การบริหารงานสถานศึกษาในปัจจุบัน มีความสนใจในการนำกระบวน การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) มาใช้ ซึ่งการพิจารณานำรูปแบบของการจัดการความรู้ (KM) ของแต่ละสถานศึกษานั้น เราต้องรู้จักความต้องการของสถานศึกษาก่อนว่าต้องการจะไปในทิศทางใด การนำเรื่องการจัดการความรู้ (KM) ไปใช้ในสถานศึกษาจำแนกได้เป็น 3 แบบ ดังนี้

แบบแรก เป็น KM เชิงองค์กร จะเรียกว่าเป็น Strategic KM โดยเป็น KM ที่เน้นยุทธศาสตร์ เน้นโครงสร้าง เน้นระบบ เน้นการจัดทำแผน และการประเมินผลการปฏิบัติงาน มีเรื่อง ICT เข้ามาเกี่ยวข้อง
แบบที่ 2 เป็น KM ที่เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คุณอำนวย” (ผู้อำนวยความสะดวก) ส่งเสริมให้ “คุณกิจ” (ผู้ปฏิบัติ) แลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึก (tacit knowledge) เน้นการสร้างเครือข่าย (network) สร้าง CoP (ชุมชนการปฏิบัติ)
แบบที่ 3 เป็น KM ที่มุ่งไปที่ระดับปัจเจก เน้นที่เรื่องของจิตใจ ให้ความสำคัญกับกิจกรรมสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration-based Communication) ให้ความสนใจไปที่ Mental Model เป็น KM เชิงปัญญาปฏิบัติ (phronesis)
สิ่งที่สะท้อนในการทำ KM ของผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่มักใจร้อนในการเลือก ประเด็นทำ KM (KM focus area) มักมุ่งเป้าไปที่เรื่องของสถานศึกษา เรื่องคุณภาพ ประสิทธิภาพ การมุ่งสู่ความเป็นเลิศ และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ไม่ค่อยจะมีพลังเท่าใด ยิ่งไปกว่านั้นการที่ผู้บริหารคิดว่าถ้าตั้งประเด็น เป็นเรื่องปัจเจก เป็นเรื่องชีวิตแล้วก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษา ซึ่งน่าจะเป็นความคิดที่ผิด จริงๆ แล้วการตั้งประเด็น เรื่องชีวิตน่าจะทำให้ชีวิตของคนในสถานศึกษาดีขึ้น และเมื่อคนในสถานศึกษามีชีวิตที่ดีขึ้น ก็จะดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะสถานศึกษานั้นประกอบด้วยชีวิตและชีวิต ดังที่เราพูดกันว่า การบริหารงานนั้นต้องคำนึงถึงคน เพราะถ้าได้คนก็จะได้งาน แต่ถ้าไม่ได้คนก็จะพังทั้งการบริหารคนและบริหารงาน
มีวิธีพิจารณาอย่างไรว่าสถานศึกษาใดควรใช้ KM รูปแบบใด เมื่อเรายอมรับกันแล้วว่า KM ไม่ใช่รูปแบบสำเร็จรูปที่จะปูพรมให้ทุกพื้นที่ทำเหมือนๆ กัน แต่ KM จะเป็นตัวช่วยให้การปฏิบัติงานของแต่ละสถานศึกษาเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ต้องขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ ซึ่งรูปแบบของการใช้ KM ในสถานศึกษา อย่างน้อย 3 แบบคือ
1. เป็น KM ระดับองค์กร
2. เป็น KM ระดับกลุ่ม
3. เป็น KM ระดับปัจเจก

ดังที่กล่าวตอนต้น เพิ่มอีกแบบหนึ่งเป็นแบบ 4 คือ เป็น KM ผสมผสานทั้ง 3 แบบ ซึ่งอาจ
คล้ายแบบที่ 1 ก็ได้ แต่แบบ 1 อาจแข็งเกินไป เพราะมุ่งที่การทำแผนยุทธศาสตร์ หากเอาแบบ 2 กับ 3 เข้าร่วมด้วยก็น่าจะมีความเป็นชีวิตมากขึ้น เมื่อเลือกใช้รูปแบบ KM แล้ว ก็ต้องพิจารณาเลือกใช้เครื่องมือ KM อีกด้วย ซึ่งมีเครื่องมือให้เลือกหรือนำไปประยุกต์ใช้อีกหลายชนิด
1. CoPs (Community of Practice)
2. Story telling (เรื่องเล่าเร้าพลัง)
3. Blog (แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางอินเตอร์เน็ต)
4. Peer assist (เพื่อนช่วยเพื่อน)
5. Mentoring (ที่ปรึกษา/พี่เลี้ยง)
6. Databases (ฐานความรู้จากการปฏิบัติ)
ข้อเสนอแนะให้แต่ละสถานศึกษาในการเลือกใช้รูปแบบ KM ว่าควรพิจารณาจากปัจจัยความพร้อม ที่สำคัญดังนี้
1. ผู้บริหารองค์กร (CKO) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ว่ามีเป้าหมาย KM อย่างไร ถ้าปักธง
ให้ชัดก็จะสามารถเลือกรูปแบบและเครื่องมือ KM ได้อย่างชัด
