Bluetooth คืออะไร
โดยทั่วไปอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะต้องมีการเชื่อมต่อกันด้วยสายไฟ (Cables) ต่างๆ เพื่อให้ทำงานได้ การเชื่อมต่อมีได้หลายลักษณะ ตัวอย่างเช่น
คอมพิวเตอร์ที่โต๊ะทำงานโดยทั่วไปประกอบไปด้วย จอภาพ หน่วยประมวลผล แป้นพิมพ์ เมาส์ เครื่องพิมพ์ ลำโพง ไมโครโฟน และส่วนที่สำคัญคือสายไฟต่างๆที่เชื่อมอุปกรณ์เหล่านี้เข้าหากัน
PDA เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อถ่ายโอนข้อมูลระหว่างกัน
โทรทัศน์เชื่อมต่อกับเครื่องเล่นวีดีโอ เคเบิลทีวี ชุดเครื่องเสียง และลำโพง
เมื่อจำนวนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น จำนวนสายไฟที่ใช้ในการเชื่อมต่อจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วย ผู้ใช้งานจะต้องศึกษาวิธีการต่อเชื่อมอุปกรณ์ด้วยสายไฟแบบต่างๆ กัน ทำให้เกิดความซับซ้อนในการใช้งานและดูแลรักษา ถ้าสายไฟที่ใช้ในการเชื่อมต่อถูกแทนที่ด้วยระบบไร้สาย ดังนั้นผู้ใช้งานเพียงแต่ชื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แกะกล่อง และเสียบปลั๊กไฟฟ้า โดยที่ไม่ต้องมีการเชื่อมต่อใดๆ เลย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้นก็ทำงานร่วมกันได้ทันที ทำให้ลดความซับซ้อนของการเชื่อมต่อลง โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องอ่านคู่มือการติดตั้งอีก เทคโนโลยีไร้สายจะทำหน้าที่แทนสายไฟที่ใช้ในการเชื่อมต่อ มีชื่อเรียกว่า Bluetooth
Bluetooth คือมาตรฐานของเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารแบบไร้สาย ที่ใช้คลื่นวิทยุระยะสั้น (Short-Range Radio Links) ในการติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในระยะทางใกล้ๆ ไม่เกิน 10 เมตร วัตถุประสงค์ของการใช้ Bluetooth คือเพื่อใช้แทนสายที่ใช้ในการเชื่อมต่อทั้งหมด คำว่า Bluetooth มาจากชื่อของกษัตริย์ของเดนมาร์ค Harald Bluetooth ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์ที่สำคัญมากของชาวเดนมาร์ค
มาตรฐาน Bluetooth สร้างขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1998 โดยการวิจัยร่วมกันระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านการสื่อสารทางไกล (Telecommunication) และด้านคอมพิวเตอร์คือ Ericsson, IBM, Intel, Nokia และ Toshiba ในปัจจุบัน Bluetooth มีบริษัทต่างๆ เข้าร่วมเป็นสมาชิก (SIG: the Bluetooth Special Interest Group) ในการสร้าง พัฒนา และผลักดันให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีเทคโนโลยี Bluetooth เป็นส่วนประกอบมาตรฐาน ประมาณ 2500 บริษัท
Bluetooth ทำงานอย่างไร
Bluetooth ใช้ช่วงความถี่ที่ 2.4 GHz ISM (Industrial, Scientific and Medical) และใช้เทคโนโลยีที่ชื่อว่า FHSS (Frequency-Hopping Spread Spectrum) ในการสื่อสาร หลักการทำงานคือแบ่งช่องสัญญาณในช่วงความถี่ระหว่าง 2.402 GHz ถึง 2.480 GHz นี้ออกเป็น 79 ช่อง และจะใช้ช่องสัญญาณที่แบ่งนี้ในการส่งข้อมูลสลับช่องไปมา 1,600 ครั้งต่อ 1 วินาที ตัวอย่างเช่น ใช้ช่องที่ 1 ช่องที่ 2 จนไปถึงช่องที่ 79 แล้ววนซ้ำมาช่องที่ 1 อีกครั้ง จนครบ 1,600 ครั้ง เหมือนระบบโทรศัพท์ไร้สาย (Coreless Telephone) ซึ่งประกอบด้วย Handset แบบไร้สาย และ Base Unit ที่ต้องต่อเชื่อมกับสายโทรศัพท์ สามารถใช้ได้ในระยะทางใกล้ๆ เช่น ภายในบ้าน ถ้าสังเกตในส่วนของ Handset จะมีปุ่มให้ผู้ใช้งานเลือกเปลี่ยนคลื่นความถี่ในการติดต่อสื่อสารระหว่าง Handset กับ Base unit ในกรณีที่มีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นทำให้เสียงไม่ชัด หรือขาดหายได้ แต่ระบบ Bluetooth จะมีความสามารถในการเลือกเปลี่ยนความถี่ที่ใช้ในการติดต่อเองอัตโนมัติ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเรียงตามหมายเลขช่อง ทำให้การดักฟังหรือลักลอบขโมยข้อมูลทำได้ยากขึ้น

อยากทราบเรื่องของโปรแกรม antivirus ค่ะ
ระหว่าง AVG กับ NOD แล้วก็ร่มแดง
ใช้อะไรดีกว่ากันค่ะ แล้วตัวไหนทำให้เครื่องช้า
ขอบคุณล่วงหน้านะค่ะkbunxman^^