เมื่อเทอมที่แล้ว ปีการศึกษา 2548 ภาคเรียนที่ 2 ขณะที่นั่งคุมสอบนักศึกษาชั้น ปวช.1  ทุกอย่างในห้องเงียบสงบ เมื่อนักศึกษาทำข้อสอบเสร็จต่างทะยอยกันกลับบ้าน มีนักศึกษาคนหนึ่งนั่งคอยเพื่อนที่กำลังทำข้อสอบอยู่ ฉันหันไปมองรอบ ๆ ห้อง มีแค่เขาสองคนเท่านั้น เพื่อนนักศึกษาของเขานั่งทำข้อสอบด้วยความตั้งใจ เรื่อย ๆ เงียบ ๆ ช้า ๆ ในขณะที่เวลาสอบใกล้จะหมด สายตาฉันสังเกตเห็นเด็กนักศึกษาที่คอยเพื่อนมีอาการลุกลี้ลุกลนชอบกล เหมือนจะกล้าแต่ไม่กล้า สังเกตเห็นพฤติกรรมเช่นนี้อยู่สักพักใหญ่ ๆ  สงสัยจะอึดอัดเลยตัดสินใจพูดออกมา “อาจารย์ครับ...ในฐานนะที่อาจารย์เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ในสายตาอาจารย์มองผมอย่างไรครับ?”...

          ฉันอึ้งไปครู่หนึ่ง...เพราะไม่รู้จุดประสงค์ของนักศึกษา เด็กคนนี้มีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวสีขาว มีสิวบนใบหน้าเล็กน้อย จากการสังเกตอาจจะใช้เครื่องสำอางบนใบหน้าบ้าง เพราะระยะเวลาที่สอนเขา 19 สัปดาห์ที่ผ่านมา หน้าเขาจะมีสิวมากกว่านี้ แต่ระยะหลัง ๆ หน้าขาวผ่องขึ้นสิวเริ่มหายไป ในขณะที่เพื่อนอีกคนของเขาเนื้อตัวมอมแมม หน้าตาผิวพรรณค่อนข้างดำ ผมรุงรัง ตัวเล็ก ไม่ได้ดูสะอาดเหมือนกับเขา ด้วยความสงสัยในคำถามของนักศึกษาเลยตัดสินใจถาม “เธอมีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ...ทำไมถึงตั้งคำถามถามครูเช่นนี้” เพื่อนนักศึกษาที่ทำข้อสอบเงยหน้าขึ้นมาดู คงจะสงสัยในคำถามของเพื่อน  “อาจารย์ครับ...ผู้หญิงเค้าชอบผู้ชายแบบไหนครับ” อือ...ฉันใช้ความคิดอยู่ครูหนึ่ง “ครูคงตอบแทนผู้หญิงทั้งหมดไม่ได้หรอก” เขาก็ยังไม่หยุดถาม “อาจารย์ครับ...ผู้หญิงเค้าชอบผู้ชายสูงหรือเตี้ยครับ” เอาล่ะสิยังคิดว่าจะแก้สถานการณ์อย่างไรดี “อือ...ถ้าเป็นครูน่ะคงจะชอบผู้ชายสูง แต่ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะคิดเหมือนครูน่ะ บางคนเขาก็ชอบผู้ชายอย่างเพื่อนเธอน่ะ...เธอลองมองเพื่อนเธอซิเห็นใหมว่าในความเป็นเด็กนักศึกษาเค้าดูเป็นธรรมชาติของความเป็นเด็ก ดูเป็นตัวของตัวเองดีไม่ต้องปรุงแต่งอะไรมากมายนัก เช้ามาโรงเรียน เย็นกลับบ้าน ชีวิตออกจะมีความสุขดีน่ะ” เพื่อนที่นั่งทำข้อสอบเงยหน้ามายิ้มให้ แต่เขาก็ยังถามต่อ อาจารย์ครับ...ผู้หญิงชอบผู้ชายมีรถใหมครับ แล้วถ้าผมจะไปรับเขาที่บ้านระหว่างเอารถกระบะ กับรถเก๋ง อาจารย์ว่าเค้าชอบแบบไหนครับ” ฉันหยุดนิ่งคิดอยู่ครูหนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูด “อย่ามองแค่วัตถุภายนอกซิ...ผู้หญิงบางคนอาจไม่ชอบวัตถุสิ่งของที่เธอว่ามาก็ได้ ส่วนเรื่องหน้าตาครูว่ามันไม่สำคัญเท่ากับจิตใจหรอก...แสดงว่ากำลังมีความรักใช่มั๊ย”...”ไม่เชิงครับอาจารย์…กำลังดู ๆ อยู่ครับ”

