เป็นการกล่าวสารภาพกับพี่ชาย  กัยคุณครูในการทำงานของเรา

คือท่านผู้อำนวยการพี่หมอสราวุธ

สภาวะความคิดความรู้สึกและพลังในการทำงานพัฒนานั้น  อยู่ก็ดับ

เริ่มอื้ออึง  คิดอะไรไม่ออกเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพหรือ HA

ทั้งๆที่ตอนนี้คนอื่นนั้นเร่งเต็มสูบและใส่เกียร์ห้ากัน

เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นแบบอธิบายยาก  ไม่รู้เกิดมาได้อย่างไร

แต่เมื่อได้ครูสองคนให้สติก็รู้ได้เลยว่า  

สาเหตุนั้นมาจาก

    - ความขี้เกียจ  ที่อ้างนั่นนี่มากมาย  แต่ส่วนมากก็อ้างว่าเราปฏิบัติธรรมเจริญสติ  อ่านหนังสือธรรมะ  ศึกษาธรรมดีกว่า  

    - ความท้อถอย

    - การเข้าสู่โหมดปกป้องของจิตใจ

    - เรื่องราวแง่ลบของการพัฒนาที่เข้ามาครอบงำความคิด  คือความทุกข์ของคนทำ ผู้คน  ความขัดแย้ง  ความเร่งรีบ   จนสลัดไม่หลุด

    จนสุดท้ายสรุป  ออกมาได้ว่า   เครื่องยนต์ผมดับครับพี่

     พี่สาวที่รักบอกว่า  start ไม่ติดเลยหรือ

   ครูอีกท่านมาย้ำให้ได้สติอีกว่า

          มันคือกิเลสอีกแบบนะ  เจ้าความขี้เกียจนี่   ก็ตื่นพอสมควร

          และก็ได้ไปค้นเพิ่มเติมอีกมากมาย  เกี่ยวกับความขึ้เกียจ  การเอาชนะความขี้เกียจ

         จึงได้สิตมาระดับหนึ่ง

 ได้เริ่มงานบางอย่าง  และก็สามารถทำสำเร็จไปได้  จนถึงขั้นงงๆ ว่าเป็นสภาวะที่แตกต่างกัน

  แตกต่างจากวันก่อนมาก   เป็นความโล่งเบาสบายที่ได้ตื่นรู้จากความขี้เกียจของผม

  อันเป็นความขี้เกียจที่สั่งสม  หมกหมมไว้มานานในจิต

  ท่านผอบอกว่า  จริงๆก็เป็นคนที่เคยขยันมาก่อนนะ  จากความน่าจะเป็นชาวนามาเป็น

 

 แต่ผมก็รู้สึกว่านั่นเป็นความขยันระดับหนึ่ง  ก็มีอยู่ 

 แต่ในสภาวะปัจจุบันนั้น  บริบทเช่นนี้  ที่จะต้องทำ ต้องปฏิบัติ ทั้งทางโลกทางธรรม หรือแท้จริงก็คือ

 อันเดียวกัน  ทุกอย่างคือธรรม

มันก็คงจะต้องใช้ความขยัน  และความอดทนมากๆ  เป็นความขยันที่บริสุทธิ์ ที่ประกอบด้วยปัญญา

ที่ผ่านมาอยากได้ อยากเจริญแต่สติ สมาธิ  ปัญญา  

แต่กลับขาดซึ่งขันติ  และวิริยะ (+ศรัทธา)

เหมือนพระท่านสอนว่าอยากไปถึง  แต่ไม่ยอมเดินไป  ถึงเดินก็เดินเยาะแหยะ

อืม กำลังเริ่มต้นใหม่ครับ(start)