... อาจารย์เจนนี แมคคาตี ตีพิมพ์เรื่อง 'How to deal with anger gracefully' หรือ "จัดการ (deal with) ความโกรธ (anger) อย่างสง่างาม (gracefully) อย่างไร (how)" ในนิตยสาร 'Health Magazine (Health = สุขภาพ; Magazine = นิตยสาร) ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ ... (1). ยิ้ม (smile) (2). มองการณ์ให้ไกล (look ahead) (3). มอบความเป็นใหญ่ให้ตัวเรา (Put Yourself in charge) (4). เลือกปรัชญาชีวิตที่ยืดหยุ่นมากขึ้น (Adopt a more flexible philosophy of life) (5). คิดถึงอันตรายของความโกรธ (Think of the harm you may cause) ... และถ้าเราเกิดพลาดพลั้งหงุดหงิด ฉุนเฉียว เปรี้ยวปาก หรือโกรธใครขึ้นมา... ก็ขอให้ใจเย็นๆ กับตัวเองให้ได้ ให้อภัยตัวเองบ้าง และอย่าลืมขอโทษคนอื่นพร้อมกับปรับตัวใหม่ เพราะการจัดการกับความโกรธเป็นเรื่องที่ใช้เวลาปรับเปลี่ยนกันนานทีเดียว ... ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ ที่มา
คนทั่วไปไม่สามารถโกรธแบบ "โกรธหน้าตาเฉย" หรือโกรธโดยไม่ตีหน้าโกรธไม่ได้ วิธีจัดการกับความโกรธอย่างหนึ่ง คือ ให้ยิ้มน้อยๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อขากรรไกร หน้าผาก ริมฝีปาก
ให้ลองคิดว่า เรื่องที่ทำให้เราโกรธจะมีความสำคัญ (matter) มากเท่าไรถ้าเรามีชีวิตเหลืออยู่เพียง 5 นาที, 5 ชั่วโมง, 5 วัน, 5 เดือน, หรือ 5 ปีนี้
การคิดถึงค่าของชีวิตที่มีอยู่น้อยจะทำให้เราเลือกได้ว่า จะโกรธแบบคนไม่มีความสุข หรือจะมองการณ์ไกลไปยังเรื่องดีๆ สนุกๆ อีกหลายเรื่องแทน
เวลาเราโกรธ... ความโกรธจะเป็นใหญ่ (in charge = เป็นใหญ่), อ.แมคคาตีแนะนำให้พูดในใจ เพื่อเรียกความเป็นใหญ่ของเรากลับคืนมา โดยการกล่าววา "เราตัดสินใจว่า จะไม่โกรธเรื่องนี้" ซ้ำๆ กันไปเรื่อยๆ จนกว่าความโกรธจะทุเลาเบาบางลงไป หรือจะใช้ข้อความเตือนใจอื่นๆ แทนก็ได้
ความจริงของชีวิตคือ อะไรๆ มักจะไม่ได้ดังใจ, อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้, และโลกเบี้ยวๆ ใบนี้เป็นโลกที่ "ไม่สมบูรณ์ (imperfect; im- = ไม่; perfect = สมบูรณ์)"
คนที่พยายามทำโลกนี้ให้สมบูรณ์ หรือ "คุณสมบูรณ์แบบ (perfectionists)" มีอยู่จริง... คนพวกนี้ถ้ายังไม่เป็นใหญ่มักจะทำให้ตัวเองเดือดร้อน และถ้าเป็นใหญ่มักจะทำให้คนอื่นเดือดร้อน
ทางที่ดีคือ ทำตัวให้เป็นคนดีแบบ "คุณดีบ้าง" แต่ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ หรือไม่ต้องเป็น "คุณดีพร้อม"
อ.แมคคาตียกตัวอย่างว่า ถ้าลูกกลับบ้านดึก... คุณอาจจะโกรธและตะโกนตะคอกก็ได้ หรือจะทำใจให้เย็น พูดกับลูกดีๆ ก็ได้ว่า แบบนี้ไม่ชอบ
สถานการณ์แรกอาจทำให้บ้านค่อยๆ แตกร้าวขึ้น, สถานการณ์ที่สองมีแนวโน้มจะทำให้เกิดความเข้าใจ และความเกรงใจกันมากขึ้น ซึ่งเราเลือกได้ ถ้าคิดถึงอันตรายของความโกรธ
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า > 8 สิงหาคม 2552.
ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.
ดีจังเลยค่ะ อ่านแล้วช่วยตอกย้ำว่าตัวเราก็ทำได้เหมือนกัน "จัดการกับความโกรธ" ได้จริง ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกนี้ทำร้ายเราให้ด้อยลงไป ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณเนื้อหาดีๆค่ะอาจารย์ ชั่วโมงที่ผ่านมาพึ่งโกรธกับลูกสาวมา ปกติรักกันนักหนา สอนการบ้านกันไปกันมา เขาก็ไม่เข้าใจ หงุดหงิด เราก็ตามเลยทันที หงุดหงิดตาม
จะนำวิธีที่อาจารย์แบ่งปันไปใช้ค่ะ
จิตที่ฝึกมาดี (ตามวิธีที่พระพุทธเจ้าแนะนำ)จะรู้ต้ว(รู้สติ)ทันทีเมื่อความโกรธกำลังเกิดขึ้น และทันทีที่รู้ตัวว่าความโกรธเกิดขึ้น มหัศจรรย์มาก ๆ ความโกรธจะหายไปอย่างฉับพลัน ยิ่งโกรธจิ๊ดมาก ๆ ยิ่งรู้ตัวง่ายและดับง่ายกว่าความรู้สึกเคืองขุ่น (แสดงว่า ความขุ่นเคืองละเอียดกว่าความโกรธที่รุนแรง รู้ตัวยากกว่าโกรธรุนแรง )
ความเห็นที่ ๒ แสดงว่ารักลูกมาก ความรักความเมตตาเป็นกุศลธรรม และถ้าไม่รู้ทันปล่อยให้มันเพิ่มดีกรีเกินขีดจำกัดมันจะพลิกกลับเป็นอกุศลธรรมทันที เช่น เรารักลูก เห็นลูกวิ่งเล่นอยู่นอกบ้าน เราเรียกลูกให้กลับเข้ามาในบ้านเพราะฝนกำลังจะตก เดี๋ยวเขาโดนฝนเขาจะเป็นไข้ (เลยเมตตาเรียกให้เข้ามาในบ้านกลัวเป็นไข้) ลูกยังคงวิ่งเล่นนอกบ้านอยู่ต่อไป เราเลยฉุน(ในใจแม่เกิด โทสะ - อกุศลฝ่ายตรงข้าม ของเมตตา) หยิบไม่เรียวมาฟาดก้นลูกไปทีหนึ่ง ลูกร้องจ้าเลย (ลูกเป็นทุกข์เพราะไม่เรียวเสียก่อนแล้ว ยังไม่ทันเป็นไข้เพราะโดนฝนเลย)
แก่นของศาสนาพุทธ แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง และแก้ได้อย่างสันติ เพราะรู้มูลเหตุแล้วแก้ได้ตรงจุด(ของมูลเหตุปัญหา)ลองศึกษา(แก่นของศาสนาพุทธ)และฝึกปฏิบัติดูแล้วจะทราบว่าชีวิตนี้มหัศจรรย์จริง ๆ และที่ผ่านมาและปัจจุบันเรากำลังทำอะไรกัน