เมื่อ...อ่านไม่ออก...เขียนต.-เต่า ไม่ได้

krusiriwan
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
หากคุณครูมีเวลา และให้ทำซ้ำๆบ่อยๆ ขอเพียงคุณครูไม่เบื่อง่าย เด็กๆก็จะพบความสำเร็จของตนเอง ....พอเขียนได้ คุณครูให้พัก เล่นกลางวัน ไปกินข้าวกับเพื่อน เล่นกับเพื่อน ดีใจมากช่วงนั้น...นี่คือบรรยากาศกลางวันที่คุณครูสอน ฝึกฝน เคี่ยวเข็ญ แต่คุณครูไม่เคยดุ ไม่เคยตี มีคำชมทุกวัน ...เช่น จะได้แล้ว...ดีขึ้นเยอะแล้ว...เขียนหัวและต่อขาได้แล้ว...สวยกว่าเมื่อวาน...อีกไม่กี่วันก็ได้แล้ว...เป็นต้น...นี่ คือ "กำลังใจ "

               วันนี้ขอเล่าสู่ฟัง...อย่างนี้ก็แล้วกัน เมื่อครั้งเข้าเรียน.....โรงเรียนแรกที่มีโอกาสได้ร่ำเรียน ตั้งแต่อนุบาล ถึง ป.7 นับ เวลา 8 ปีเต็ม ที่ใช้ชีวิตในโรงเรียนประถมศึกษา  โรงเรียนบ้านผักปัง (ภูมิวิทยา) เป็นโรงเรียนตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน ใกล้ตลาด ด้านหน้าเป็นที่ว่าการอำเภอภูเขียว  ด้านตะวันออกมีที่ทำการไปรษณีย์   ด้านตะวันตกเป็นบ้านพักเจ้าหน้าคลังอำเภอ  บ้านพักอัยการ  บ้านพักสมุหบัญชี  และติดกับสถานตำรวจอำเภอภูเขียว  ที่สำคัญด้านหลังติดกับหนองผักปัง หนองน้ำแห่งสายเลือดคนบ้านผักปัง 

               ความจริงมีโอกาสเรียนก่อนใครๆ เพราะมีโรงเรียนเอกชนใกล้บ้านชื่อโรงเรียนอุดมวิทยา เมื่อเริ่มพูดจาได้บ้างก็วิ่งตามพี่ๆไปเรียนที่โรงเรียนอุดมวิทยา ไปแบบไม่ได้อะไร  ได้เพียงฝึกพูด ฝึกความเป็นอยู่ทางสังคม มากกว่า ช่วงนั้นน่าจะอายุเพียง 5 ขวบ พบคุณครูคนสวยจึงอยากไปเรียน ไปวันๆไม่ทำอะไรนอกจากไปเช็ดขาคุณครู เช็ดถูรอยปานดำที่ขาให้คุณครูเพราะปานดำทำให้ขาคุณครูสกปรก คุณครูก็ปล่อยให้เช็ด เพราะเหนื่อยเช็ดก็หลับเอง คุณครูคนนี้จำได้ว่าชื่อ "คุณครูกมลทิพย์ "  พอย่างเข้า  6 ขวบก็วิ่งตามพี่เข้าเรียนที่โรงเรียนบ้านผักปัง(ภูมิวิทยา) จึงทำให้เรียนก่อนเกณฑ์อยู่ 1 ปี

                 จากนั้น....เข้าเรียนชั้นอนุบาล  เป็นเด็กนักเรียนตัวอ้วนกลม  กินเยอะ  เดินลำบาก  วิ่งไม่ออก แต่ใครจะมารังแกไม่ได้  เวลาพี่ถูกใครรังแกก็จะไปเป็นผู้ดูแลพี่สาว ทุกที ......ช่วงนั้นพี่สาวก็จะอยู่ ป. 2  พี่สาวเป็นเด็กสวย  เรียบร้อย  เรียนเก่ง  คุณครูรัก ...สองพี่น้องเราจะเดินไปโรงเรียนพร้อมกันทุกวัน  กลับพร้อมกันทุกวัน 

