การศึกษาไม่มีที่สิ้นสุด

1) การศึกษาเป็นเรื่องใหญ่

การศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของความเป็นมนุษย์ คนทุกคนจะได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ได้ ก็ต้องอาศัยการศึกษา มนุษย์แปลว่า คนผู้มีใจสูง ใจดี จะเป็นดังนี้ได้ก็ด้วยการศึกษา

ปัจจุบัน ประเทศไทยเราสนใจเรื่องการศึกษามากขึ้น มีการกำหนดเป็นตัวบทกฎหมายเฉพาะมีการวางรูปแบบการศึกษาออกเป็นแบบต่างๆ มีแบบที่เป็นทางการ ไม่เป็นทางการ และตามอัธยาศัย คือ เรียนกันอย่างเป็นทางการจริงจังก็ได้ ใครที่สนใจช่วยกันจัดช่วยกันทำก็ได้ เรียนด้วยตนเองตามความสะดวกก็ได้ ที่สำคัญ คือ ต้องเรียนกันตลอดชีวิต

ตามหลักคิดของพุทธศาสนา หรือของพระพุทธเจ้า การศึกษา คือ การพัฒนาชีวิต คือ 4 การพัฒนาชีวิตของแต่ละคนให้ดีขึ้น เจริญขึ้นในทุกๆ ด้าน

โดยปกติ ชีวิตคนแบ่งได้เป็น 2 ด้านหลัก คือ ด้านกายและด้านใจ ใน 2 ด้านนี้ ขยายออกด้านละ 1 ก็ได้เป็น 4 ด้าน คือ ด้านกาย บวก ด้านสังคม คือ ความสัมพันธ์กับบุคคลหรือสิ่งภายนอกกาย และด้านใจหรือจิตบวกด้านจิตวิญญาณ คือ สติปัญญา ดังนั้น การพัฒนาชีวิตคนจึงต้องพัฒนาทั้ง 2 ด้าน หรือ 4 ด้านนี้ให้เจริญ คือ กายเจริญ สังคมเจริญ จิตเจริญ จิตวิญญาณเจริญ เรียกกันง่ายๆ ว่า กินเป็น อยู่เป็น คิดเป็น และรู้เป็น คนที่กินเป็น อยู่เป็น คิดเป็น และรู้เป็นนั้นแหละเรียกว่าผู้เจริญ ยกตัวอย่างในหลวงของเราเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทย ก็เพราะท่านได้พัฒนาชีวิตของท่านให้เป็นคน กินเป็น อยู่เป็น คิดเป็น และรู้เป็น

พระพุทธเจ้า ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลตัวอย่างชั้นยอดก็เพราะท่านได้พัฒนาพระองค์เองทั้งกายและใจในทำนองเดียวกันนี้ จนรู้แจ้งในทุกสิ่ง โดยเฉพาะรู้ ความทุกข์และรู้วิธีดับทุกข์ จนจัดการกับทุกข์ที่พระองค์ประสบลงได้ และทรงเชิญชวนให้เราเรียนรู้วิธีดับทุกข์ที่พระองค์ค้นพบด้วย เราจึงเคารพนับถือพระองค์กันจนถึงวันนี้

การศึกษาจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดสำหรับชีวิตคน เพราะช่วยทำคนให้เป็นมนุษย์ และเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบได้


(2) ระดับการศึกษาของคน

คนเราเกิดมาเพื่อการศึกษา หรือเพื่อการพัฒนาก็ได้ เพราะธรรมชาติให้ทุนคือศักยภาพในการเรียนรู้มาให้ค่อนข้างพร้อมและสูง ทั้งด้านกายและใจ ให้ตาหู เป็นต้น ซึ่งเป็นด้านกายมาทำหน้าที่รับเรื่องราวต่าง ๆ จากภายนอก มี รูป เสียง เป็นต้น ให้ใจหรือจิตเป็นผู้รับเรื่องมาคิด นึก และให้จิตวิญญาณมาเป็นผู้วินิจฉัยและตัดสินว่า ให้ทำให้พูดให้คิดว่าจะทำอะไร อย่างไร เมื่อใด ที่ไหน...

แต่การจะพูด ทำ คิด อะไรถูกต้องหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่จิตและจิตวิญญาณรับเข้าไปสั่งสมไว้นั่นเอง จิตที่รู้แจ้งว่าอะไรเป็นอะไร เป็นจิตที่มีปัญญา จิตที่มีปัญญาจะสามารถตัดสินใจทำอะไรได้ถูกต้อง และดีงามได้เสมอดังนั้น จุดสูงสุดของการศึกษาจึงอยู่ที่การพัฒนาจิตให้มีปัญญา

ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ให้ทัศนะไว้ว่า การศึกษาเรียนรู้มี 3 ระดับ จึงจะได้ชื่อว่าการศึกษาสมบูรณ์ และจะเป็นชีวิตที่สมบูรณ์

