chudchainat
นาย. ชัด ชัด ขำเอี่ยม

ต่อเชื้อจุลินทรีย์หมักขี้หมูหมักด่วน 24 ชั่วโมงใช้ดีเพื่อนาข้าว


ขี้หมูถ้านำมาปรับปรุงบำรุงดินในนาข้าวจะสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้จำนวนมากคิดเป็นเงินประมาณ 500 บาท/ไร่

               

     ขี้หมูมักจะเป็นปัญหาต่อเจ้าของฟาร์มและชุมชน  ด้วยกลิ่นอันไม่พึงประสงค์  ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเจ้าของฟาร์มที่จะต้องกำจัดไม่ให้กลิ่นออกไปรบกวนผู้อื่น  แต่การจะสร้างบ่อกำจัดหรือกองทิ้งไว้จะต้องเสียพื้นที่และการป้องกันกลิ่นออกมานั้นคงยากที่จะควบคุม  แต่ถ้าสามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงบำรุงดินในนาข้าวจะสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้จำนวนมากคิดเป็นเงินประมาณ 500 บาท/ไร่ แต่ต้องทำอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันก๊าซที่เป็นพิษต่อรากข้าว ลองตามไปดูเกษตรกรต้นแบบ(ครูติดแผ่นดินข้าว) ของสำนักงานเกษตรอำเภอสรรคบุรี ที่ต่อเชื้อจุลินทรีย์ในน้ำละลายจากกากน้ำตาลทิ้งไว้ 1 วันก่อนนำขี้หมูหมักไว้อีก 1 วันก็สามารถนำไปใช้ราดในนาข้าวได้แล้ว แต่ถ้าใช้สำหรับฉีดพ่นต้องหมักให้ได้นานสัก 4 วันเพื่อให้ย่อยสลายได้อย่างสมบูรณ์

นายบุญชู  อินทร์ประสิทธิ์  เกษตรกรต้นแบบ(ครูติดแผ่นดินข้าว)  วัย  51  ปี  บ้านเลขที่  5  หมู่ 8   บ้านท่าสะตือ .ห้วยกรดพัฒนา  .สรรคบุรี .ชัยนาท  ได้ทำกิจกรรมการเกษตรหลายอย่างในพื้นที่ 5 ไร่ 2 งาน  คือ  แม่หมู  4  ตัว  หมูเนื้อ 40  ตัว  มะนาว 1 ไร่  กระท้อน 12 ต้น  ฝรั่งแป้นสีทอง 1 ไร่  มะม่วง 24  ต้น  แตงกวา 1 งาน  ไผ่หวานอีก  40  ต้น  และนาข้าว 30  ไร่ การทำการเกษตรทุกอย่างนั้นไม่พบปัญหามากนัก  เพราะบริหารจัดการโดยป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน  แต่ที่มีปัญหามากคือหมู  เพราะขี้หมูส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชาวบ้านและเมื่อล้างลงร่องระบายน้ำ  เป็นสาเหตุให้น้ำเสีย และคลองตื้นเขิน  จึงได้เร่งรีบหาความรู้ทดลองเพื่อหาวิธีการกำจัดกลิ่นขี้หมูเพื่อไม่ให้เป็นที่รังเกียจของเพื่อนบ้าน

การประยุกต์ใช้ความรู้  จากการเรียนรู้การผลิตน้ำหมักชีวภาพด้วยสาร  พด. จากสถานีพัฒนาที่ดินชัยนาท ด้วยการใช้กากน้ำตาลเป็นอาหาร จึงนำสารเร่งจุลินทรีย์จำพวก พด.2  พด.3 และ พด.6 อย่างละ 5 ซอง ละลายในน้ำทิ้งไว้ 15 นาที ก่อนเทรำละเอียด 2 กก. ผสมลงไปคลุกเคล้าให้เปียกน้ำจนทั่ว ตักใส่ในตาข่ายไนล่อน นำไปแช่ในน้ำละลายกากน้ำตาล 20 กก. น้ำสะอาด 200 ลิตร ในถังพลาสติกชนิดดีที่ทนต่อการกัดกร่อน หมักทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง  เมื่อได้น้ำที่เต็มไปด้วยเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งมีกลิ่นหอมแล้ว จึงตักใส่ลงถังที่เต็มไปด้วยขี้หมูที่เต็มไปด้วยหนอนแมลงวัน และกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนา จำนวนประมาณ 60 กก. พร้อมปุ๋ยยูเรีย 1 กก. ใส่ลงไปก่อนคนให้ละลายให้ทั่ว เพียงไม่นานนักกลิ่นที่เหม็นตลบจะจางหายไป แต่ต้องหมักทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง จึงจะสามารถนำไปใช้ในนาข้าว แต่ถ้าจะนำไปฉีดพ่นในแปลงนาจะต้องหมักอย่างน้อย 4 วัน  ซึ่งการทำน้ำหมักจากขี้หมูโดยทั่วไปการหมักจะใช้เวลานานประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ย่อยสลายได้หมดและหมดก๊าซ

