“ลุงกอบ”

                ความร้อนจากแสงแดดยังแผดเผาถึงช่วงบ่ายแล้ว ระหว่างขับรถจักรยานยนต์ฉันถึงกับปล่อยมือข้างหนึ่งเพื่อปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเต็มไปทั่วใบหน้า ความอบอ้าวภายใต้หมวกกันน๊อกทำให้รู้สึกอึดอัดจนศีรษะแทบระเบิด รถค่อยวิ่งบนเส้นทางที่ขรุขระเห็นถนนที่ขนาบไปด้วยต้นไม้ทั้งสองฝั่งทอดยาวโค้งไปสู่จุดหมาย

                ใช่โค้งนี้หรือเปล่าละ....ที่หมอโจ๊กเคยเล่าให้ฟังที่ลุงกอบเกิดอุบัติเหตุก่อนนี้ ฉันเคยได้ยินเรื่องราวของลุงกอบจากเจ้าหน้าที่คนอื่นๆโดยเฉพาะจากหมอโจ๊ก เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยซึ่งสนิทกัน ส่วนตัวฉันนั้นแม้จะได้มีส่วนช่วยลุงกอบอยู่ห่างๆ วันนี้ในฐานะเจ้าหน้าที่ทีมเยี่ยมบ้านของโรงพยาบาลชุมชน ฉันต้องมาปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยในทุกบ่ายวันศุกร์ เพื่อติดตามอาการและตรวจคนไข้ทางสถานีอนามัยนัดหมายไว้ภายหลังการรักษาตัวที่โรงพยาบาล รวมถึงออกเยี่ยมคนไข้ในบางคราวและคนไข้ที่ฉันจะออกไปเยี่ยมคือ ลุงกอบ

                หมอโจ๊กเคยเล่าเหตุการณ์ในวันที่ลุงกอบประสบอุบัติเหตุว่า วันนั้นเป็นวันหยุดเป็นวันเสาร์ผมไปเยี่ยมญาติแถวบ้านลุงกอบ ขากลับก็ขับรถมาตามปกติพอผมขับมาถึงทางโค้งก่อนถึงสถานีอนามัยไม่ไกลนักก็เห็นรถลุงกอบแกขับรถมาจากตัวเมืองจังหวัดกับเพื่อนชนประสานกันระหว่างรถจักรยานยนต์ปรากฏว่าอีกคันตกท้องร่องไม่เป็นไร ส่วนรถจักรยานยนต์ของลุกกอบและเพื่อนซึ่งเป็นรถเก่าพังยับเยิน ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์รีบนำลุงกอบและเพื่อนไปส่งโรงพยาบาลอำเภอเคราะห์ดีที่เพื่อนไม่เป็นอะไรมากบาดเจ็บเล็กน้อย แต่สำหรับลุงกอบซึ่งเป็นคนขับแพทย์ต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลจังหวัด เพราะไม่เพียงร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัสกระดูกต้นขาหักและมีบาดแผลที่บริเวณศีรษะ ลุงยังมีอาการทางสมองโดยไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเจ็บปวดอีกด้วยทำให้ต้องนอนรักษาตัวอย่างไม่ได้สติที่ห้องไอซียูนาน 1 เดือนเต็ม เคราะห์ดีที่ร่างกายยังมีปฏิกิริยาอยู่บ้าง

จนล่วงเดือนที่ 2 ลุงกอบเริ่มลืมตาขึ้นแต่ยังไม่แสดงอาการรับรู้อะไร เนื่องจากสมองได้รับความกระทบกระเทือน นอกจากนี้ยังมีอาการแขนขาอ่อนแรงอีกด้วย อย่างไรก็ตามลุงก็พ้นขีดอันตราย แพทย์จึงย้ายลุงมารักษาตัวต่อที่หอผู้ป่วยปกติ ช่วงนี้ลุงกอบเริ่มจำคนที่รู้จักได้บ้าง ในระหว่างนั้นหมอโจ๊กและทีมงานสถานีอนามัยได้มาเยี่ยมลุงกอบในฐานะคนรู้จักหลายครั้ง รวมทั้งให้กำลังใจแก่ยายต้อยภรรยาของลุงกอบ

 

 