                แต่จำได้ว่า....ไปโรงเรียนทุกวัน ในกระเป๋ามีดินสอหิน 1 แท่ง กระดานดำ 1 แผ่น ไม้บรรทัดและหนังสือ ก.ไก่ อีก 1 เล่ม  เรียนไปตามสภาพที่พึงทำได้   ผ่าน ป.1 ผ่าน ป.2  ก็ยังอ่านไม่ได้  เขียนไม่ได้  ร้องเพลงชาติไม่ถูก ช่วงนั้นโชคดีเพียงว่ายังเดินเข้าห้องเรียนถูกห้องเท่านั้น เรียนผ่านชั้นไปตามลำดับจนถึงป.3 ขึ้นมาเรียนชั้น 2 อาคาร 2  เริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น ห้องเรียนเป็นพื้นไม้  จัดโต๊ะเรียนแบบนั่งคู่ (เพราะโต๊ะเรียนเป็นโต๊ะยาวคู่สองช่อง ) ห้องเรียนหนึ่งมี 3 แถว ๆละ  5 ตัว ห้องหนึ่งก็มีนักเรียนประมาณ  30 คน  หน้าห้องเรียนมีกระดานและโต๊ะคุณครู  ด้านหลังมีรางไม้ไว้เสียบหมวกนักเรียน (หมวกเหมือนทหารสมัยสงครามโลก ) นักเรียนหญิงใบขาว  นักเรียนชายใบสีกากี   ใครนั่งโต๊ะแถวไหนหมวกต้องเสียบให้ตรงกับแถวที่นั่ง  (ทำให้ครูรู้เลยว่าใครลืมหมวกมา ใครเก็บหมวกไม่เรียบร้อย )  เข้าเรียนสัปดาห์แรกของชั้น ป.3 จำได้แม่น ครูให้อ่านหนังสือง่ายๆกว่าระดับ ป.3 คือหนังสือเรณูและปัญญา แต่รู้ไหมอ่านไม่ได้  อ่านได้ไม่มากเท่าเพื่อนๆ  เพื่อนๆชอบหัวเราะ  ก็ได้แต่ร้องไห้กลับบ้าน ไม่อยากไปเรียน  เบื่อห้องเรียน   เบื่อครูที่ให้ไปเขียนหน้าห้อง  ครูตีบรรทัดบนกระดาน  เวลาไปเจออักษร "  ต  ฒ และ ฐ " เขียนไม่ได้เพราะเขียนแค่เพียงหัวของ ต  ฒ และ  ฐ  ก็เต็มบรรทัดแล้ว  ลากต่อไม่ได้  เพื่อนก็หัวเราะอีก  คราวนี้อยากกลับบ้านอย่างเดียว  คิดเอาเองนะว่าบรรยากาศวันนั้น จะเป็นอย่างไร ? ทำไมเราอ่านไม่ได้ ? ทำไมเราเขียนไม่ได้ ? ทำไมเพื่อนเขาทำได้ ? เราคนสุดท้าย ของการลำดับความสามารถทางการเขียนและอ่าน ก็ว่าได้ในห้องนั้น

                  แต่สิ่งที่ตามมา คือ ....คุณครูไม่ให้ไปไหน ?  ....จากวันนั้น ..พักกลางวัน..คุณครูกินข้าวกลางวันที่ห้องเรียน ...คุณครูให้นั่งกินข้าวด้วย ..กินข้าวเสร็จ คุณครูให้เขียน  คุณครูจับมือเขียน  คุณครูทำเส้นปะให้เขียน  " ต    ฒ  และ ฐ "  ใช้เวลาอยู่หลายเดือนจึงเขียนได้  วันที่เขียนได้จำได้ว่า...ดีใจมากกระโดดกอดคอคุณครู และตะโกนแบบสุดสุด ....คุณครูขา.....หนูเขียนได้แล้ว ตัวแรกที่ขมวดหัวได้ก็คือ " ต " ตามด้วย " ฒ" ส่วน" ฐ" เขียนได้ช้าสุด  จนถึงวันนี้ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จึงเขียนขมวดหัวไม่ได้  ถึงวันนี้รู้เพียงว่า " หากคุณครูมีเวลา และให้ทำซ้ำๆบ่อยๆๆๆๆ  ขอเพียงคุณครูไม่เบื่อง่ายๆ เด็กๆก็จะพบความสำเร็จของตนเอง ...พอเขียนได้ "ต" คุณครูให้พัก เล่นกลางวันได้ 2 วัน ไปกินข้าวกับเพื่อน เล่นกับเพื่อน ดีใจมากช่วงนั้น  ...นี่คือบรรยากาศกลางวันที่คุณครูสอน  ฝึกฝน  เคี่ยวเข็ญเรา  แต่คุณครูไม่เดยดุ  ไม่เคยตี  มีคำชมทุกวัน " จะได้แล้ว  เกือบแล้ว ดีขึ้นเยอะเลย เขียนหัวและต่อขาได้แล้ว ....สวยกว่าเมื่อวาน  อีกไม่กี่วันก็ได้แล้ว ....เป็นต้น" ..นี่คือ กำลังใจ

