มาตรการการคลังเพื่อสุขภาพ ควรวางอยู่บนหลักการลดช่องว่างระหว่างกลุ่มคนในสังคม โดยการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส สร้างสังคมที่เท่าเทียมกันให้มากที่สุด

บันทึกการเรียนรู้ : Topic 10
แบ่งบันความรู้โดย  
ผศ.สุชาดา     ภัยหลีกลี้     มหาวิทยาลัยขอนแก่น
เก็บออมความรู้โดย เกศรา แสนศิริทวีสุข          
นศ. สาขาพัฒนาสุขภาพชุมชน

              ขอเกริ่นนำด้วยคำถามว่า การจัดสรรงบประมาณด้านการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมของไทยควรเป็นอย่างไร?   แล้วที่ผ่านมาและเป็นอยู่....ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยเป็นอย่างไร???     เมื่อเหลียวหลังกลับไปค้นหาคำตอบ พบว่า ในอดีตระบบประกันสุขภาพของไทย เริ่มจากการที่รัฐบาลกำหนดให้ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการจ่ายค่าบริการรักษาพยาบาลด้วยตนเอง  ต่อมาในปี พ.ศ.2518  จึงได้นำเอาการพัฒนาระบบบริการสุขภาพประชาชนเข้ามาใช้ที่เรียกว่า โครงการ สปร. (สวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล)  ต่อด้วยโครงการหลักประกันสุขภาพทั้งแบบสมัครใจและบังคับ โครงการสวัสดิการการรักษาพยาบาลข้าราชการ โครงการประกันสังคม  พรบ. ผู้ประสบภัยจากรถ ตลอดจนการประกันจากบริษัทเอกชนต่างๆ     ซึ่งโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปัจจุบันรัฐบาลมีการจัดสรรงบประมาณโดยการคำนวณต้นทุนการจัดการด้านสุขภาพตามรายหัวประชากร  ที่มีคำถามย่อยต่อลงไปอีกว่าการจัดสรรงบประมาณให้สถานพยาบาล เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมควรจะอิงกับหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดอะไรบ้าง... น่าจะเป็นคำตอบที่ยากและซับซ้อน  เพราะต้นทุนต่อหน่วย (unit cost) มักไม่คงที่ แต่ผันแปรไปตามขนาดของสถานบริการ   ตามฤดูกาลหรือ โรคระบาด เช่น ในปัจจุบันบ้านเราก็กำลังเผชิญกับโรคที่ถือเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข คือ โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ทำให้รัฐบาลต้องทุ่มเงินไปในส่วนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อการแก้ปัญหาวิกฤตเฉพาะหน้าของประเทศ นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับความผันผวนของราคายา วัคซีน วัสดุอุปกรณ์ ฯลฯ  ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงทางการเงินรูปแบบหนึ่ง  แล้วเงินทั้งหมดที่นำมาใช้ในการดูแลสุขภาพน่าจะมาจากไหนบ้าง?? นอกเหนือจากการหักเงินจากภาษีของประชาชน ประชาชนควรได้รับบริการรักษาฟรีทุกโรคหรือควรมีส่วนร่วมจ่าย 30  บาทหรือจ่ายโดยการซื้อบัตรประกันสุขภาพ 500 บาทอย่างเช่นในอดีต และเมื่อจ่ายไปแล้วใครจะได้หรือเสียผลประโยชน์ เงินที่ใช้จ่ายไปส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในการสร้างสุขภาพที่เรียกว่าสร้างนำซ่อม หรือซ่อมนำสร้าง ซึ่งคำตอบที่ได้รับก็คงแตกต่างกันไปขึ้นกับว่าใครสวมบทบาทอะไร หรือใครเป็นผู้ที่มีส่วนได้หรือมีส่วนเสียในเรื่องใด
             ดังนั้นมาตรการการคลังเพื่อสุขภาพ  ควรวางอยู่บนหลักการลดช่องว่างระหว่างกลุ่มคนในสังคม   โดยการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส สร้างสังคมที่เท่าเทียมกันให้มากที่สุด อย่างน้อยในการได้มาซึ่งปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต   แล้วในส่วนหนึ่งของช่องทางคนรวยที่สามารถช่วยคนจนได้ คือการที่รัฐบาลดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีในอัตราความก้าวหน้า ที่ผู้เขียนมีความเห็นว่าเป็นจุดที่ดี ที่ช่วยให้คนที่มีโอกาสที่ดีกว่า สามารถคืนกำไรให้กับสังคม เป็นการช่วยกันเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข สุดท้ายที่อยากฝากประชาชนชาวไทย คือ อย่ามัวแต่รอความช่วยเหลือหรือความหวังจากรัฐบาลที่อาจจะไม่มั่งคง เท่ากับการเร่งสร้างหลักประกันสุขภาพและชีวิตด้วยตัวของเราเอง (ไม่ได้พูดในฐานะที่เป็นตัวแทนขายประกันชีวิตนะคะ)