แนวทางปฏิบัติการสวนปัสสาวะ

 

แนวทางปฏิบัติการสวนปัสสาวะ

วัตถุประสงค์  เพื่อให้การใส่สายสวนปัสสาวะเป็นไปในแนวทางเดียวกันทั้งโรงพยาบาล

 

ความหมาย  การสวนปัสสาวะ  (  Urinary  catheterization )  หมายถึง  การสอดใส่สายสวนผ่านทางท่อปัสสาวะเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ  เพื่อระบายปัสสาวะออกสู่ภายนอก  ทำให้กระเพาะปัสสาวะว่าง  การสวนปัสสาวะแต่ละครั้งมีโอกาสนำเชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะโดยตรง  ดังนั้นการประเมินเพื่อใส่คาสายสวนปัสสาวะก็ต่อเมื่อจำเป็นจริงๆเท่านั้นหลังจากที่พิจารณาทางเลือกอื่นๆ ( เช่น  Condom ,  intermittent  catheterization )

 

ข้อบ่งชี้ในการสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราว  (  intermittent  catheterization   )

1.       ไม่สามารถปัสสาวะได้เองภายใน  6 8 ชม.  หลังจากถ่ายปัสสาวะครั้งสุดท้าย

2.       ถ่ายปัสสาวะไม่ได้  กรณีได้รับบาดเจ็บบริเวณไขสันหลัง

3.       เก็บปัสสาวะส่งตรวจเพื่อเพาะหาเชื้อในผู้ป่วยที่ไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้เอง

4.       หาปริมาณของ  Residual  urine

 

ข้อบ่งชี้การคาสายสวนปัสสาวะ  (  Indwelling  catheterization  )

1.       มีการอุดตันของท่อปัสสาวะ  กรณีต่อมลูกหมากโต ,  ท่อปัสสาวะตีบแคบ

2.       ป้องกันการอุดกั้นของท่อปัสสาวะจากการมีก้อนลิ่มเลือดภายหลังผ่าตัดผ่านท่อปัสสาวะหรือจากมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

3.       ประเมินปริมาณปัสสาวะ  เพื่อประเมินการทำงานของไต  เช่น  ผู้ป่วยช็อค

4.       ป้องกันผิวหนังเกิดการระคายเคืองจากปัสสาวะในผู้ป่วยที่กลั้นปัสสาวะไม่ได้  ไม่รู้สึกตัว

 

อุปกรณ์

1.       ชุดสวนปัสสาวะปลอดเชื้อ  ประกอบด้วย

1.1   ถ้วยใหญ่สำหรับใส่ปัสสาวะ  1  ใบ

1.2   ถ้วยเล็กใส่สำลี  6 8  ก้อน

1.3   ก็อซ  2  แผ่น  สำหรับใส่สารหล่อลื่น

1.4   ผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลาง

1.5   Non-tooth  forcep  1  อัน

2.       สายสวนปัสสาวะตามขนาดเหมาะสม  เลือกเส้นที่เล็กที่สุดที่ทำให้น้ำปัสสาวะไหลสะดวก

3.       Sterile  normal  saline

4.       สารหล่อลื่นที่ละลายน้ำได้  เช่น  K-Y jelly , Xylocain  jelly  เป็นต้น

5.       ถุงมือปราศจากเชื้อ  1  คู่

กรณีสวนปัสสาวะคา  เตรียมสิ่งของเพิ่มเติม

6.       Syring  บรรจุน้ำกลั่นปริมาณตามที่ระบุไว้ที่ปลายสายสวนปัสสาวะ  เช่น  510  ml  ในผู้ใหญ่  ในเด็ก  3  ml  (  สำหรับรายที่ต้องใส่สายสวนคา  )

7.       Urine  Bag

8.       ปลาสเตอร์สำหรับตรึงสายสวนปัสสาวะ

9.       ชุดชำระอวัยวะสืบพันธุ์  ( Flushing  set  )  และ  หม้อนอน

 

วิธีการสวนปัสสาวะ

1.       ตรวจสอบชื่อ สกุลผู้ป่วย  ,  ประเมินสภาพผู้ป่วยก่อนสวนปัสสาวะ  และแจ้งให้ผู้ป่วยทราบถึงความจำเป็นในการสวนปัสสาวะ

2.       ล้างมือให้สะอาดก่อนเตรียมของใช้  (  Flushing  set  และ  ชุดสวนปัสสาวะปราศจากเชื้อ  )

3.       เตรียม  flushing  set  ( ใส่น้ำสบู่ใน set  และเตรียมน้ำสะอาดสำหรับล้างน้ำสบู่ออก )

4.       เตรียมชุดสวนปัสสาวะดังนี้

4.1    เปิดชุดสวนปัสสาวะ  แล้วคีบผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลางออกวางในผ้าห่อ

4.2    เท  sterile  normal  saline  ใส่สำลีให้เปียกชุ่ม

4.3    บีบสารหล่อลื่นทิ้งก่อนแล้วจึงบีบใส่ก๊อซ อย่างน้อย  5  ml 

4.4    ปิดชุดสวนตามเดิม

5.       นำของใช้มาที่เตียงผู้ป่วย

6.       กั้นม่านและปิดตาผู้ป่วย  จัดให้มีแสงสว่างเพียงพอ

7.       ผู้ทำยืนข้างเตียงผู้ป่วยข้างที่ตนถนัด

8.       จัดท่าในการสวน

8.1    ผู้หญิง  นอนหงายชันเข่า  (  Dorsal  recumbent  position  )  เท้าห่างกัน  2  ฟุต

