โรคไข้ปวดข้อยุงลาย CHIKUNGUNYA FEVER การดูแลหญิงตั้งครรภ์ และทารก

แนวทางปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ และทารกที่ป่วยด้วยโรคไข้ปวดข้อยุงลาย (Chikungunya  Fever)

ผู้เขียนในฐานะเป็นนักวิชาการสาธารณสุขสังกัดสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ขอนแก่น  มีบทบาทหน้าที่ในการสนับสนุนวิชาการด้านโรคติดต่อนำโดยแมลงให้พื้นที่เครือข่ายที่รับผิดชอบนั้น    เมื่อมีความก้าวหน้าในแนวทางการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องจึงขอถ่ายทอดเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานดังนี้   (ตามที่ อ้างถึงหนังสือกระทรวงสาธารณสุขด่วนที่สุดที่ สธ 0422.4 / ว638    ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2552  เรื่อง แนวทางการป้องกันโรคไข้ปวดข้อยุงลายในฤดูฝน)

 

            ด้วยขณะนี้โรคไข้ปวดข้อยุงลาย ได้แพร่ระบาดจาดพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างไปสู่ภาคใต้ตอนบน และกระจายไปสู่จังหวัดต่าง ๆ  พบในกลุ่มประชากรที่เคลื่อนย้าย จำนวน 51 จังหวัด สถานการณ์ตั้งแต่ต้นปี จนถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2552 มีรายงานผู้ป่วยสะสม 33,980 ราย  ในจำนวนนี้ พบว่ามีหญิงตั้งครรภ์ได้ติดเชื้อและป่วยด้วยโรคไข้ปวดข้อยุงลายด้วย ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม  ในการดูแลหญิงตั้งครรภ์และทารกที่ป่วยด้วยโรคดังกล่าวให้ถูกต้อง กรมควบคุมโรคได้จัดทำคำแนะนำในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ และทารกที่ป่วยด้วยไข้ปวดข้อยุงลาย ดังนี้

1.       หญิงมีครรภ์ในช่วง 10 วันก่อนคลอด ต้องป้องกันไม่ให้ยุงกัด     เพราะหากเป็น

โรคไข้ปวดข้อยุงลายในช่วงคลอด จะมีโอกาสแพร่สู่บุตรได้ง่ายมาก

2.       หากหญิงมีครรภ์ป่วยเป็นไข้ปวดข้อยุงลายในระยะก่อนคลอด จะต้องระวังไม่ให้

มีไข้สูง และดูแลเฝ้าระวังทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด

3.       ทารกที่คลอดจากแม่ที่ป่วยเป็นโรคไข้ปวดข้อยุงลายในระยะใกล้คลอด ต้องเฝ้าดู

อาการในโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดว่า ทารกจะป่วยภายใน 7 วันหรือไม่

4.       มารดาที่ต้องให้นมบุตรสามารถให้ได้แม้ในขณะป่วยเป็นโรคไข้ปวดข้อยุงลาย

แต่ถ้ามารดาอ่อนเพลียควรบีบนมมารดาใส่ในขวดให้ลูกดูดจากขวดก่อนจนกว่าจะแข็งแรง

5.       ทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน ต้องป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด  เนื่องจากหากป่วยเป็น

โรคไข้ปวดข้อยุงลายแล้ว  อาจมีอาการรุนแรงได้

ดังนั้นเมื่อบุคลากรสาธารณสุขที่ต้องให้บริการประชาชนก็ต้องควรให้ความสำคัญใน

องค์ความรู้เรื่องแนวทางการดำเนินงานดังกล่าว  ซึ่งจะได้ให้บริการที่ถูกต้องและมีคุณภาพต่อไป