ต้นแบบรถชีวภาพคันที่2เสร็จในวันแม่พอดีเลยครับ
ได้รถมาลองใช้3-4วันแล้ว พบว่าแนวคิดและระบบการขับเคลื่อนใช้งานได้ตามที่คิดไว้ แต่มีผิดหวังบ้างในเรื่องของน้ำหนักรถที่หวังว่าจะลดลงมาเหลือสัก30-40กก. แต่พอชั่งออกมาก็ตกใจกันทั้งผมและช่างชีพ เพราะปาเข้าไปถึง68กก.(มากกว่าคันแรกอีก5กก.) ดังนั้นความหวังที่ว่าจะทำความเร็วให้ได้ใกล้เคียงกับเสือภูเขาจึงยังอยู่อีกไกล (+_+) ฮือๆๆ... 1แสนบาทครับ สำหรับคันนี้! จะสูญเปล่าไหมนี่ แต่ก็ยังไม่ท้อ ยังมีความหวังรออยู่ครับ -- สงสัยคงจะต้องมีต้นแบบคันที่3ออกมาซะละมั้ง




ผลการทดลองใช้งาน เป็นดังนี้
1. วันแรกทำความคุ้นเคยกับรถ ในด้านการใช้แฮนด์เดิลบาร์ ซึ่งเป็นทั้งคันบังคับเลี้ยวและคานโยกช่วยขับเคลื่อนรถไปพร้อมๆกัน ดังนั้นในช่วงแรกๆจึงค่อนข้างสับสนเล็กๆน้อยๆ แต่ในเวลาไม่กี่นาทีก็คล่องขึ้นมากแล้ว และสามารถขับออกถนนใหญ่ได้(จากบ้านช่างชีพกลับไปบ้านผมโดยไม่มีปัญหาใดๆ) สามารถทำความเร็วได้เท่าๆกับคันที่1 หรืออาจจะเร็วกว่าเล็กน้อย คือในทางราบจะได้ประมาณ19-21กม./ชม. แต่รู้สึกว่าตอนขึ้นเนินจะหนักกว่าคันเดิมพอสมควร
2. วันที่13ส.ค. ตอนเช้าไปทำงานยังไม่พบปัญหาอะไร แต่ตอนสายๆไปธนาคารกลับพบว่าต้องออกแรงอย่างมากจึงจะได้ความเร็วประมาณ10กม./ชม. (ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปผมคงจะเปลี่ยนชื่อรถคันนี้ไปเ็ป็นเซาน่าติดล้อแน่ๆเลย) ตอนเย็นจึงต้องขับแบบเหงื่อท่วมตัวไปหาช่างชีพ ก่อนจะพบว่าดิสค์เบรคติดค้างครับ แก้ไขได้ไม่ยาก - เฮ้อ! รอดตัวไปที
3. ฟังค์ชั่นการใช้เป็นเครื่องออกกำลังกาย => เกือบได้เป็นเซาน่าติดล้อ แต่ที่เป็นจริงๆก็คือเรือกรรเชียงที่ใช้แล่นบนบกครับ เพราะว่าเวลาขับเคลื่อนเราจะใช้กล้ามเนื้อทั้งที่แขน+ขา+กล้ามเนื้อหลัง และกล้ามเนื้อหน้าท้องในการขับเคลื่อนครับ ซึ่งในตอนแรกๆผมยังชินกับการขับรถชีวภาพแบบที่1อยู่ ก็จะใช้เฉพาะขากับแขนจึงค่อนข้างรู้สึกหนักๆอยู่ แต่พอจับจังหวะได้แล้วใช้หน้าท้องกับหลังด้วยก็จะรู้สึกเบาแรงขึ้นมากเลยครับ
เป้าหมายต่อไป = ลดน้ำหนักลงให้เหลือ30-40กก.ครับ ถ้าทำได้ก็น่าจะแล่นได้เร็วเท่าๆกับเสือภูเขา จีงจะสามารถเป็นรถสำหรับทุกๆคนใช้เดินทางไปทำงานเป็นประจำวันได้นะครับ (ใครคิดได้ช่วยบอกมาด้วยครับ)