8.2    ผู้ชาย  นอนหงาย  (  Dorsal  position  ) 

9.       ชำระอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกให้สะอาดด้วย  flushing  set

10.   ล้างมือให้สะอาด

11.   สวนปัสสาวะตามขั้นตอนต่อไปนี้

 

 

 

 

ในผู้ป่วยหญิง

11.1  วางชุดสวนปัสสาวะระหว่างขาของผู้ป่วย  เปิดผ้าห่อออก

11.2  ฉีกซองสายสวนปัสสาวะใส่ไว้ในชุดสวนปัสสาวะ

11.3  ใส่ถุงมือด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ

11.4  คลี่ผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลางคลุมอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก

11.5  หยิบสายสวนปัสสาวะทาปลายด้วยสารหล่อลื่นประมาณ  2  นิ้ว  ( ระวังไม่ให้อุดรูที่ปลายสาย  )  วางใส่ถ้วยใหญ่

11.6  หยิบถ้วยเล็กที่ใส่สำลีมาใกล้ตัวผู้ป่วย

11.7  ใช้  Forcep  คีบสำลีชุบ  sterile  normal  saline  ทำความสะอาดตามลำดับดังนี้

-          สำลีก้อนที่  1  เช็ด  mons  pubis

-          สำลีก้อนที่  2  เช็ด  labia  majora  ด้านไกลตัวจากบนลงล่าง

-          สำลีก้อนที่  3  เช็ด  labia  majora  ด้านใกล้ตัวจากบนลงล่าง

-          สำลีก้อนที่  4 เช็ด  labia   minora  ด้านไกลตัวจากบนลงล่าง

-          สำลีก้อนที่  5 เช็ด  labia   minora  ด้านใกล้ตัวจากบนลงล่าง

-          ใช้มือข้างไม่ถนัด  แหวก  labia  minora  ออก  ยกขึ้นเล็กน้อยจะเห็นรูเปิดของท่อปัสสาวะ 

-          สำลีก้อนที่  6  เช็ด  รูเปิดท่อปัสสาวะ  แหวกค้างไว้(  มือข้างนี้ไม่ปลอดเชื้อแล้ว  )

11.8  ใช้  forcep  คีบถ้วยเล็กออกไป  วาง  forcep  และถ้วยเล็ก

11.9  เลื่อนถ้วยใหญ่เข้ามาใกล้ผู้ป่วยแทน

11.10        บอกให้ผู้ป่วยหายใจเข้าลึกๆยาวๆ  แล้วใช้มือข้างที่ถนัดจับสายสวนปัสสาวะค่อยๆสอดสายเข้าไปในท่อปัสสาวะ  ลึก  2 3  นิ้ว  ปลายสายวางไว้ในถ้วย  จะมีปัสสาวะไหลออกมา 

11.11        เมื่อปัสสาวะหยุดไหลแล้วใช้มือกดเบาๆบนผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลางบริเวณเหนือหัวหน่าวจนแน่ใจว่าไม่มีปัสสาวะ  เพื่อให้ปัสสาวะไหลออกจนหมด

11.12        ถ้าเป็นการสวนทิ้ง  ค่อยๆดึงสายสวนปัสสาวะออก  ขณะดึงออก  ถ้ามีปัสสาวะไหลออกมาให้ค้างไว้ก่อนรอจนกระทั่งไม่มีปัสสาวะจึงดึงสายสวนออก

11.13        ถ้าคาสายสวนปัสสาวะ  ภายหลังปัสสาวะไหลดี  ไม่ต้องดึงสายสวนออก  สอดสายสวนเข้าไปอีก  1  นิ้ว  เพื่อให้แน่ใจว่าลูกโป่งอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ 

11.14        ใช้มือที่แหวก labia  มาจับสายสวนปัสสาวะไม่ให้เลื่อน

11.15        ใส่น้ำกลั่นที่เตรียมไว้ทางหางที่เป็นแถบสี   หากผู้ป่วยเจ็บปวดให้รีบดูดน้ำกลั่นออก  เนื่องจากลูกโป่งอาจอยู่ในท่อปัสสาวะ  ให้สอดสายเข้าไปอีก  จนแน่ใจว่าลูกโป่งอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ

11.16        ต่อปลายสายสวนกับ  Urine  Bag  ด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ

11.17        ตรึงสายสวนไว้ที่หน้าขาของผู้ป่วยเพื่อป้องกันการดึงรั้งและการระคายเคืองของท่อปัสสาวะจากการเลื่อนไปมาของสายสวน

11.18        แขวน  urine  bag  ให้อยู่ต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะ ไม่วางติดพื้น

11.19        เก็บของใช้ออกจากเตียงผู้ป่วย  ถอดถุงมือ

11.20        จัดเสื้อผ้าและให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่สบาย

11.21        เก็บเครื่องใช้ไปทำความสะอาด

11.22        บันทึกลักษณะปัสสาวะและการสวน  ได้แก่  วันที่  เวลา  เหตุผล  ชนิดและขนาดของสายสวนปัสสาวะ  สี  กลิ่น  จำนวนและสิ่งผิดปกติของปัสสาวะที่สวนได้

 

ในผู้ป่วยชาย

 

11.23          วางชุดสวนปัสสาวะระหว่างขาของผู้ป่วย  เปิดผ้าห่อออก

11.24          ฉีกซองสายสวนปัสสาวะใส่ไว้ในชุดสวนปัสสาวะ

11.25          ใส่ถุงมือด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ

11.26          คลี่ผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลางคลุมอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก