E-Learning
Anyone, Anywhere and Anytime
การเรียนรู้แบบออนไลน์ หรือ e-Learning เป็นการศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต(Internet) หรืออินทราเน็ต(Intranet) เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียนตามความสามารถและความสนใจของตน โดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพ เสียง วิดีโอและมัลติมีเดียอื่น ๆ จะถูกส่งไปยังผู้เรียนผ่าน Web Browser โดยผู้เรียน ผู้สอน และเพื่อนร่วมชั้นเรียนทุกคน สามารถติดต่อ ปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้เช่นเดียวกับการเรียนในชั้นเรียนปกติ โดยอาศัยเครื่องมือการติดต่อ สื่อสารที่ทันสมัย (e-mail, web-board, chat) จึงเป็นการเรียนสำหรับทุกคน, เรียนได้ทุกเวลา และทุกสถานที่ (Learn for all : anyone, anywhere and anytime)
ลักษณะสำคัญของ e-Learning
- Anywhere,Anytime and Anybody คือ ผู้เรียนจะเป็นใครก็ได้ มาจากที่ใดก็ได้ และเรียนเวลาใดก็ได้ตามความต้องการของผู้เรียน เพราะหน่วยงานได้เปิดเว็บไซต์ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งบริการจัดทำเป็นชุด CD เพื่อใช้ในลักษณะ Offline ให้กับโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่สนใจ แต่ยังไม่พร้อมในระบบอินเทอร์เน็ต
- Multimedia สื่อที่นำเสนอในเว็บ ประกอบด้วยข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง ตลอดจนวีดิทัศน์ อันจะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี
- Non-Linear ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนเนื้อหาที่นำเสนอได้ตามความต้องการ
- Interactive ด้วยความสามารถของเอกสารเว็บที่มีจุดเชื่อม (Links) ย่อมทำให้เนื้อหามีลักษณะโต้ตอบกับผู้ใช้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว และผู้เรียนยังเพิ่มส่วนติดต่อกับวิทยากรผ่านระบบเมล์ ICQ, Microsoft Messenger และสมุดเยี่ยม ทำให้ผู้เรียนกับวิทยากรสามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว
การนำ e-Learning ไปใช้ประกอบการเรียนการสอนสามารถทำได้ 3 ลักษณะ ดังนี้
1. สื่อเสริม (supplementary)
2. สื่อเติม (complementary)
3. สื่อหลัก (comprehensive replacement)
องค์ประกอบของ e- learning ที่สำคัญมี 4 ส่วน คือ
1. เนื้อหา (content) สำหรับการหาถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เนื้อหาของ e-learning สามารถแบ่งเป็น 3 ลักษณะดังนี้
1. ระดับเน้นข้อความออนไลน์ (text online)
2. ระดับรายวิชาออนไลน์เชิงโต้ตอบและประหยัด (low cost interactive online course)
3. ระดับรายวิชาออนไลน์คุณภาพสูง (high quality online course)
2.ระบบบริหารการเรียน หรือ LMS ซึ่งย่อมาจาก e-Learning Management System ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการติดต่อสื่อสารและการกำหนดลำดับของเนื้อหาในบทเรียน แล้วนำส่งผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปยังผู้เรียน ซึ่งรวมไปถึงขั้นตอนการประเมินผล ควบคุม และสนับสนุนการให้บริการทั้งหมดแก่ผู้เรียน
3.การติดต่อสื่อสาร มีเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้ติดต่อสอบถาม ปรึกษาหารือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างตัวผู้เรียนกับครู อาจารย์ผู้สอน และระหว่างผู้เรียนกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนอื่นๆ โดยเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้
· ประเภทช่วงเวลาเดียวกัน (synchronous) ได้แก่ chat
· ประเภทช่วงเวลาต่างกัน (asynchronous) ได้แก่ web-board, e-mail
4.การสอบ/วัดผลการเรียน เป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะทำให้การเรียนแบบ e-Learning เป็นการเรียนที่สมบูรณ์ บางวิชาจำเป็นต้องวัดระดับความรู้ก่อนสมัครเข้าเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนในบทเรียน หลักสูตรที่เหมาะสมกับตนมากที่สุด ซึ่งจะทำให้การเรียนที่จะเกิดขึ้นเป็นการเรียนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อเข้าสู่บทเรียนในแต่ละหลักสูตรก็จะมีการสอบย่อยท้ายบท และการสอบใหญ่ก่อนที่จะจบหลักสูตร
ตัวอย่างระบบ และ โครงการ e-learning ในเมืองไทย ได้แก่
1. LearnSquare Thailand Opensource e-Learning Management System
|
1. LearnSquare คือระบบ e-Learning ที่ได้รับการพัฒนาโดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ออนไลน์ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัย ทุกที่ ทุกเวลา ในรูปแบบสื่อมัลติมีเดียทั้งบทความ ภาพ เสียง หรือวิดีโอ ที่สามารถโต้ตอบได้เสมือนการเรียนในห้องเรียนปกติซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กว้างมากขึ้น และมีมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน
|
