กฏหมายบ้านเมืองไพ

เบื้องต้น  ผมคงต้องกล่าวถึงที่มาของกฏหมายฉบับนี้  เพราะมีกัลยาณมิตรรุ่นน้องเป็นผู้เอื้อเฟื้อข้อมูลแก่ผม  ซึ่งน้องเป็นคนพื้นที่  ณ  จังหวัดอุดรธานีนั้น  ผมเคยไปทำความรู้จักมาหลายหน  ทั้งทางด้านวรรณกรรมสื่อความคิด  กิจกรรมสังคม  นั้นต้องเรียกว่ามีความลุ่มรวยทางเอกลักษณ์วัฒนธรรม  หนึ่งในภาพแทนดังกล่าวนั้น  ถึงพร้อมแล้วในกัลยาณมิตรของผมผู้นี้  จิตรกร  หันจางสิทธิ์  รุ่นน้องเอกภาษาไทย  เป็นผู้มอบต้นฉบับให้ผม  และร่วมกันชำระในขณะนี้

    กระบวนความที่ได้พบในตัวบทนี้  กล่าวถึงการกระทำความผิดของคนในสังคม  ซึ่งสมัยนั้นมีการแบ่งแยกฐานะหรือชนชั้นทางสังคมอย่างชัดเจน  จึงทำให้ผู้รับโทษและบทลงโทษมีความหลากหลายและชัดเจน  ส่วนผู้ลงโทษหรือผู้ถือกฏหมายนั้น  เปิดโอกาสให้มีการปกครองกันเองในส่วนท้องถิ่น  โดยท่านอ้างว่า  "สิทธิการจักกล่าววินัยฮอมเป็นธรรมชาติผู้มีผญาเพิงฮู้ตามวินัยนั้นเทิน"  ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าผู้เสียหายจะไปฟ้องร้อง ณ ที่ใด  อันมากแล้วนั้นมักไปที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน  ไม่เช่นนั้นก็เป็นเฒ่าแก่ผู้รู้หนังสือ และหลักการทางวินัยนี้

    การลงโทษทางกฏหมายฉบับนี้  แยกเป็นกฎหมายประชาชนและวินัยสงฆ์  ซึ่งตอนแรกนี้กล่าวถึงกฏหมายสังคมก่อน

กฏหมายประชาชนแบ่งคนในสังคมออกเป็นดังนี้

      1.  ขุนนางผู่ใหญ่  เรียกว่า  เสนาอามาตย์/กุมมา/เสนาผู้ใหญ่

      2.  ขุนนางระดับรอง  เรียกว่า  ขุนนาง

      3.  เจ้าขุน

      4.  เจ้าโคตร

      5.  เฒ่าแก่

      6.  ไพ  หรือ  ไพร่

      7.  ไพร่น้อย

      8.  ภิกขุ  จะกล่าวต่อไปในโทษพระ

      9.  ข้าราชการ

      10.  พ่อค้า

      11.  ชาย  และ  หญิง  กล่าวตามเครือญาติ

      12.  ข้อย/ข่า  ชนชั้นต่ำในสังคม

    บทลงโทษนั้นมีคำเรียกความผิดนั้น  ว่า  "ปารชิก"  เรียกการเอาผิดว่า  "เอาโทด"   ส่วนชื่อบทลงโทษนั้น  ได้แก่  โทษปรับ  โทษไหม  เอาออก(ถอดลงเป็น)  โทษฆ่า  ใส่คุก  โทษตี  ขาย (กรณีพ่อแม่ขายลูกไม่ดีเอาเงินมาซื้อกิน)  ของมีค่าที่นำมาชดใช้นั้น  เป็นต้นว่า  เบี้ย  (หน่วยเป็นบาท/ตำลึง/สลึง)  คำ  (หน่วยเป็นบาท/ตำลึง)  ควาย (สรรพนามว่า ตัว)  เพิ่ง (คือ  สีผึ้ง  นิยมจำนวนพัน)

 

                       ส่วนรายละเอียดแต่ละกรณีนั้น  วันหน้าจะนำเสนอต่อครับ

                                                สวัสดี