ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของยายเขียว

เสียงเรียก  "คุณหมอ คุณหมอ ออกซิเจนหมด"น้ำสียงตื่นตระหนก บอกพลางวิ่งกลับไปที่เตียงผู้ป่วย เตียงที่ 8 ดิฉันมองตามเสียงเรียกคุณหมอ เพราะกำลังนั่งรับเวร ต่อจากเวรเช้า พยาบาลรีบเดินตามไปเปลี่ยนถังออกซิเจน พร้อมเปิดออกซิเจนให้ผู้ป่วยที่นอนอยู่ บนเตียง สภาพที่ฉันมองเห็น คือผู้ป่วยหญิงชรา อายุราว 70 ปีกว่า ผิวหนัง มือ เท้า บวมแทบปริ นอนไม่รู้สึกตัวอยู่บนเตียงลม จมูกถูกครอบด้วยหน้ากากที่ให้ออกซิเจน 10 ลิตร ต่อนาที ดิฉันได้รับการส่งเวรว่า ผู้ป่วยหญิงคนนี้ ชื่อ ยายเขียว อยู่สุข  มานอนโรงพยาบาลด้วย แผลติดเชื้อจากการมีแผลกดทับตามร่างกาย หลายแห่ง สะโพก 2 ข้าง ก้นกบ หลัง ขา ตาตุ่ม ผู้ป่วยคาสายสวนปัสสาวะไว้ ใส่สายยางทางจมูก เพื่อให้อาหารทางสายยาง  และถูกส่งตัวกลับมาจากโรงพยาบาลจังหวัด โดยแพทย์แจ้งว่า อยู่ในระยะสุดท้าย ของโรค การติดเชื้อแผลกดทับที่รุนแรงให้ญาติ ทำใจ และรักษาตามอาการ ในวาระสุดท้ายของโรค เมื่อดิฉันรับเวรจากเวรเช้าเรียบร้อยแล้ว ได้เดินเยี่ยมอาการผู้ป่วย ก่อนที่จะปฏิบัติการพยาบาลกับผู้ป่วย ดิฉันเดินไปเยี่ยมญาติของยายเขียว พร้อมกับดูแลอาการของยายเขียว  ดิฉันพบกับลูกสาวของยาย  เป็นหญิงวัยกลางคน ผิวคล้ำ ผมยาว  รูปร่างสันทัด ผมสีดำยุ่งเหยิง นั่งอยู่ข้างเตียง สีหน้าเศร้าหมอง ไม่ยิ้ม แววตาเศร้าน้ำตาคลอเบ้า เมื่อซักถามถึง สาเหตุการเจ็บป่วย และอาการของยาย ลูกสาวยายเล่าว่า ยายเขียวเดินไม่ได้มาหลายเดือน  เนื่องจากรับประทานอาหารได้น้อย อ่อนเพลีย นอนอยู่บ้านตลอดกับลูก ๆและสามี และเริ่มมีแผลกดทับตามบริเวณหลัง สะโพก และก้นกบ ลูกเป็นคนทำแผลให้ทุกวัน แต่ยิ่งนานวัน แผลเริ่มดำและใหญ่มากขึ้น มีไข้สูง ลูกจึงนำยายเขียวมารักษาที่โรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลแจ้งว่า

" แผลมีการติดเชื้อที่รุนแรงพร้อมกับผู้ป่วยเป็นผู้สูงอายุร่างกายอ่อนแอ แพทย์รับไว้ในโรงพยาบาลจังหวัดและเห็นว่าอาการของยายเขียว เป็นระยะสุดท้าย จึงส่งต่อมารักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อสะดวกกับญาติและผู้ป่วย"ลูกสาวของยาย พูดด้วยน้ำตาที่นองหน้า พร้อมกับใช้ มือขวาปาดหยดน้ำตาที่ไหลลงมาบนแก้มและคาง ก้มหน้าไม่สบตากับดิฉัน พร้อมกับพูดว่า "หมอให้ทำใจ" ดิฉันรู้สึกถึงความหดหู่ เศร้าหมองทันที ดิฉันถามต่อ "แล้วลูก ๆ ว่าอย่างไรกัน" ลูกสาวของยายเขียวก็ตอบว่า "ลูก ๆ ก็ทำใจ แต่ก็จะดูแลแม่ให้ดีที่สุด" พูดไปพลางมือก็จับกุมมือของยายเขียว เอามากอด เรียกแม่เป็นระยะ ๆ   ดิฉันบอกลูกของยายเขียวว่า "ให้ทำใจให้สบายทำให้ดีที่สุดถูกต้องแล้ว"  หลังจากสนทนากับลูกสาวของยายเขียว ดิฉันก็ไปจัดเตรียม เซตทำแผลยายเขียว