                         ช่วงเย็น เมื่อถึงเวลาบ่ายสามโมง  ทุกคนเก็บหนังสือกระดาน ใส่กระเป๋าวางประเป๋าไว้ข้างโต๊ะ  ทุกคนท่องสูตรคูณและบทสอนใจทั้งหลาย  ท่องเสร็จทุกคนลุกไปถือหมวกตนเองที่หลังห้องมาวางบนโต๊ะเรียนด้านขวามือ  เมื่อนั่งประจำที่พร้อมทุกคน   หัวหน้าจะนำสวดมนต์ไหว้พระก่อนบอกทำความเคารพคุณครู เดินออกนอกไปสวมรองเท้ากลับบ้าน  ทุกคนที่อ่านออกเขียนได้  ก็จะได้ปฎิบัติอย่างนี้พร้อมเพื่อน ...ทายออกใช่ไหมว่า.....คนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ต้องเจออะไรหลังเลิกเรียน

                          ...หลังเลิกเรียน ไม่มีสิทธิ์เก็บหนังสือ  หรือกระดานลงกระเป๋า  กระเป๋ายังอยู่ใต้โต๊ะ  หมวกยังอยู่หลังห้อง  จะท่องสูตรคูณหรือท่องบทสอนใจกับเพื่อนทำได้เพียงท่องในใจ  ออกเสียงพร้อมเพื่อนไม่ได้  ไม่มีสิทธิ์เดินไปเอาหมวกมาวางบนโต๊ะด้านขวามือพร้อมเพื่อน .....เจ็บปวดมากในความรู้สึกช่วงนั้น..อยากร้องไห้แต่ไม่ร้อง  อายเพื่อน... ได้เพียงแอบๆชำเลืองตาไปหลังห้อง  มองเห็นเหลือหมวกตัวเองใบเดียว ....โดดเด่นอยู่ .....เพื่อนกลับบ้านไปหมด ....พี่สาวเดินมานั่งรอที่หน้าห้อง ...เข้ามาหาน้องไม่ได้ ...ทุกวันคุณครูต้องให้อ่านวันละหน้า ...ฝึกอ่าน ...อ่านสะกด...อ่านทีละคำ...อ่านแบบมีความหมาย ...อ่านประกอบภาพ ...อ่านประกอบของจริง  คุณครูสรรหามาช่วยเสริมให้อ่านออก ทำอย่างนี้นับแรมหลายๆๆๆเดือน คุณครูทำอย่างนี้ทุกวัน ....เสร็จการอ่าน  การเขียน  เก็บกระดาน ดินสอหิน ใส่กระเป๋า วางจุดที่ต้องวาง ท่องสูตรคูณออกเสียง ท่องบทสอนใจทั้งหลายท่องเสร็จเดินไปเอาหมวกที่หลังห้องมาวางบนโต๊ะด้านขวามือ สวดมนต์ไหว้พระ เดินไปสวัสดีคุณครูกลับบ้าน  ทุกอย่างกระทำเช่นเดียวกับเพื่อน  ต่างกันเพียงเราต้องปฎิบัติคนเดียว และ  เวลาสวัสดีคุณครูไม่ต้องบอกแบบหัวหน้าเท่านั้น 

               เริ่มอ่านได้โดยไม่รู้ตัว ... ...มีวันหนึ่งคุณครูบอก "ครูจะพาไปส่งบ้านพร้อมพี่สาว" ...ดีใจมาก   ดีใจที่สุด ที่เดินกลับบ้าน ...ข้างหนึ่งพี่..อีกข้างคุณครู  และเมื่อถึงบ้านคุณครูให้เปิดกระเป๋าและเอาหนังสือ เจ้าเป็ดน้อยออกมา  แล้วคุณครูบอกว่า " เจ้าแมวอ้วน (ชื่อฉันเอง) ลองอ่านเหมือนกับที่อ่านให้ครูฟัง  คราวนี้อ่านให้ยายฟังสิ " ตื่นเต้นมาก  ว่าจะอ่านได้หรือเปล่า  จะอายยายไหม? .....ที่สุด...อ่านได้ทุกบรรทัดไม่ผิดเลย ...ยายยิ้ม  คุณครูยิ้ม พี่สาวก็ยิ้ม ที่เราอ่านได้แล้ว  อาการเดิมเกิดอีกคือ..... ตะโกนสุดเสียง....ยาย .... อ่านได้แล้ว ..... ได้ยินเสียงยายขอบคุณ คุณครู...และเอากล้วยฝากคุณครูหวีใหญ่เลย 2-3 หวี ....นี่คือ คุณครู....ที่ให้โอกาสเด็กที่อ่านไม่ออกคนนี้ ที่ต้องยกนิ้วให้คือ " การประเมินความสำเร็จของเรา...ด้วย ยาย เป็นผู้ประเมิน....คุณครูเสียเวลาให้กับเรามากกว่าเพื่อนคนอื่นๆๆๆ 

