อ่านบันทึกความประทับใจที่มีต่อแม่ของเพื่อน ๆ ชาว G2K แล้วอยากเขียนความประทับใจของตัวเองที่มีต่อแม่บ้าง
แม่เป็นลูกครึ่งไทยจีน อากุง(ตา)เป็นจีนแคะมาจากโพ้นทะเลมาเจอกับอาผ่อ(ยาย)ที่ไทรบุรี พ่อของอาผ่อเห็นว่าอากุงเป็นคนขยันก็เลยยกลูกสาวให้ ต่อมาอากุงและอาผ่อได้อพยพมาอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช แม่เป็นลูกคนที่สองในจำนวนหกคนของอากุงอาผ่อ แม่เล่าให้ฟังว่า แม่อยากเรียนหนังสือแต่อากุงไม่ให้เรียน แม่จึงเรียนแค่มัธยม 5 แล้วไปเรียนเย็บเสื้อที่กรุงเทพ ฯ
แม่มีลูกเจ็ดคน ฉันเป็นลูกคนที่สี่ พี่ชายคนโตและพี่สาวคนที่สองไปเรียนหนังสืออยู่กับอาผ่อในตัวจังหวัด ลูกที่เหลืออีกห้าคนอยู่กับแม่และเตี่ยที่บ้านนอก เตี่ยเป็นคนจีนโพ้นทะเลมีอาชีพรับซื้อยางพารา ตอนที่เตี่ยยังแข็งแรง เตี่ยจะขี่จักรยานไปซื้อยางตามสวนยาง ส่วนแม่จะซื้อยางที่ร้านในตลาด เตี่ยจะเป็นคนตามใจลูก ๆ ตอนเด็กพวกเราจะขอสตางค์เตี่ยไม่ขอแม่เพราะขอสตางค์เตี่ยเมื่อไรเตี่ยจะควักให้ทันที พวกเราจึงเป็นเด็ก(ค่อนข้าง)อ้วน เพราะกินจุกจิกเกือบทั้งวัน
แม่เป็นคนดุ ไม่ค่อยตีลูกแต่ถ้าตีจะตีเจ็บ เตี่ยไม่อยากให้ลูกเรียนหนังสืออยากให้ลูกมาช่วยงาน แต่แม่ไม่ยอม แม่อยากให้ลูกเรียนสูง ๆ แม่บอกว่าแม่ไม่มีสมบัติให้ลูก ให้ได้แต่การศึกษาส่วนสมบัติอยากได้อะไรให้หาเอาเอง
แม่เป็นคนไม่ยอมคน เตี่ยของยินดีเพื่อนฉัน อยู่ห้องแถวติดกันชอบกินเหล้าทุกเย็นแล้วเมาอาละวาดด่าลูก ด่าเมีย แถมออกมายืนด่าแม่และเตี่ยฉันด้วยลูกและเมียต้องมาลากตัวเข้าบ้าน แต่เตี่ยของยินดีก็ยังเมาและมาด่าแม่และเตี่ยฉันอีก หลาย ๆ ครั้งเข้าแม่จึงพาฉันขึ้นรถไฟไปที่อำเภอเพื่อไปแจ้งความ ตอนนั้นฉันยังเรียนชั้นประถม จำได้ว่าแม่ไปที่อำเภอแล้วนายอำเภอยังไม่ว่าง นายอำเภอก็ให้ฉันกับแม่ไปนั่งรอที่บ้านพักนายอำเภอใกล้ ๆ ที่ว่าการอำเภอ แม่กับฉันไปนั่งรอที่ชานบ้านพักซึ่งคุณนายกำลังเลี้ยงลูกอยู่ แม่ก็คุยกับคุณนาย ต่อมาก็มีคนมาตามแม่ไปพบนายอำเภอส่วนฉันเขาบอกให้นั่งรอแม่ที่เดิม ฉันจำได้ว่าคุณนายเอาขนมมาให้ฉันแต่ฉันไม่รับ (แม่สอนไม่ให้รับของของคนแปลกหน้า) หลังจากนั้นไม่กี่วันเตี่ยของยินดีก็ถูกเรียกตัวไปพบนายอำเภอ แล้วต่อมาถึงแกจะเมาแค่ไหนแกก็ไม่เคยด่าแม่และเตี่ยฉันอีกเลย แม่มักจะพูดให้ลูก ๆ ฟังเสมอว่า " อย่าหาเรื่องเพื่อน แต่ถ้าเพื่อนมาหาเรื่องอย่าหนี ถ้าหนีจะไม่มีแผ่นดินอยู่ "
ตอนฉันเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ม.ศ.1) สมัยนั้นเด็กนักเรียนชายกับเด็กนักเรียนหญิงจะไม่ค่อยพูดกัน นั่งเรียนกันคนละแถว กิจกรรมในห้องเรียนก็ไม่มีงานกลุ่มที่ต้องทำร่วมกัน ครั้งหนึ่งฉันมีเรื่องทะเลาะกับเพื่อนผู้ชายที่เรียนห้องเดียวกันชื่อกิมไฮ้ จำได้ว่าเริ่มด้วยการที่ยินดีเพื่อนฉันเถียงกับกิมไฮ้ก่อนแล้วฉันก็ช่วยยินดีด้วยการช่วยเถียงอีกเสียงหนึ่ง แต่จำไม่ได้ว่าฉันพูดอีท่าไหนกิมไฮ้ก็ท้าชก เราก็เลยออกจากห้องเรียนออกไปที่ป่าไผ่ข้างโรงเรียนพร้อมกองเชียร์ทั้งสองฝ่าย ฉันถูกกิมไฮ้ชกเข้าหน้าสองหมัด ส่วนฉันแทบจะทำอะไรคู่ต่อสู้ไม่ได้เลย จะไปสู้ได้อย่างไรเล่าก็ฉันเป็นเด็กในตลาด ช่วยแม่ทำงานบ้านหุงข้าว ซักผ้า รีดผ้า ถูบ้าน เวลาว่างก็อ่านหนังสือนิยาย ส่วนกิมไฮ้เป็นลูกชาวสวนยาง ต้องตื่นมาช่วยเตี่ยเก็บน้ำยางทุกวันแล้วต้องเดินจากบ้านมาโรงเรียนวันละหลายกิโล เย็นวันนั้นขณะที่ฉันช่วยแม่ในครัว แม่ถามฉันว่าหน้าไปโดนอะไรมาจึงช้ำเขียว ฉันโกหกแม่ว่าหกล้ม แต่แม่ไม่เชื่อคาดคั้นจนฉันเล่าความจริงให้ฟัง พอฉันเล่าจบแม่ด่าฉันว่าโง่ ไม่รู้จักประเมิณตัวเองกับคู่ต่อสู้ รู้อยู่แล้วว่าสู้ไม่ได้ทำไมไม่คว้าไม้มาเป็นอาวุธล่ะ แล้วถามว่าแล้วนัดไปตีกันใหม่อีกหรือเปล่า ฉันบอกว่านัด แล้วบอกวันนัดให้แม่รู้ แม่ถามว่าแพ้เขาแล้วยังไปสู้อีกไหม ฉันบอกว่าไป แม่ว่าดีแล้วแต่คราวนี้อย่าโง่อีกนะ เมื่อถึงวันนัดชก ฉันกับยินดีก็ไปที่ป่าไผ่ ยินดีเอาท่อนไม้ไปแอบไว้ใกล้ ๆ ลานประลองยุทธ์เรียบร้อยแล้ว แต่กิมไฮ้กับกองเชียร์ไม่มา ฉันมารู้ภายหลังว่า แม่แอบสั่งให้พี่ชายฉันซึ่งเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันไปขู่กิมไฮ้ ถ้ามาชกฉันอีกพี่ชายฉันจะเอาเรื่อง หลังจากนั้นฉันกับกิมไฮ้ก็ต่างคนต่างอยู่ และลืมเรื่องที่ทะเลาะกันจนแยกย้ายไปเรียนต่อที่อื่นส่วนกิมไฮ้ก็ออกไปทำงาน
หลายครั้งในชีวิต ทั้งเรื่องการเรียน การทำงานสมัยที่ยังรับราชการ การทำการค้า ที่ฉันเกิดท้อแท้ เบื่อหน่ายจนอยากจะเลิกกลางคัน แต่ฉันอดทนจนประสบกับความสำเร็จ หลายครั้งที่เจอวิกฤติ แต่ฉันก็สามารถฝ่าฟันมาได้ เป็นเพราะแม่ได้หล่อหลอมให้ฉันเป็นคนสู้ไม่หนี ไม่ว่าจะสู้กับคนหรือสู้กับปัญหาก็ตาม
สวัสดีค่ะ
.เป็นคำสอนที่ถูกต้องทีเดียว คนเราเกิดมาแล้วต้องสู้ชีวิต ต้องอยู่รอด ไม่แพ้ต่อปัญหาอุปสรรค
.ดีใจด้วยที่ยังมีแม่คอยสั่งสอนสิ่งดีๆให้
สวัสดีค่ะ คุณอุดมพันธ์
ขอบคุณที่แสดงความคิดเห็น แต่น่าเสียดายที่เด็กไทยรุ่นปัจจุบันเวลาตีกันจะเอากันถึงตาย เหมือนกับโกรธแค้นกันมาแต่ชาติปางก่อน
ขอบคุณค่ะ คุณปณิธิ ภูศรีเทศ