ชีวิตรักครูดอย

ชีวิตรักครูดอย

                เช้าตรู่วันนี้เป็นเช้าวันจันทร์  เป็นวันที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆหมอกสีดำ  เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซด์ดังคำรามขึ้น  ครูดอยนั่งอยู่บนมอเตอร์ไซด์คันเก่ง  ครูดอยทุกคนต่างเรียกว่าอาชาเหล็กคู่ใจ  ข้อมือขวาครูดอยตวัดมือขึ้นปิดหน้ากากหมวกกันน็อก  พร้อมกับยกข้อมือซ้ายดูนาฬิกาซึ่งนาฬิกาบอกเวลา 06.00 น.  ได้เวลาออกเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ครูโรงเรียนบ้านดอยน้ำเพียงดิน  ครูดอยบิดคันเร่งออกเดินทางเวลานี้เป็นประจำ  เข็มไมล์หมุนขึ้นจากเลขศูนย์ผ่านสิบเป็นยี่สิบและมาหยุดอยู่ที่เก้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง  เสียงอาชาเหล็กร้องคำรามผ่านช่องลมหมวกกันน็อก  เป็นเสียงที่ครูดอยภูมิใจ  เพราะทุกเสียงคำรามที่ดังลอดช่องลมผ่านเข้ามานั้นหมายถึงอาชาเหล็กได้พาครูดอยผ่านเส้นทางต่างๆเข้าใกล้โรงเรียนเข้าไปทุกที  วันนี้ลมแรงจังครูดอยคิดในใจ  จากเสียงลมปะทะร่างกายและดังผ่านหมวกกันน็อก

                มือขวาครูดอยผ่อนคันเร่งจังหวะเดียวกันเท้าขวาก็เหยียบเบรกเพื่อหยุดอาชาเหล็กคันเก่ง  ข้างหน้าสายฝนกำลังโปรยปราย  ครูดอยถอดถุงมือหนังสีดำเก็บไว้ใต้เบาะรถแทนที่ชุดกันฝน  ที่ถูกนำออกมาสวมแทนเม็ดฝน  ครูดอยบิดคันเร่งออกเดินทางอีกครั้ง  เม็ดฝนใหญ่ขึ้นและปริมาณฝนหนาขึ้นเรื่อยๆ  ทุกเม็ดฝนตกกระทบมือครูดอยทั้งสองข้าง  ประหนึ่งดังเข็มนับร้อยดวงทิ่มแทงมือด้วยความเจ็บปวดนัก  จะหยุดก็ไม่ได้เพราะนักเรียนบ้านดอยน้ำเพียงดินกำลังรอครูดอยทุกคนอยู่

                เดินทางผ่านมาหลายกิโลแล้ว  สายฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหรือเบาลงเลย  แต่กับเพิ่มความรุนแรงด้วยการเพิ่มสายลมที่รุนแรงพุ่งตรงเข้ามาปะทะร่างกายครูดอยให้ยอมแพ้ซะ  ชุดกันฝนรับแรงลมจนบางครั้งอาชาเหล็กเสียการทรงตัว

                ครูดอยหยุดรถอีกครั้ง  ถึงจุดนัดพบแล้วครูดอยพูดกับอาชาเหล็กคู่ใจ  สามแยกทางขึ้นทับเบิกคือจุดนัดพบของคณะครูดอย  เพื่อออกเดินทางร่วมกันผ่านเส้นทางแสนโหด  เพื่อไปสอนเด็กนักเรียนชาวม้งร่วมกัน  แสงไฟรถสามดวงส่องผ่านสายฝนมาแต่ไกล  ทำให้ครูดอยรู้ว่าใช่แล้วเพื่อนครูดอยมากันแล้วเสียงแตรดังขึ้นพร้อมกันหลายครั้ง  เป็นการทักทายกันและเป็นสัญญาณบอกว่าฝูงอาชาเหล็กครูบ้านดอยน้ำเพียงดินพร้อมออกเดินทางร่วมกันแล้ว  ครูดอยออกเดินทางผ่านเส้นทางที่ลัดเลาะตามแนวเขาที่มีระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ  ครูดอยผ่านโค้งแล้วโค้งเล่า (โรงเรียนบ้านดอยน้ำเพียงดินสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,118 เมตร ) 

2

แต่ฝูงอาชาเหล็กก็มาหยุดอยู่ที่สะพานแห่งหนึ่ง  ก้อนหิน  ดินโคลนที่ถูกน้ำป่าพัดผ่านสะพานน่ากลัวนัก  น้ำที่พัดผ่านสะพานนั้นรุนแรงมากขนาดก้อนหินที่ว่าแข็งแกร่งก้อนเท่าลูกมะพร้าวยังยอมแพ้ให้กับสายน้ำและยอมให้สายน้ำพัดพากลิ้งผ่านครูดอยไป  สายตาครูดอยทุกคู่มองผ่านหน้ากากหมวกกันน็อก  ที่มีเม็ดฝนเกาะอยู่  ครูดอยต่างสบตากันพลางเอามือลูบเอาเม็ดฝนนั้นออกจากหน้ากาก  ครูดอยทุกคนพยักหน้าให้กันเป็นสัญญาณว่าเราจะต้องเดินทางต่อไป