               ต่อจากนั้น พออ่านออกเขียนได้ เพื่อนๆไม่ได้หัวเราะเราอีก  เราได้ออกหน้าห้องเขียนคำที่ต้องใช้ ต  ฒ และฐ  ให้เพื่อนได้เห็น ได้อ่าน และชี้ให้เพื่อนอ่านคำนั้นๆ ตามเราด้วย แต่จำไม่ได้ว่าคำนั้นๆ คือ คำอะไร???? เป็นวันที่ยิ้มแก้มบานเต็มๆ  นี่ คือ หัวอกคนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้  ครั้งประถมศึกษา ..... เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ก็วันสอบปลายภาคพอดี ...ได้ขึ้นเรียน  ป. 4 อย่างคนอ่านออกเขียนได้  ..เพราะคุณครูจริงๆ  คุณครูคนนี้ชื่อ " คุณครูประดับ  เสิพภูเขียว " ถึงวันนี้ยังไม่รู้เลยว่าคุณครูอยู่ที่ใด ?????

                เมื่ออ่านไม่ออก..เขียน ต-เต่า ไม่ได้    จากวันนั้นถึงวันนี้ ... ร่วม 40  ปีที่ผ่านพ้น  สิ่งที่มีความหมายเราจำได้  กับเราเราจำได้ 

                เพื่อนร่วมอาชีพครูทุกคน ...เราอาจจะมีเด็กๆอย่างนี้ปะปนอยู่ในห้องที่เรารับผิดชอบสอน  ลูกใครหลานใคร ก็ตามเขาคือลูกศิษย์ ที่สักวันเขาจะเติบโตขึ้นมารับผิดชอบสังคม เช่นที่ krusiriwan  คนนี้และเราๆ  ขอเรื่องเก็บมาเล่าชุดนี้ ได้เป็นเครื่องแสดงให้สังคมรับรู้ว่า "ครูไทย   จิตใจสูงส่ง  รับผิดชอบความเป็นคน  ยังมีอีกมากในแผ่นดินนี้  อย่างเช่นที่เก็บมาเล่าสู่ฟัง จากเรื่องจริงที่ผ่านชีวิต "  ..........

               "  ไม่มีครูไม่มีวันนี้อยู่    ใครจะผลักใครจะชูให้เดินหน้า   แม้วันนี้ครูไปอยู่ไกลสุดตา   แต่..ครูจ๋า..ศิษย์ยังนึกรำลึกคุณ "

                ฉบับนี้  ของ่ายๆ เรื่องจริงๆๆ  ให้อ่านเล่นๆ  เพื่อเตือนใจว่าคุณครูที่พร้อมด้วยวิญญาณครู  จะพบความสุขแห่งความเป็นครูเมื่อดอกไม้บาน   แบบที่เล่าสู่ฟัง...คุณครูสอนเราแบบไหน ?  คนอ่านช้า  อ่านไม่ออกจึงอ่านได้ทันเพื่อน ในเวลาไม่นานนัก ..นี่ คือ " เพียงครู...อยากเห็นดอกไม้บาน ...ในงานครู "

                 จากเด็กน้อย...ถึงวันนี้ ...ที่มีโอกาสผ่านเข้าไปพบคุณครู...ที่เอื้ออารี   มีเมตตา และไม่ท้อกับการเรียนช้า....เรียนไม่ทันเพื่อน ของเด็กน้อย ตัวอ้วน  คนหนึ่ง.........จะมีเด็กๆ อย่างเราปะปนอยู่ในรั้ววัยเรียนหรือไม่ ในวันนี้....ขอเมตตาและความเอื้ออารี  ห่วงใยและเอื้ออาทร กับเขาบ้างนะคะ...สักวันเขาอาจจะลืมตาอ้าปากได้ ...เช่นเด็กน้อยตัวอ้วนคนนี้บ้าง ในวันข้างหน้า ..........ขอบคุณคะ !  ขอบคุณหลายๆ ในน้ำใจของคุณครู ทุกคน .........ที่มอบให้เด็กน้อย ทั่วแผ่นดินไทย...แดนดินพื้นถิ่นอีสานบ้านเฮา .......

                            อย่างนี้...เช่นนี้.... ห้องเรียน...ที่มีครูดีดี

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KRUSIRIWAN : SUCCESS STORY



ความเห็น (2)

ครูวัชระพง์
IP: xxx.47.8.108
เขียนเมื่อ 

ขอบคณสำหรับแนวทางดีๆ. ข้อคิดดีๆ ครัย

Siriwan
IP: xxx.230.249.161
เขียนเมื่อ 
  1. เล่าเรื่องจากศิษย์ถึงครู : "เมื่ออ่านไม่ออก เขียน ต.เต่าไม่ได้" :คลิปครูประดับhttp://www.phukhieo.ac.th/newweb/index.php