น่าเสียดายมากเลยครับ คนที่บันทึก และบันทึกได้มาก ตีพิมพ์มาก กลับเป็นคนที่ส่วนใหญ่ทำงานแค่เสร็จ ไม่ “สำเร็จ”

ตั้งแต่ผมทำงานมากว่า ๓๐ ปี ก็ถือว่าได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอจะแยกแยะระหว่าง “เสร็จ” กับ “สำเร็จ” ออกจากกันได้พอสมควร

ผมยอมรับว่าระยะแรกๆ ได้ทำงาน “เสร็จ” ก็พอใจแล้ว

แต่พอระยะต่อมา แค่ “เสร็จ” ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่

มีกิเลสมากขึ้น อยากเห็นความ “สำเร็จ” ของงานที่ทำ เพื่อความภาคภูมิใจในตัวเอง และเวลาไปคุยกับใครก็มีโอกาสได้รับการยอมรับมากขึ้น

เพราะสังคมภายนอกวงวิชาการ หรือสถาบันการศึกษานั้น เขาชื่นชมกับเราที่ความ “สำเร็จ” มากกว่า “เสร็จ” เฉยๆ

เช่นเวลาไปแนะนำตัวให้คนรู้จัก เขาน่าจะอยากได้ยินว่า

ผมได้สร้างสรรค์อะไรให้กับสังคม

มากกว่าที่จะแค่บอกว่า สอนสิบวิชา วิจัยร้อยโครงการ ตีพิมพ์ห้าร้อยเรื่อง ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ เป็นกรรมการระดับชาติสามสิบคณะ มีลูกศิษย์ปริญญาตรี โท เอก กว่าสามหมื่นคน

ที่ฟังดูแล้ว อาจมีคนถามว่า “แล้วไง??”

ทุกคนพอเดาได้ว่าคนพูดน่าจะได้อะไร

แต่ “สังคมได้อะไร”

จุดนี้เองที่ทำให้ผมคิดว่า เราน่าจะค้นหาเส้นทางแห่งความ “สำเร็จ” มากกว่าทำแค่ “เสร็จๆ”

ผมบังเอิญโชคดีไปทำงานในวงจรของความ”สำเร็จ” ที่อยู่ในระบบเครือข่ายปราชญ์ทั้งในภาคอีสานและประเทศไทย ที่ใช้ความสำเร็จนำทางแห่ง “ศักดิ์ศรี” อยู่กับความจริง

คนเหล่านี้เป็นผู้ที่ทำงานสำเร็จ ทั้งในระดับตัวเอง ครอบครัว ชุมชน และเครือข่าย ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบของ “ความสำเร็จ” ที่ตัวปลอม หรือ คนที่ไม่จริง จะอยู่ไม่ได้ อยู่ได้ก็ไม่นาน

จุดนี้เอง ทำให้ผมเริ่มมีจินตนาการว่า วัฒนธรรมกระดาษเปื้อนหมึก พัฒนาการมาจากอะไร

ผมเริ่มคิดไปถึงผู้รู้สมัยโบราณทั่วโลก ที่ทำงานจน “สำเร็จ” เป็นรูปธรรม ก็เลยบันทึกไว้เป็นหลักฐานให้คนอื่นรู้ และเรียนรู้ต่อยอดกันไป

ที่ปราชญ์ของไทยส่วนใหญ่ยังเดินไปไม่ถึงขั้นนั้น ส่วนใหญ่ก็แค่ความสำเร็จในงาน การบันทึกมีน้อยมาก

จึงเป็นที่มาของการกระตุ้นให้คนที่ทำงาน “สำเร็จ” บันทึกให้คนอื่นได้รับรู้

แต่น่าเสียดายมากเลยครับ คนที่บันทึก และบันทึกได้มาก ตีพิมพ์มาก กลับเป็นคนที่ส่วนใหญ่ทำงานแค่เสร็จ ไม่ “สำเร็จ

โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงาน "ที่สำเร็จ" ผมเพียงไม่เห็นด้วยกับการชิงสุกก่อนห่าม กับงานที่ทำแบบ "เสร็จๆ แต่ใช้ประโยชน์อะไรยังไม่ได้ มาเป็นตัวชี้ว้ด ความ "สำเร็จ"

ที่ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า “ถูกแย่งซีน”

นี่น่าจะเป็นที่มาของวัฒนธรรมกระดาษเปื้อนหมึก ที่ลุกลามมาจากต่างประเทศ จนมาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะในการพิจารณาผลงานและการให้ทุนโดยแหล่งทุนต่างๆทั้งใน และต่างประเทศ ก็ใช้วัฒนธรรมนี้อย่างโงหัวไม่ขึ้น

และกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ที่ “บิดเบือน” มาจากการพัฒนาการที่ถูกต้องในอดีต ที่ควรจะใช้เฉพาะคนที่ทำงาน “สำเร็จ” แล้วเท่านั้น

นี่คือสิ่งที่น่ากลัวในปัจจุบัน ที่เป็นปัญหาของทั้งโลกเลยครับ

แต่ผมเชื่อว่า วันหนึ่งเราคงจะคิดได้ และหาทางออกได้ แต่วันนี้ เราจมปลักอยู่กับเรื่องนี้

ทรัพยากรมนุษย์ที่ “ค่อนข้างดี” ถูกนำไปใช้เพื่อผลิตกระดาษเปื้อนหมึกแข่งกัน

แล้วก็อ้างกันไปอ้างกันมา จนป่าก็หมด ไม้ไผ่ทำกระดาษก็หมด

จน “ต้นกระดาษ” เต็มประเทศไปหมด ก็ยังไม่พอใช้

เราจะหลงทางแบบนี้อีกนานไหมครับ