อาชาเหล็กถูกบิดคันเร่งทะยานผ่านสะพานนั้น  ครูดอยพลางเอาเท้าซ้ายและเท้าขวาประคองอาชาเหล็กไว้ไม่ให้ล้มครูดอยทุกคนมาได้อย่างปลอดภัย  ตลอดเส้นทางนั้นเต็มไปด้วยดินโคลน  หินหลากหลายขนาด  ที่ต่างก็ยอมแพ้ต่อสายน้ำพากันไหลกลิ้งมาหยุดอยู่เต็มท้องถนนเส้นทางสู่บ้านดอยน้ำเพียงดิน  เหมือนเป็นการพิสูจน์ความอดทน  ความแข็งแกร่งของครูดอยบ้านดอยน้ำเพียงดินทุกคน  ฝนเบาลงบ้างแล้ว   แต่สิ่งที่มาแทนที่สายฝนคือหมอกที่ปกคลุม

ท้องถนนจนมองเห็นทางแค่ระยะสองถึงสามเมตรเองครูดอยบ่นในใจ  และเราต้องระวังให้มากขึ้นซึ่งเคยมีเหตุการณ์ที่มีรถบรรทุกกะหล่ำปลีของชาวม้งแล่นสวนทางลงมาจนทำให้ครูดอยล้มมาแล้ว  เหตุการณ์นั้นยังตราตรึงอยู่ในใจครูดอยเสมอ

                เสียงคำรามของอาชาเหล็กดังมากขึ้นเพราะช่วงนี้เป็นเส้นทางสูงชัน  เป็นช่วงที่ใกล้ถึงโรงเรียนบ้านดอยน้ำเพียงดินแล้ว  รอยยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้าครูดอยน้ำเพียงดินทุกคน  คณะครูดอยผ่อนคันเร่งพร้อมพยักหน้าตอบรับสวนกับคำทักทายของนักเรียน  สวัสดีครับ  สวัสดีค่ะที่ดังมาหลายเสียงพร้อมกัน  ทุกๆเช้านักเรียนมักมายืนรอครูดอยอยู่หน้าโรงเรียนบ้านดอยน้ำเพียงดิน  คณะครูดอยน้ำเพียงดินหยุดรถที่โรงจอดรถเก็บชุดกันฝน  และก้าวเดินไปเตรียมตัวปฏิบัติงานกิจกรรมการเรียนการสอน  และงานอื่นๆในวันนี้ที่ห้องพักครู

ทุกวันทำการครูดอยทุกคนจะมุ่งมั่นเดินทางมาโรงเรียนบ้านดอยน้ำเพียงดิน  โดยผ่านอุปสรรคต่างๆมากมาย  เหมือนเป็นบททดสอบความตั้งใจ  ความมุ่งมั่น  ความอดทน  ว่าครูดอยจะปฏิบัติหน้าที่ครูที่ดีของลูกศิษย์ชาวม้งทั้งหลายได้หรือไม่  ขนาดก้อนหินที่แข็งแกร่งยังต้องยอมแพ้ต่อสายน้ำ  แต่ครูดอยมีความรักและศรัทธาในวิชาชีพครู    รักงานการสอน    รักลูกศิษย์โดยเฉพาะลูกศิษย์ชาวม้งที่น่ารักและนิสัยดี      ถ้าครูดอยไม่มีความรัก

 

3

ดังกล่าวแล้ว  ไฉนเลยวันนี้ครูดอยจะมาทำหน้าที่คุณครูที่ดีได้  คงจะถอดใจเดินทางกลับบ้านตั้งแต่เจอสายฝนที่โหมกระหน่ำเข้าใส่อย่างรุนแรง

เกิดจากความรักจริงๆ  ความรักที่ทำให้ครูดอยทุกคนเข้มแข็ง  เกินกว่าจะมีสิ่งใดจะมาหยุดยั้งความตั้งใจในการเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียนบ้านดอยน้ำเพียงดินได้  แม้กระทั่งสายฝน  เมฆหมอก  ท้องฟ้าที่เคยทำให้บางอย่างที่แข็งแกร่งต้องยอมจำนนมาแล้ว  แต่คณะครูดอยไม่เป็นเช่นนั้น  เพราะครูดอยทุกคนมีความรักในหน้าที่เป็นคู่มือครูคอยชี้ทาง  คอยคุ้มครองให้ครูดอยทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุขและมีความปลอดภัย

ชีวิตรักของครูดอย  ที่มีให้ลูกศิษย์คือความรักที่มาจากความรัก  ความศรัทธาในวิชาชีพครู  จะยังคงอยู่อย่างนี้ตลอดไป  เพื่อมุ่งมั่นพัฒนาเด็กน้อยชาวม้งให้มีศักยภาพในการเรียนรู้  และปฏิบัติงานได้เท่าเทียมกับเด็กนักเรียนชาวไทยทั่วไป  ความรักของครูดอยจะอยู่กับเราตลอดไป  เด็กน้อยชาวม้งพูด

 

 

ข้อมูลครูดอย

คณะครูโรงเรียนบ้านดอยน้ำเพียงดิน  (สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์เขต 2)

ตำบลบ้านเนิน  อำเภอหล่มเก่า

จังหวัดเพชรบูรณ์

ผู้วิจัยเชิงคุณภาพ

นายวีรวรรธน์ วิวัฒนพุทธากุล รหัส 511307067107

นักศึกษาปริญญาโท รุ่นที่ 4  สาขาวิชาการวิจัยและประเมินผลการศึกษา

มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์