กระเทียม, ห่วงโซ่อาหาร

ได้อ่านข่าวการวิจัย

.

 http://www.scientificamerican.com/article.cfm?id=fighting-cow-flatulence-with-garlic

รูปจาก http://gotoknow.org/file/pundalert/view/28969

 เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนไทยเราที่ถือว่าเป็นประเทศเกษตรกรรมหรือชื่อเทห์ ๆ ว่าประเทศไทยเราเป็นครัวของโลกว่าปัจจุบันเป็นที่เข้าใจกันว่า การปลดปล่อยก๊าซมีเทนจากปศุสัตว์นั้น ถือว่าเป็นแหล่งก๊าซเรือนกระจกขนาดใหญ่ Mootral (“moo” & “neutral”), มีความพยายามที่จะการลดก๊าซมีเทนที่ว่านี้ด้วยการใช้กระเทียมมาแก้ปัญหา โดยNeem Biotech ใน Cardiff, Wales ทำการสกัดสารจากระเทียมที่ชื่อ  allicin  เพื่อนำมาใช้ผสมกับอาหารสัตว์ ให้ วัวและแกะได้กิน พบว่า สารสกัดจากกระเทียมนี้สามารถไปลดก๊าซมีเทนที่เกิดจากการผลิตแบคทีเรียที่อยู่ระบบการย่อยอาหารของสัตว์ดังกล่าวได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ . David Williams, ประธานบริหาร และ CEO ของบริษัทตั้งเป้าหมายของงานวิจัยนี้ไว้ว่าต้องผลิตอาหารสัตว์ที่มีสารสกัดจากระเทียมเพื่อไปลดปริมาณก๊าซมีเทนให้ได้ถึง 94 เปอร์เซ็นต์.

 

รูปจาก http://www.agric-prod.mju.ac.th/web-veg/article/new187.htm

ทำให้นึกได้ว่าบ้านเราปลูกพืชตัวนี้เยอะอยู่เหมือนกัน น่าจะเอากระเทียมตามข่าวนี้มาลองผสมกับอาหารสัตว์ให้สัตว์เลี้ยงพวกวัว ควาย สุกร อื่น ๆ ที่เป็นสัตว์เลี้ยงเศรษฐกิจลองดู เผื่อว่าเจ้ากระเทียมพีชเศรษฐกิจที่ราคาผันแผร ผันผวนนี่นะครับ มันสามารถช่วยเราได้มากกว่าการลดภาวะโลกร้อน เพราะกระเทียมเราถือว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกตัวที่ผู้สูงวัยทั้งหลายชอบทานกันโดยเฉพาะกระเทียมโทน โดยมีเหตุผลว่า ในเมื่อสายพันธุ์มนุษย์เรา ๆ ยังนิยมทานกระเทียมเป็นอาหารเสริม สัตว์เศรษฐกิจของบ้านเรานั้นที่เป็นอาหารของสายพันธุ์มนุษย์เรา ๆ เขาก็น่าจะได้บริโภคอาหารเสริมเหล่านี้เหมือนคนบ้าง สุขภาพของพวกเขาจะดี มีความเป็นอยู่ที่ดีเหมือนมนุษย์อย่างเรา ๆ  แล้วความเข้าใจเรื่องห่วงโซ่อาหารมันจะส่งผ่านต่อกัน เป็นทอด ๆ จาก กระเทียม ไปสู่สัตว์เลี้ยง(เนื้อสัตว์) แล้วก็ส่งผ่านมายังคนในที่สุด รวมทั้งหลังจากออกจากคนไปสู่จุลย์ชีพผู้สลายในห่วงโซ่อาหารสุดท้าย มองทั้งกระบวนการก็ล้วนแล้วแต่มีสุขภาพดี ๆ กันถ้วนหน้ากันทั้งนั้น คิดว่าความคิดแบบนี้ก็ย่อมจะเป็นการดีกับการดำเนินชีวิตของทุก ๆ ชีวิตในที่สุดครับ ชวนเชิญนะครับ ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายแต่ผลตอบแทนคาดหวังว่ามันต้องดีแน่ ๆ ครับ