การใช้ประโยชน์จากน้ำหมักจากขี้หมู   การนำน้ำหมักชีวภาพใช้ล้างคอกหมูกำจัดกลิ่นเหม็นในคอกเพียงใช้น้ำหมัก 1 ส่วนผสมน้ำ 10 ส่วนใช้ได้ดี  การประยุกต์ใช้การหมักขี้หมูเพื่อใช้ในระยะเวลารวดเร็วเพราะขาดสถานที่หมัก ปกติจะตักเก็บไว้ในถังก่อน  เมื่อใกล้เต็มจึงเติมน้ำหัวเชื้อลงไปหมัก  อาจจะมีหนอนแมลงวันมาอาศัย แต่เมื่อผ่านการหมักจะไม่เจริญออกเป็นตัวแมลงวันและจะตายไปในที่สุด เมื่อหมักเสร็จสิ้นแล้วจึงนำน้ำหมักใส่ในแปลงนา ประมาณไร่ละ 5 กก./ ไร่  ในระยะกล้า ถึงระยะแตกกอ โดยใส่เป็นระยะๆ ห่างประมาณ 15-20 วัน ขึ้นอยู่กับความพร้อม  แต่ต้องหยุดใช้เมื่อข้าวเข้าสู่ระยะออกดอก  เพราะถ้าใส่ในระยะออกดอกจะส่งผลต่อผลผลิต คือทำให้เมล็ดข้าวลีบได้ เนื่องจากมีธาตุอาหารไนโตรเจนสูง  ด้วยขาดแรงงานในการนำน้ำหมักใส่ในนาข้าว จึงลดปัญหาด้านแรงงานด้วยการเทลงตรงช่องน้ำไหลให้กระจายไปทั่วแปลงนา  ได้ผลดีเป็นที่พอใจดังนี้ ข้าวแตกกอและเจริญเติบโตด้วยดี 

 นอกจากลดค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ยเคมีประมาณ 500 บาท/ไร่แล้ว อินทรีย์วัตถุและจุลินทรีย์หลายชนิดที่ลงสู่แปลงนาจะช่วยลดปัญหาต่างๆ ได้ดี เช่นช่วยปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างให้กับดิน  ข้าวมีความต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช  จากผลดีดังกล่าวนับว่าคุ้มค่า แก่การลงทุน ซึ่งต้นทุนที่ใช้ส่วนใหญ่อยู่ที่ค่ารำละเอียด กากน้ำตาล และค่าขนส่งที่นำไปสู่แปลงนาเท่านั้น ประมาณ 200 บาท/ถัง 200 ลิตร   ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  085-2711300  ยินดีต้อนรับครับ

จากเรื่องราวดี ๆ ที่นำมาฝาก ด้วยได้รับการกระตุ้นเตือนจากนายรังสรรค์ กองเงิน  เกษตรจังหวัดชัยนาท ให้ออกปฎิบัติงานในพื้นที่นำความรู้เพื่อการลดต้นทุนการผลิตสู่เกษตรกรให้มากที่สุด และได้รับความเอื้อเฟื้อจากคุณพี่ชนิกา ขันธนิยม  นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ หรือชื่อที่คุ้นเคยเรียกว่า “เกษตรตำบล” ที่ได้ประสานความรู้ต่างสู่เกษตรกรและนำเข้าไปค้นหาความรู้จาก คุณบุญชู  อินทร์ประสิทธิ์  เกษตรกรคนเก่งที่ยังมีความรู้อีกหลากหลายที่รอการตักตวงความรู้ฝากท่านผู้อ่านในครั้งต่อไป

พี่น้องเกษตรกรอย่าลืม ! ไปขึ้นทะเบียนเกษตรกรก่อนวันที่ 30 กันยายน 2552  เพราะถ้าไม่ขึ้นทะเบียน  อาจไม่ได้รับการช่วยเหลือจากทางราชการในกิจกรรมต่างๆ จากภาครัฐ

หมายเลขบันทึก: 285140เขียนเมื่อ 8 สิงหาคม 2009 21:42 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 21:14 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี