2สค.52

ดิฉันเพิ่งกลับจากสวนสันติธรรมหลังจากไปอยู่วัด 2 คืนโดยเราไปศุกร์บ่าย กลับอาทิตย์เช้าค่ะ

ก่อนไปดิฉันรีบไปสระผมที่ร้านข้างบ้าน    ช่างถามว่าคุณหมอไปปฏิบัติธรรม ทำอะไรบ้าง??

 ดิฉันก็บอกไปหัดดูกายดูใจของเราเพื่อฝึกสติ   เมื่อเรามีสติตัวจริงเราจะรู้ตัวตนของเรา   ฝึกไปนานๆสติจะเกิดบ่อยจนเราเห็นไตรลักษณ์ของทั้งกายและใจว่าไม่ใช่ตัวตนของเรา   เราไม่สามารถบังคัยกายและบังคับจิตเราได้จริง   เห็นนานๆเข้าเราก็ไม่ยึดถือกายยึดถือจิต   ทำให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ซึ่งเกิดมาจากการยึดกายยึดจิตว่าเป็นของเรา      และที่ไปก็เพื่อให้ท่านแนะนำในการปฏิบัติเพราะเราอาจจะทำผิดๆโดยไม่เข้าใจวิธีการ 

ครั้งนี้เราเจอเพื่อนจากฮ่องกงที่เป็นคนไทย 2 คน ที่บินมาปฏิบัติธรรมโดยมาทดแทนครั้งที่แล้วจากสนามบินถูกยึดทำให้เสียสิทธิ์    เผอิญคุณธนาช่วยดูแลวันว่างทดแทนให้ก็เลยได้มา

อีก2คนเป็นหญิง   ดิฉันไม่กล้าซักมากเพราะเกรงใจเพราะบางคนไม่ค่อยอยากคุยกับใคร (คงกลัวฟุ้งซ่าน   )

มาครั้งนี้ดิฉันกับสามีเดินจงกรมประมาณ2ชั่งโมงก่อนเข้านอนโดยเราจะมาเดินที่บริเวณที่จอดรถสลับกับบริเวณหน้าศาลาหลังรูปปั้นหลวงปู่ดูลย์ตั้งแต่6โมงเย็นโดยเดินบ้างพักบ้าง

ในวันแรกคุณชัยณรงค์ไม่บ่นเหนื่อยเลย   ในคืนวันเสาร์บ่นเหนื่อยทำให้ดิฉันรีบพาไปพัก( อายุ65แล้วค่ะ   กลัวหัวใจวาย ขายหน้าหมอและวัด      เวลาเราเดินลงบันไดจากหน้าศาลาลงมาที่จอดรถเราต้องระวังเพราะกลัวตกบันไดเนื่องจากไม่มีแสงไฟ    เราต้องใช้แสงจันทร์แทนและไฟฉาย   กลัวเป็นข่าวด้วยค่ะ )    

หลวงพ่อให้ส่งการบ้านวันแรก    ดิฉันเรียนว่าสติเกิดระหว่างวันมากขึ้น      (เมื่อก่อนมักหลงไปทั้งวัน  นึกได้ก็ช่วงเย็น )   และเรียนท่านครั้งนี้ว่าเดินจงกรมได้นานขึ้นเพราะเดินเหมือนคนธรรมดาแต่ระหว่างเดินให้รู้กายบ้างรู้จิตที่หลงไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้บ้างโดยแค่รู้    ไม่อยากให้หายหลงคิด        ดิฉันถามท่านว่าดิฉันพัฒนาขึ้นหรือไม่เพราะดูตัวเองไม่ออก

ท่านบอกว่าดิฉันพัฒนาขึ้น      ท่านสอนว่าจิตของเราเดี๋ยวหลงไปคิด เดี๋ยวหลงไปดู เดี๋ยวร้องเพลงในใจ เดี๋ยวโกรธ  เดี๋ยวโลภ เดี๋ยวหลง    บังคับไม่ได้จริง   เมื่อเรารู้บ่อยๆก็จะแยกกายซึ่งเป็นรูป  จิต  ความรู้สึกต่างๆที่เป็นนาม   ต่อไปเราจะทุกข์น้อยลง    เวลาเราเจอสภาวะความทรมานกายจากโรคภัย      เราจะทุกข์น้อยลงเพราะจะไม่รักกาย   จะเห็นกายก็ส่วนหนึ่ง   ความเจ็บปวดก็อีกส่วนหนึ่ง  จิตก็ส่วนหนึ่ง    แต่ไม่ใช่ฝึกเพื่อไม่ให้เจ็บปวด    ความปวดยังมีเหมือนเดิม   แต่ไม่ยึด

 ท่านให้กำลังใจสามีดิฉันว่าจิตตื่นแล้วและปฏิบัติได้ดี   และเตือนให้หมั่นรู้กายใจเพราะเราไม่ทราบอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา    อนาคตเป็นของไม่แน่นอน     ให้หมั่นทำสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน    ( ไม่ใช่จะมาวัดก็รีบทำเพื่อส่งการบ้าน )

ผู้มาอยู่วัดอีก4ท่าน   บางคนก็ปฏิบัติได้ดีท่านก็ให้รู้จิตรู้กายต่อไป       บางคนก็เพ่งมากไปเพราะติดการทำสมรรถะ    ท่านให้นั่งสมาธิให้ดู        ท่านทักว่าไม่ให้เพ่ง     สมรรถะได้ประโยชน์แต่อาจไม่พ้นทุกข์เพราะต้องฝีกให้เกิดสติด้วย ( สติที่รู้กายรู้จิต  ไม่ใช่สติที่เราใช้ทำงานธรรมดา )  

ในวันอาทิตย์ปกติจะเปิดให้คนมาฟังธรรม      แต่อาทิตย์นี้ปิดวัดเพราะหลวงพ่อขอสอนกลุ่มกรรมการและกลุ่มวิทยากร(  ดิฉันคาดเดาจากกลุ่มที่เห็นคือกลุ่มวิมุตดอทเนท และเห็นกลุ่มที่เป็นกรรมการวัด และบางส่วนเป็นวิทยากรของกฟผ. )

ก่อนกลับเพื่อนพระป๋องหลายคนทักทาย    เป็นกลุ่มที่รู้จักก่อนหลวงพ่อบวชและมาช่วยงานท่าน   

2คนที่เข้ามาคุย คือ ดร. บิ๊ก อาจารย์จากคณะวิศวะเกษตร    และดร. นุก  สอนวิศวะที่ธรรมศาสตร์  (ไม่รู้ชื่อจริงค่ะ  )  

 นุกเคยสอนที่มหาวิทยาลัยชินวัตรพร้อมพระป๋องก่อนไปเรียนที่อเมริกาเข้ามาทักทาย   ( เข้าใจว่าเป็นกลุ่มหลวงพ่อเรียกสอนพิเศษ   )

 ดิฉันเห็นประกาศของวัดเกี่ยวกับการป้องกันไข้หวัดใหญ่2009 ที่ติดไว้หลายที่ในวัดพร้อมแจกหน้ากากอนามัยและมีเจลล้างมือก่อนเข้าห้อง   จึงถ่ายมาให้ดูค่ะ     ทุกคนที่เข้าฟังธรรมต้องใส่หน้ากากอนามัยค่ะ    

2สัปดาห์ก่อน   พระป๋องโทรมาปรึกษาโยมแม่เรื่องนี้   เอกสารลูกศิษย์กลุ่มแพทย์คงช่วยกันทำค่ะ

  ดิฉันเห็นส่วนใหญ่ก็เชื่อฟัง   มีน้อยที่ไม่ใส่ค่ะ

ก่อนสมาชิกกลุ่มพิเศษของหลวงพ่อจะมาเข้าห้องค่ะ   ดิฉันถ่ายให้เห็นบรรยากาศของศาลาที่พวกเราฟังธรรม   ทางซ้ายเป็นมุมสอนพระ    ช่วงบ่ายๆเรามักมานั่งสมาธิและเดินจงกรมที่นี่เพราะห้องเย็นดีค่ะ

 

แม่บ้านชาวพม่าที่หลวงพ่อจ้างครูภาษาไทยมาสอนนั่งอ่านหนังสือธรรมะหลังจากช่วยกันขนอาหารเข้าห้องเพื่อถวายพระ    ดิฉันถามว่าเรียนถึงชั้นใหน      เธอตอบประถมสองแต่อ่านหนังสือธรรมคู่ธรรมเดี่ยวของหลวงพ่อได้

 

ไปวัดครั้งนี้ดอกไม้หน้าศาลาและในบริเวณวัดสวยขึ้นมากและเพิ่มขึ้นมากจากฝนตกและการปลูกเพิ่มค่ะ

 ภาพนี้จากหน้าศาลา

ถ่ายก่อนกลับบ้านวันอาทิตย์เช้า       ก่อนเข้าศาลาส่งการบ้านหลวงพ่อ   

 

ดิฉันมาเดินจงกรมแถวๆองค์พระและที่จอดรถเพราะถนนกว้างดี  เมื่อยก็มานั่งบริเวณหน้าศาลา       หายเมื่อยก็ไปเดินต่อ 

ท่านไม่ให้จดเวลาฟังค่ะ   ดิฉันเล่าจากความจำเหมือนเรื่องเล่า   ถ้าใครเป็นลูกศิษย์ท่านเห็นที่ใหนผิดก็กรุณาเพิ่มเติมและแก้ไขด้วยก็จะเป็นพระคุณค่ะ