          ในความเป็นครูคงพูดอะไรได้ไม่ดีไปกว่าการเตือนศิษย์ “ครูไม่ได้ว่าอะไรน่ะ...ถ้าเธอจะมีความรัก เพราะความรักอาจจะทำให้เธอตั้งใจเรียนมากขึ้นกว่าเดิมก็ได้...แต่ถ้าจะรักที่สำคัญอย่าทิ้งการเรียนเด็ดขาด อย่าทำให้ความหวังของใครหลาย ๆ คน ต้องพัง เธอเป็นผู้ชายมีโอกาสจะเลือกอีกเยอะเพราะอนาคตของเธอยังอีกยาวไกล และในทางกลับกันเธอก็อย่าทำให้ผู้หญิงเค้าเสียการเรียนเด็ดขาด ครูว่าเรียนให้จบหางานทำให้ได้ค่อยคิดเรื่องนี้จะดีมั๊ย เพราะเดี๊ยวเธอจบออกไปอาจจะเจออะไรที่ดีกว่านี้อีกเยอะแยะ” เขาก็ยังไม่หยุด “โฮ่!! อาจารย์มันก็มีบ้างเรื่องอย่างนี้ ผมยังวัยรุ่นอยู่เลยครับ” ตายล่ะซิหาว่าครูแก่!! คราวนี้ ฉันจะทำอย่างไรดี “อืม!! หลังจากได้รักแล้วรู้สึกตัวเองเปลี่ยนไปในทางที่ดีหรือเปล่าล่ะ...หรือว่าไง..หล่อขึ้นดูดีขึ้น... แต่การเรียนแย่ลงหรือเปล่า…เธอตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าจุดประสงค์ของการมาเรียนเพื่ออะไร?” เด็กนักศึกษาอึ้งไปครู่หนึ่ง “อาจารย์ครับ...ผมว่ามันก็ดีน่ะครับ ดีขึ้น” ... “จ๊ะ...ถ้ามันดีมันก็เป็นสิ่งที่สวยงามมาก...แต่ให้จำไว้อย่างหนึ่งว่าเธอยังเด็ก...อนาคตยังอีกไกล อย่าหมกมุ่นกับเรื่องนี้ให้มากเกินไป ครูเป็นห่วงน่ะ...กลับไปนอนคิดสักคืน มีอะไรก็มาปรึกษาครูได้ครูยินดีเสมอ”

          ฉันไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตอบเด็กไปถูกหรือผิด แต่พยายามตอบให้เขาได้กลับไปคิด แต่สิ่งที่สะท้อนกลับมา นักศึกษากลุ่มนี้เป็นผู้ชายล้วนทั้งห้อง โอกาสที่จะปรึกษากับเพื่อนผู้หญิงในเรื่องความรักคงไม่มีโอกาสสักเท่าไร เขาคงต้องการถามในฐานะที่ครูเป็นผู้หญิงอาจแค่ต้องการรับรู้ความรู้สึกของผู้หญิงที่มีต่อผู้ชาย ครั้นจะไปถามแม่ก็คงไม่กล้าเลยตัดสินใจถามคนที่เขาคิดว่าน่าจะปรึกษาได้  ดังนั้น ในความเป็นครูมองว่าเราควรจะสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูกับศิษย์ เพื่อเขาจะได้ไว้วางใจ และสามารถเข้ามาขอคำปรึกษา ขอคำแนะนำ ขอความช่วยเหลือ เป็นที่พึ่งทางจิตใจให้กับเขาได้ และมันเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่น้อยไปกว่าการจัดการเรียนการสอนของครูในชั้นเรียน หากแค่ครูสร้างสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นระหว่างตัวครูและนักเรียน การจัดการเรียนการสอนก็จะดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้อย่างไม่อยากเย็น