2. คุณอำนวย มีคุณอำนวยที่เป็นยอดนักประสานสิบทิศ เป็นที่ยอมรับศรัทธาของ
บุคลากร เป็นคนสู้งานกัดไม่ปล่อยหรือไม่ ถ้ามีควรใช้รูปแบบใด และเขาถนัดใช้เครื่องมือใด
3. วัฒนธรรมองค์กร ถ้าบุคลากรในสถานศึกษายังทำงานกันหัวฟู วันวันก้มหน้าก้มตา
จัดการกับงานตามสั่งบนโต๊ะให้เสร็จไปอย่างเคร่งเครียด โดยไม่สนใจที่จะคุยกับใคร ถ้าเป็นเช่นนี้ จะใช้รูปแบบและเครื่องมือ KM ชนิดใด ผู้บริหารจะช่วยทำให้การบริหารงานเป็นแนวนอนและคลายบรรยากาศการทำงานให้ดีขึ้นได้หรือไม่
ปัจจัยอื่นๆ ที่ควรนำมาพิจารณาอีกก็มี เช่น ความพร้อมของผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละ
สาขาที่จะให้การสนับสนุน ความพร้อมด้านระบบ ICT ความพร้อมด้านงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งขอบเขตของพื้นที่ที่จะทำ KM ครอบคลุมหน่วยงาน
แรงจูงใจในการริเริ่มการจัดการความรู้ในสถานศึกษา สามารถแบ่งได้ดังนี้
แรงจูงใจแท้ ต่อการดำเนินการจัดการความรู้ คือ เป้าหมายที่งาน คน และองค์กร เป็นเงื่อนไขสำคัญ ในระดับที่เป็นหัวใจสู่ความสำเร็จในการจัดการความรู้
แรงจูงใจเทียม ต่อการดำเนินการจัดการความรู้ มีมากมายหลายแบบ เป็นต้นเหตุที่นำไปสู่การทำการจัดการความรู้แบบเทียม และนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด เช่น ทำเพราะถูกบังคับตามข้อกำหนด กล่าวคือ ทำเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าทำ หรือทำเพื่อชื่อเสียง ทำให้ภาพลักษณ์ของสถานศึกษาดูดี หรือมาจากความต้องการผลงานของหน่วยย่อยภายในสถานศึกษา เช่น หน่วยพัฒนาบุคลากร (HRD) หน่วยสื่อสารและสารสนเทศ (ICT) หรือหน่วยพัฒนาองค์กร (OD) ต้องการใช้การจัดการความรู้ในการสร้างความเด่น หรือสร้างผลงานของตน หรืออาจมาจากคนเพียงไม่กี่คน ที่ชอบของเล่นใหม่ๆ ชอบกิจกรรมที่ดูทันสมัย เป็นแฟชั่น แต่ไม่เข้าใจความหมายและวิธีการดำเนินการจัดการความรู้อย่างแท้จริง
โมเดลปลาทู เป็นโมเดลอย่างง่าย ของ สคส. ที่เปรียบการจัดการความรู้ เหมือนกับปลาทูหนึ่งตัวที่มี 3 ส่วน คือ
1. ส่วน หัวปลา (Knowledge Vision- KV) หมายถึง ส่วนที่เป็นเป้าหมาย วิสัยทัศน์ หรือทิศทางของการจัดการความรู้ โดยก่อนที่จะทำจัดการความรู้ ต้องตอบให้ได้ว่า เราจะทำ KM ไปเพื่ออะไร ? โดย หัวปลานี้จะต้องเป็นของ คุณกิจ หรือ ผู้ดำเนินกิจกรรม KM ทั้งหมด โดยมี คุณเอื้อ และ คุณอำนวย คอยช่วยเหลือ
2. ส่วน ตัวปลา (Knowledge Sharing-KS) เป็นส่วนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญ ซึ่ง คุณอำนวย จะมีบทบาทมากในการช่วยกระตุ้นให้ คุณกิจ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ โดยเฉพาะความรู้ซ่อนเร้นที่มีอยู่ในตัว คุณกิจ พร้อมอำนวยให้เกิดบรรยากาศในการเรียนรู้แบบเป็นทีม ให้เกิดการหมุนเวียนความรู้ ยกระดับความรู้ และเกิดนวัตกรรม
3. ส่วน หางปลา (Knowledge Assets-KA) เป็นส่วนของ คลังความรู้ ที่ได้จากการเก็บสะสม เกร็ดความรู้ ที่ได้จากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตัวปลา ซึ่งเราอาจเก็บส่วนของ หางปลา นี้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น ICT ซึ่งเป็นการสกัดความรู้ที่ซ่อนเร้นให้เป็นความรู้ที่เด่นชัด นำไปเผยแพร่และแลกเปลี่ยนหมุนเวียนใช้ พร้อมยกระดับต่อไป
การบริหารจัดการสถานศึกษาในปัจจุบันควรนำกลยุทธ์ใหม่ๆ มาประยุกต์ในการบริหารจัดการในที่นี้การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) เป็นกลยุทธ์ใหม่ในการบริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาและสร้างนวัตกรรมในการบริหารจัดการให้มีคุณภาพและเกิดประสิทธิภาพ
ทักทายจ้า
ข้อมูลยาวมาก อ่านอยากลำบากเสียยากเข็ญ รูปไม่เกี่ยวกับเนื้อหา ควรปรับปรุง พัฒนา ไม่เอาๆลบทิ้งเลย ลบเลยเดี่ยวเป็นขยะ
ddddddddddddddddddddmmmmmmmmmmmmmmmmmmmmmmmmmmm