ระดับแรก การรู้หนังสือ คือ การเรียน ก ข ค ง จนอ่านออก เขียนได้ ใช้ประโยชน์ได้ อ่านหนังสือได้ เขียนหนังสือในภาษาที่มนุษย์ใช้อยู่อย่างน้อยในภาษาของตน ๆ ได้ เช่น คนไทยอ่านเขียน พูด ภาษาไทยได้

ระดับสอง การรู้วิชาชีพ คือ เรียนรู้วิธีการทำงานเพื่อประกอบอาชีพอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เช่น เป็นครูได้ เป็นทหารได้ เป็นตำรวจได้ เป็นชาวนา เป็นชาวสวนได้ สามารถทำกิจกรรมนั้น ๆ เพื่อมีเงินซื้อสิ่งของมาแลกเปลี่ยนปัจจัยในการดำรงรักษาชีวิตของตน ๆ ให้มีชีวิตอยู่รอดได้ เลี้ยงครอบครัว แม้กระทั้งญาติพี่น้องได้

ระดับสาม การเรียนรู้เพื่อความเป็นมนุษย์ คือ เรียนรู้วิธีที่จะพัฒนาตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นให้เป็นผู้มีใจสูง มีใจดี มีคุณธรรมจริยธรรมประจำใจ สามารถพัฒนาความรู้ ความคิด จนเข้าใจความจริงว่าอะไรเป็นอะไร สามารถยกระดับความต้องการความสุขโดยการเสพวัตถุ มาต้องการความสุขโดยอาศัยความสงบของกายใจ

การแบ่งระดับการศึกษาเป็น 3 ระดับ ดังกล่าวนี้ ชี้ให้เห็นว่า

1) การศึกษา คือ ชีวิต
2) การศึกษา คือ กระบวนการพัฒนาชีวิต
3) การศึกษา คือ ที่มาของความเป็นมนุษย์ระดับสูงสุด

ผู้ขาดการศึกษา จึงมีค่าน้อย มีฐานะเทียบเท่าสัตว์ทั่วไป หรือบางคนอาจจะต่ำกว่าสัตว์บางชนิดเสียอีก คือ ทำลายตนเองและผู้อื่นได้อย่างเลือดเย็น เห็นแก่ตัวจนน่ารังเกียจ เป็นต้น

ระดับการศึกษาที่ว่านี้ มิใช่ระดับการศึกษาที่คนทั่วไปรู้จักที่รัฐเป็นผู้จัดแบ่งและดำเนินการให้การศึกษาอยู่ ระดับที่รัฐจัดที่จริงก็แบ่งได้ 3 ระดับเหมือนกัน คือ ระดับประถม ระดับมัธยมและระดับอุดม คือ ระดับต้น ระดับกลางและระดับสูง แต่ในเนื้อหาจะเน้นอยู่ที่ 2 ระดับ คือ ระดับต้นและระดับกลาง ซึ่งเทียบกับระดับรู้หนังสือ และรู้วิชาชีพ ส่วนระดับอุดม ซึ่งเป็นระดับที่เรียนรู้เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้น เรายังทำได้ไม่ดีพออาจจะเรียกว่าไม่ถึงก็ได้ และที่สำคัญ คือ ผู้จะเข้าเรียนระดับอุดมศึกษานั้น ยังมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนคนของเรา เช่น ในที่ประชุมนี้ ก็มีผู้ได้เรียนถึงระดับอุดมศึกษาอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ได้เรียนชั้นประถมรองลงมาอาจเป็นมัธยม

แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด เพราะการจะเรียนให้ถึงขั้นพัฒนาความเป็นมนุษย์นั้น ทุกคนสามารถเรียนด้วยตนเองได้ เพียงให้ตั้งใจเรียน และทำตามเงื่อนไขที่พระสอน คือ ให้คบบัญฑิต ให้ใช้ความคิด และให้ใช้ปัญญา เพราะการคบบัณฑิตซึ่งหมายถึงผู้มีวิชาและจรณะที่ดี จะมีโอกาสได้ฟังสิ่งดีจากเขา เช่น การไปฟังเทศน์ ฟังธรรมจากพระสงฆ์ที่มีวิชาจรณะที่ดีก็จะได้รู้สิ่งดีมีประโยชน์ แล้วนำมาคิดต่อคิดตามปฏิบัติตาม เช่น เราไปเรียนรู้เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา แล้วเราก็กลับมาคิดตาม และทำตาม เราก็จะพัฒนาตนเองให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิมได้

เราพูดดี ทำดีขึ้นกว่าเดิม
เราคิดดี นึกดีขึ้นกว่าเดิม
เรารู้ดี เข้าใจอะไรดี กว่าเดิม

หากความดีทั้ง 3 ส่วนนี้เกิดขึ้นที่กายใจเรา นั่นแสดงว่าเราได้ศึกษา ได้เพิ่มระดับการศึกษาของเราให้สูงขึ้นกว่าเดิม แล้วระดับหนึ่ง ถ้าทำบ่อยๆ ก็จะเพิ่มบ่อยๆ ทำต่อเนื่องนานๆ ก็จะเพิ่มมากและจะสมบูรณ์มากขึ้น จนถึงขั้นอุดมศึกษาจริงๆ คือ เข้าถึงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์