ยายต้อยเป็นหญิงกลางคน อายุราว 50 ปี รูปร่างผอมสูง ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยกร้านแดดจากการทำงานในไร่ ลุงกอบและยายต้อย ได้เข้ามาบุกเบิกทำไร่ทำสวนในตำบลห้วยลึก อำเภอ       บ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ตั้งแต่เมื่อ20 กว่าปีก่อน แก่มีลูกด้วยกัน 2 คน ผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้ชายคนหนึ่ง  หลังจากรักษาตัวที่โรงพยาบาลนาน 2 เดือน แพทย์ก็อนุญาตให้ลุงกอบกลับบ้านมาพักฟื้นต่อที่บ้าน ตอนนั้นลุงอยู่ในสภาพที่ต้องใส่สายยางให้อาหารและสายสวนปัสสาวะ รวมทั้งแผลกดทับที่บริเวณก้นกบด้วย โดยทางโรงพยาบาลได้ออกใบส่งตัวมายังสถานีอนามัยซึ่งอยู่หากจากบ้านของลุงประมาณ 500 เมตร ให้ช่วยดูแลต่อ ยายต้อยทุ่มเทดูแลลุงกอบอย่างเต็มที่ด้วยสมองและหัวใจ ยายเริ่มจดบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาของลุงในทุกระยะตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยขยับแขนขาหรือเริ่มส่งเสียงได้ ไม่เพียงการจดบันทึกเท่านั้น สิ่งไหนที่เจ้าหน้าที่แนะนำว่าดียายจะปฏิบัติตามทุกอย่าง ทั้งการนวดเท้า ยกแขนขา หรือพยุงร่างของลุงลุกขึ้น โดยไม่มีการเบื่อหน่ายแม้แต่น้อย สำหรับเพื่อนๆในหมู่บ้านต่างก็แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนและมาพูดคุยกับลุงกอบอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่ายังไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆจากลุงกอบ นอกจากแววตาที่รับรู้ว่ามีคนมาหาก็ตาม แต่เพื่อนบ้านทุกคนก็ไม่ย่อท้อยังคงพยายามมาพูดคุยกับลุงอยู่ตลอดเวลา ทุกคนยังร่วมจัดงานวันเกิดเล็กๆให้แก่ลุง ด้วยความหวังว่าการกระทำแบบนี้เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้ลุงกอบสามารถจดจำบุคคลและเรื่องราวต่างๆในชีวิตได้ ฉันฟังเรื่องราวเหล่านี้ด้วยความอิ่มใจและรู้สึกปลื้มใจแทนลุงกอบที่มีคนรอบข้างรักและทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่เพื่อให้ลุงกอบกลับหายเป็นปกติได้ ทว่าแม้จะมีแรงใจคอยสนับสนุนเพียงใดก็ตามปัญหาต่างๆใช่ว่าจะหมดไปเมื่อถึงฤดูทำไร่ ยายต้อยจะไม่สามารถนั่งปรนนิบัติลุงกอบได้อย่างทั้งวัน โชคดีปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างทันที เมื่อครอบครัวของลุงกอบได้ตกลงจ้างหญิงสาวชื่อจันทร์เพ็ญมาช่วยดูแลลุงกอบแทนยายต้อยที่ต้องออกไปทำไร่

