขันธ์ ได้สำรวจชำระบัญชีชายฉกรรจ์ในครัวเรือนด้วย คือ เป็นการสำรวจสำมโนประชากรครั้งแรกของเมือง ขุขันธ์
ปี พ.ศ. ๒๓๘๖ เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับญวน โปรดเกล้าฯ ให้พระบดินทร์เดชา จัดกองทัพไปรบกับญวน โดยมีรับสั่งให้เมืองขุขันธ์เตรียมไพร่พลจำนวน ๔๐๐๐ คน เมืองศรีสะเกศ เตรียมไพร่พล ๓๐๐๐ คน เพื่อร่วมกองทัพไปทำศึกกับญวน ในครั้งนี้ด้วย
ในปีนี้เองที่กรมการเมืองขุขันธ์ คือ หลวงธิเบศร์ หลวงมหาดไทยและหลวงอภัย ไม่ประสงค์ที่จะอยู่ภายใต้การปกครองเมืองขุขันธ์ จึงอพยพไพร่พลและครอบครัว ไปตั้งเมืองใหม่ที่บ้านลำโดมใหญ่ เป็นเมืองเดชอุดม ให้หลวงธิเบศร์ เป็น หลวงสุระ เจ้าเมืองเดชอุดม หลวงมหาดไทย เป็น หลวงภักดี ปลัดเมือง หลวงอภัย เป็นหลวงพรหมภักดี ยกบัตรเมืองเดชอุดม
ปี พ.ศ. ๒๓๘๘ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (เชียงฆะ หรือเชียงเกา ) เจ้าเมืองขุขันธ์ได้ ขอตั้งบ้านไพรตระหมัด หรือบ้านตาสีขึ้นเป็นเมืองมโนไพร และขอแต่งตั้งหลวงภักดีจำนงค์ ( พรหม ) เสมียนตรากรมการเมืองขุขันธ์ เป็นพระมโนจำนง เจ้าเมือง ขึ้นกับเมืองขุขันธ์ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในการปกครอง ได้โปรดเกล้าฯ ให้หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ ซึ่งเป็นข้าหลวงขึ้นไปปักปันเขตแดน ของเมืองขุขันธ์และเมืองจำปาศักดิ์ ให้เป็นเขตแดนเมืองมโนไพร ( ปัจจุบันเมืองมโนไพรอยู่ในเขตแดนประเทศกัมพูชา )
ปี พ.ศ. ๒๓๙๓ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( เชียงฆะ หรือเชียงเกา ) เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ ๔ ถึงแก่อนิจกรรม ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระยาภักดีภูธรสงคราม ( ท้าวใน ) ปลัดเมือง บุตร พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (ตากะจะ ) เป็นพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ ๕ แล้วแต่งตั้งให้พระมหาดไทย (ท้าวหล้า ) เป็นพระภักดีภูธรสงคราม ปลัดเมือง ต่อมา พระภักดีภูธ (ท้าวหล้า ) ถึงแก่อนิจกรรม จึงได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ ท้าวกิ่ง บุตรพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (เชียงขัน ) เป็นพระภักดีภูธรสงคราม ปลัดเมือง และแต่งตั้งให้ ท้าวศรีเมือง เป็นพระมหาดไทย
ในปีเดียวกัน พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าวใน ) ถึงแก่อนิจกรรม จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ พระแก้วมนตรี ( ท้าวนวน ) บุตรพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (ตากะจะ) ยกบัตรเมือง เป็นพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ ๖ และโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระมหาดไทย ( ท้าวศรีเมือง ) เป็นพระมนตรียกบัตรเมือง
ปี พ.ศ. ๒๓๙๔ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าวนวน ) เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ ๖ ถึงแก่อนิจกรรม จึงโปรดเกล้าฯตั้งพระภักดีภูธรสงคราม ( ท้าวกิ่ง) บุตรพระยาขุขันธ์ ภักดีศรีนครลำดวน (เชียงขัน ) เป็นพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองคนที่ 7 โปรดเกล้าฯให้พระแก้วมนตรี (ศรีเมือง) ยกบัตรเมือง เป็นพระภูธรสงคราม ปลัดเมือง ให้พระวิเศษ ( พิมพ์ ) กรมการเมืองเป็นพระแก้วมนตรี ปลัดเมือง
ปี พ.ศ. ๒๓๙๕ ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าวกิ่ง ) เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ ๗ ถึงแก่อนิจกรรม จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระวิชัย ( ท้าววัง ) กรมการเมือง บุตรพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน( เชียงขัน ) เป็น พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ ๘