2. โครงการนำความรู้จากจุฬาสู่ภูมิภาค “จุฬาออน์ไลน์” โดยคณาอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อโอกาสในการเรียนรู้สู่ภูมิภาคทั่วประเทศ www.ChulaOnline.com ได้จัดทำการสอนผ่านระบบเครือข่าย ChulaELS (Chula E-Learning System) พัฒนาโดยฝีมือคนไทย ระบบสามารถรองรับผู้เรียน(User) ไม่จำกัดจำนวน
3. โครงการจัดสร้างและพัฒนา Homepage ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อจัดเตรียมเนื้อหาวิชาพื้นฐานผ่านระบบเครือข่าย เริ่มสร้างโครงการตั้งแต่ปี 2545 เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตามนโยบายการขยายการเรียนการสอนไปตามภูมิภาคต่างๆของประเทศ ทำให้ภาระการจัดการเรียนการสอนวิชาพื้นฐานจำต้องใช้ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและแนวคิดในการสร้างห้องเรียนอิเล็คโทรนิคส์ผ่านระบบเครือข่าย เข้ามาสนับสนุนให้ผู้เรียนผู้สอนได้โดยไม่ต้องจำกัดด้วยเวลาและสถานที่ภายในห้องเรียนตามปกติเท่านั้น
ข้อคำนึงถึง การนำ E-Learning มาใช้ในการจัดการศึกษา
1.การมีส่วนร่วมในการเรียน ไม่ว่าจะเป็นการถามตอบ หรือการกำหนดกิจกรรมระหว่างบทเรียน
2.การมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบแบบ Live ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องทางการเรียนรู้
3.ผู้เรียนจะต้อง มีวินัยและมีการวางแผนระบบการเรียนให้เหมาะสมกับรูปแบบชีวิตของตนเอง และสิ่งสำคัญต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเองอย่างมากจึงจะทำให้การเรียนรู้ในลักษณะ e-learning เกิดดประสิทธิภาพสูงสุด
กล่าวโดยสรุป ตามทัศนะของผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า e-learning เป็นเครื่องมือที่ทันสมัย รวดเร็วและสามารถพัฒนาปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เป็นการเปิดโอกาสให้การศึกษาได้เข้าถึงประชาชนอย่างจริงจัง สมดังคำกล่าวที่ว่า “Anyone Anywhere Anytime” เปรียบเสมือนการทลายกำแพงการเข้าถึงความรู้ของบุคคลทุกชาติ ทุกภาษาและทุกชนชั้น แต่อย่างไรก็ตามการพัฒนาการศึกษาด้วย e-learning ก็ยังมีบางช่วงบางมุมที่เราๆท่านจะต้องคำนึงถึงในการนำมาปรับใช้ ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนขอยกคำกล่าวของ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงค์ศักดิ์ทีกล่าวถึง การพัฒนาการศึกษาทั้งระบบเพื่อรองรับการขยายตัวของ e-learning ที่ว่า “การพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ ให้สอดคล้องกับการขยายตัวของการจัดการศึกษาแบบ E-learning โดยอาศัยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเป็นช่องทางขยายโอกาสให้ผู้เรียนเข้าถึงการอุดมศึกษามากขึ้น”
รายการอ้างอิง
http://e-school.in.th/db/mod/forum/discuss.php?d=12
http://elearning.nectec.or.th/index.php?mod=Message&op=aboutus
http://www.e-learning.dss.go.th/knowledge/files/5649newchoice.htm
โครงการ e-learning ในประเทศไทยเริ่มมีพัฒนาการขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังมีผู้สนใจน้อย นั่นอาจเป็นเพราะว่า ยังใหม่ แล้วอีกอย่างค่านิยมของสังคม ยังไม่รองรับ แต่ถ้าเป็นที่นิยมกันแล้ว ต้องคำนึ่งถึงจุดบกพร่องด้วย เพราะเนื่องจาก e-learning มีประโยชน์และให้ความสะดวกสบาย แต่ถ้ามีผู้ฉวยโอกาสในการใช้ e-larning ไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางมิชอบก็ได้ จึงต้องมีมาตรฐานตรงนี้
การเรียนแบบ e-Learning มีข้อดีที่ให้โอกาสในการเข้าถึงสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาแต่อาจจะมีข้อจำกัดบางประการ แต่ข้อเสียก็ทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูอาจารย์และลูกศิษย์ก็น้อยลง หากยังต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีของครูและลูกศิษย์ที่มีมายาวนานควรมีการจัดหลักสูตรการเรียกการสอนที่ในสถาบันศึกษาบางวิชา (อย่างน้อย 20 %ของหลักสูตรเช่น วิชา....... )เพื่อรักษาสมดุล
ขอเสริมพี่ Pammy เกี่ยวกับข้อที่ควรคำนึงถึงเกี่ยวกับการนำ E Learning มาใช้ในการเรียนการสอนครับ ซึ่งควรคำนึงถึงในเรื่องของ ความพร้อมของอุปกรณ์และระบบเครือข่าย , ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตของผู้เรียนและผู้สอน , เนื้อหาบทเรียนจะต้องเหมาะสมกับผู้เรียนให้มากที่สุด มีหลากหลายให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ด้วยตนเองครับ
การนำ E-Learning มาใช้ในการเรียนการสอนเมื่อเทียบกับการเรียนในชั้นเรียนควรเน้นเรื่อง การมีส่วนร่วมในการเรียนของผู้เรียน การให้มีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบแบบระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ความมีวินัยและมีการวางแผนระบบการเรียนให้เหมาะสมกับรูปแบบชีวิตของผู้เรียน การมีความรับผิดชอบต่อตนเอง และคุณภาพของcourseware จึงจะทำให้การเรียนรู้ในลักษณะ e-learning ได้รับความนิยมรวดเร็วขึ้น