จันทร์เพ็ญเป็นเด็กสาวที่เติบโตในหมู่บ้านและคอยดูแลคนชราในหมู่บ้านที่เป็นญาติของลุงกอบมาแล้ว 2 คน ดังนั้นเรื่องความระมัดระวังเป็นที่ไว้ใจได้ นอกจาก การดูแลและเยี่ยมเยียนจากทีมเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้อาการของลุงกอบดีขึ้นเรื่อยๆ โดยทั้งหมอโจ๊กและเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกับไปดูแลลุงกอบเป็นประจำทุกวันในช่วงสายที่ว่างจากการรักษาคนไข้ พวกเขาไม่รู้สึกรำคาญใจสักครั้ง ฉันฟังแล้วอดชื่นชมในจิตใจของเพื่อนร่วมสาขาอาชีพผู้นี้มิได้ นับเป็นโชคดีของหมู่บ้านที่มีทีมดูแลมีความทุ่มเทต่อการให้บริการผู้ป่วยขนาดนี้ หากครั้งใดที่เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยไม่มั่นใจถึงวิธีการรักษาก็จะประสานเพื่อขอคำปรึกษาจากแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลบ้านลาด ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอเป็นระยะ โดยเฉพาะหมอโจ๊กที่คอยดูแลลุงกอบเป็นประจำนั้น มักนำเรื่องของลุงมาปรึกษาฉันซึ่งมีประสบการณ์ด้านเวชปฏิบัติครอบครัวอยู่เสมอแม้ปัญหาเรื่องคนเฝ้าไข้จะคลี่คลายเนื่องจากได้จันทร์เพ็ญมาดูแลแต่อีกปัญหาหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาจนได้ เรื่องเริ่มขึ้นในเย็นวันหนึ่ง เมื่อหมอโจ๊กได้รับโทรศัพท์จากจันทร์เพ็ญ ลุงกอบเริ่มมีไข้และหนาวสั่นตลอดเวลาทำให้เขาต้องรีบไปหาเธอที่บ้านทันที ตอนนั้นลุงกอบมีอาการหนาวสั่น ตัวร้อนจนหน้าแดง ปวดศีรษะและกินข้าวไม่ได้ จันทร์เพ็ญยังรายงานว่าลุงกอบมีอาการปัสสาวะกะปริบกะปอยมาได้ 1 วัน หลังจากการตรวจปัสสาวะของลุงหมอโจ๊กสันนิษฐานว่าลุงกอบมีอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบต้องพาไปโรงพยาบาลทันที่เพื่อให้หมอตรวจอาการอย่างชัดเจน  ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องอาการของโรคแต่เป็นปัญหาเรื่องทัศนคติของลุงกอบที่มีต่อโรงพยาบาลต่างหากเพราะแค่ได้ยินว่า โรงพยาบาลลุงก็รีบหันหน้าหนีพร้อมส่ายศีรษะเต็มแรง ปากส่งเสียงออกมา หมอโจ๊กเดาได้ทันทีว่าลุงไม่อยากไปโรงพยาบาลอีกแม้ว่ายายต้อยและจันทร์เพ็ญจะเกลี้ยกล่อมเธอสักเท่าไรก็ตาม สุดท้ายหมอโจ๊กจึงแก้ปัญหาด้วยการโทรศัพท์ไปปรึกษากับพยาบาลคนหนึ่ง นับว่าโชคดีที่เธอตกลงช่วยเหลือโดยการออกมาเยี่ยมลุงกอบทันทีในเย็นวันนั้น พร้อมทั้งเก็บปัสสาวะไปตรวจที่ห้อง LAB เพื่อให้แพทย์สั่งยาได้เหมาะสมตามอาการ จากความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยและบุคลากรของโรงพยาบาลทำให้อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบของลุงกอบมีอาการดีขึ้นตามลำดับ แต่ปัญหาที่ทุกคนทราบอย่างชัดเจนก็คือ ลุงกอบไม่ต้องการไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพของลุงกอบ ทำให้หมอโจ๊กกับยายต้อยต้องปรึกษากันเพื่อหาทางแก้ปัญหานี้  ทั้งสองรู้ดีว่าสิ่งที่ลุงกอบกลัวไม่ใช่การไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแต่เป็นการนอนที่โรงพยาบาล ดังนั้น ทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาลหมอโจ๊กจะเป็นคนไปส่งลุงกอบเพื่อแสดงให้ทางโรงพยาบาลเห็นว่าคนไข้มีเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยคอยดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว ลุงกอบถึงจะยอมไป

ต่อมาผมก็เลยบอกกับลุงกอบว่าได้โทรไปบอกหมอที่โรงพยาบาลไว้แล้วว่าลุงกอบไม่ต้องนอนที่โรงพยาบาล ลุงกอบจึงยอมไปโรงพยาบาลโดยที่ไม่มีผมได้หมอโจ๊กเล่าให้ฉันฟังถึงวิธีแก้ปัญหา ด้วยการดูแลเอาใจใส่จากคนรอบข้างทำให้อาการของลุงกอบกระเตื้องขึ้นอย่างรวดเร็ว ลุงกอบสามารถสื่อสารด้วยคำสั้นๆ ฝึกลุกนั่งบนรถเข็น เริ่มเดินเกาะราวไม้ไผ่ได้และที่สำคัญความทรงจำของลุงเริ่มกลับคืนมาเหมือนเดิม

ผู้เขียนเป็นเจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งที่ได้รับฟังและเห็นว่านอกเหนือจากความรักของครอบครัวและเพื่อนบ้านของลุงกอบที่คอยเป็นกำลังใจให้ตลอดเวลาแล้ว ความเอาใจใส่ ความร่วมมือร่วมใจของเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย และโรงพยาบาลในการดูแล ในการดูแลลุงกอบที่ปฏิเสธการมาโรงพยาบาลโดยตลอดให้เปลี่ยนทัศนคติที่ดีกับโรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยเหมือนประดุจญาติคนหนึ่งด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์