ปี พ.ศ. ๒๔๐๙ มีพ่อค้าคนจีน ไปพักอยู่ริมบ้านเหมือดแอ่ ถูกคนร้ายปล้นและฆ่าตาย ญาติพี่น้องผู้ตายได้นำความเข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าเมืองใด (ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเมืองสุวรรณภูมิเจ้าเมืองอุบลหรือเจ้าเมืองศรีสะเกษ) ต่างก็บ่ายเบี่ยงเกี่ยงงอนไม่ยอมรับร้องทุกข์ โดยบอกปัดว่าเหตุเกิดในเขตพื้นที่เมืองอื่น ดังนั้นผู้เสียหายจึงไปร้องทุกข์ยังเจ้าพระยาเมืองนครราชสีมา จึงได้เรียกเจ้าเมืองทั้ง ๓ ไปพร้อมกัน จึงได้มีบัญชาว่า เหตุเกิดที่ใกล้เมืองทั้งสามหากหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ให้รับผิดชอบร่วมกัน หากผู้ใดสืบจับผู้ร้ายได้ จะยกพื้นที่เกิดเหตุทั้งตำบลให้เป็นเขตเมืองนั้นหรือหากจับมิได้ต้องถัวเฉลี่ยเงินชดใช้ส่วนเท่ากัน หากเจ้าเมืองใดอยากได้ตำบลนั้นให้เสียเงินแก่ญาติผู้เสียหายห้าชั่ง เจ้าเมืองอุบลยอมชดใช้เงินให้ญาติผู้เสียหายแต่ฝ่ายเดียวเพื่อยุติปัญหา เจ้าพระยาเมืองนครราชสีมา จึงยกพื้นที่ตำบลที่เกิดเหตุนั้นให้ขึ้นแก่เมืองอุบล ตั้งแต่นั้นมา
ปี พ.ศ. ๒๔๑๐ ปลายรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าววัง ) เจ้าเมืองขุขันธ์ ได้สั่งจับพระวอ ( ท้าวรส ) น้องชายโดยไม่ทราบสาเหตุ นำส่งกรุงเทพฯ จนถึงอนิจกรรมอยู่ที่กรุงเทพฯ และยังกล่าวโทษ พระยาภักดีภูธรสงคราม ( ท้าวศรีเมือง ) ปลัดเมือง ในข้อหาเบียดบังเงินหลวง จึงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งตัวพิจารณาความที่กรุงเทพฯ ได้พิจารณาความแล้วมีมูลความผิดตามข้อกล่าวหาตุลาการจึงตัดสินให้ชดใช้เงินแก่หลวงคืนแล้วให้กลับไปรับราชการตามเดิม พระภักดีภูธร-สงคราม ( ท้าวศรีเมือง ) เดินทางกลับถึงเมืองปราจีนบุรี ก็เกิดอาการป่วยหนักได้ถึงแก่อนิจกรรมในระหว่างเดินทางในครั้งนี้ ฝ่ายท้าวอ้น ซึ่งเป็นบุตรพระยาภักดีภูธรสงคราม ( ท้าวศรีเมือง) เกิดความระแวงว่าหากรับราชการที่เมืองขุขันธ์ต่อไปจะเดือดร้อน อาจจะไม่ปลอดภัยต่อตนเองและครอบครัว จึงตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ กราบบังคมทูลขอรับราชการเป็นกองนอก พระองค์ทรงเห็นใจ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ท้าวอ้น เป็น “พระบริรักษ์ภักดี” นายกองนอกทำราชการขึ้นกับเมืองขุขันธ์ และโปรดเกล้าฯให้ท้าวบุญนาค บุตร พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าววัง ) เป็นพระอนันต์ภักดี ผู้ช่วยราชการเมืองขุขันธ์ ในปีเดียวกันนี้ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าววัง ) ได้ขอกราบบังคมทูลพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ตั้งตำบลห้วยลำแสนไพอาบาล เป็นเมืองกันทรลักษ์ ให้พระแก้วมนตรี ( ท้าวพิมพ์ ) เป็นพระกันทรลักษ์อาบาล เจ้าเมือง และตั้งบ้านกันตวด ตำบลห้วยอุทุมพร เป็นเมืองอุทุมพรพิสัย ให้ท้าวบุตรดี เป็นพระอุทุมพรเทศานุรักษ์ เจ้าเมือง โดยให้ทั้งสองเมืองขึ้นต่อเมืองขุขันธ์ ในปีเดียวกันนี้ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าววัง) ได้ขอตั้งพระจำนงค์(แก้ว) เป็นพระภักดีภูธรสงคราม ปลัดเมืองขุขันธ์และขอตั้งพระบริรักษ์ภักดี (อ้น) นายกองนอกเป็นพระแก้วมนตรี ยกบัตรเมืองขุขันธ์ ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามที่ขอ
ปี พ.ศ. ๒๔๑๑ แอดมิราลผู้สำเร็จราชการฝรั่งเศสแห่งเมืองไซ่ง่อน แจ้งต่อรัฐบาลสยามว่า ตามที่พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าววัง ) แจ้งไปยังเมืองกัมปงสวาย ประเทศกัมพูชา ในบำรุงฝรั่งเศส ว่าได้รับโปรดเกล้าฯให้ตั้งเมืองกันทรลักษณ์และเมืองอุทุมพรพิสัย ขึ้นนั้นจะรุกล้ำเขตแดนกัมพูชา ครั้นความทราบถึงใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระราชดำริสงสัยว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๐พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าววัง ) ขอตั้งตำบลห้วยลำแสนไพอาบาลเป็นเมืองกันทรลักษ์และ บ้านกันตวด ตำบลห้วยอุทุมพร เป็นเมืองอุทุมพรพิสัย แต่ไม่ได้ความชัดเจนว่า เขตแขวงเมืองทั้งสองจะขนานคาบเกี่ยวกับเขตแดนกัมพูชาประการใด จึงโปรดเกล้าฯให้หลวงเดชอัสดา ขุนอินทร์อนันท์ เป็นข้าหลวงออกไปพร้อมด้วยพระยาทรงพล เป็นกรมการไต่สวน และตรวจสอบจัดทำแผนที่ส่งกรุงเทพฯ เพื่อ มิให้เกิดข้อพิพาทกับฝรั่งเศส จึงให้พระกันทรลักษ์อาบาลย้ายเมืองกันทรลักษ์มาตั้งที่บ้านลาวเดิม (ปัจุจบันคือบ้านบักดอง บ้านหลักหิน อำเภอขุนหาญ)และให้พระอุทุมพรเทศานุรักษ์