สภาพแผลกดทับของยายเขียวที่ดิฉันเห็นครั้งแรก ทำให้ดิฉันต้องร้อง "อื้ออือ" ขนาดนี้เลยเชียวหรือป้า" ดิฉันหลุดปากถามลูกสาวของยายเขียวไป พร้อมกับเปิดแผลไปเรื่อยๆ แผล 5 แผลใหญ่ ที่หลัง สะโพก และก้นกบ ขนาดแต่ละแผลไม่ต่ำกว่า 10 ซม.x15 ซม. ลักษณะแผลมีสีดำเนื้อเปื่อยยุ่ย มีหนองข้น ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ดิฉันทำแผลไป ตัดเนื้อตายสีดำ กลิ่นเน่าเหม็นปนหนองทั้งแผลแต่ละแผลไม่ต่ำกว่า 5 ซม.x 5 ซม. แต่ละแผลต้องใช้ผ้าปิดแผลขนาดใหญ่มากที่เจ้าหน้าที่ของตึก ทำขึ้นเพื่อแผลของยายเขียวโดยเฉพาะ ตลอดการทำการแผล ต้องสวมหน้ากาก ให้ออกซิเจนกับยายเขียวตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่ายายเขียวจะหยุดหายใจลงเมื่อใด ผิวหนังที่บวมแทบปริไข้ขึ้นสูงจากแผลติดเชื้อ ทำให้ดิฉันต้องบอกลูก ๆ ของยายเขียวว่า

 "ป้าพลิกตัวยายทุก 2 ชั่วโมงตามตารางการพลิกตัวนะจ๊ะ เช็ดตัวลดไข้ด้วย  "  และจัดหนังสือธรรมเอาไว้ให้อ่าน พร้อมบอกลูกยายเขียวหยิบมาอ่านให้ยายเขียวฟังทั้ง อ่านเช้าเย็น  สวดมนต์ให้ฟังก่อนนอน พร้อมกับชวนยายพูดคุยขณะทำกิจกรรมให้ยาย

ขณะที่ฉันพูดสีหน้ายายเขียวมองดูสลด ขมวดคิ้วเสมือนรับรู้ในสิ่งที่ฉันพูด หลังจากดิฉันกลับจากทำแผลของยายเขียว ก็เห็นลูกสาวไปหยิบหนังสือ ธรรมะ มาอ่านให้ยายเขียวฟังเบา ๆ ทั้ง  ที่ยายเขียวไม่รับรู้อะไรเลย แต่ดิฉันก็ยังรู้สึกชื่นใจ ที่ลูกสาวของยายทำเช่นนั้น

เวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ เกิดสิ่งประหลาดใจกับดิฉันและเพื่อน ๆ ยายเขียวที่คิดว่าพรุ่งนี้หรืออีก 3 วัน 7 วัน จะต้องออกจากโรงพยาบาลด้วยร่างที่ไม่มีลมหายใจ   แต่วันนี้ยายเขียวอยู่ได้โดยไม่ต้องให้ออกซิเจน ลืมตาได้ ลูกสาวและลูก ๆ คนอื่นของยายเขียวบอกว่า ยายเขียวดีขึ้นหลังจากมาพักรักษาที่โรงพยาบาลนี้ ให้อาหารทางสายยางได้ ไข้เริ่มลดลง แผลมีกลิ่นเหม็นลดลง เนื้อแผลที่เน่าเปื่อยยุ่ย ถูกตัดทิ้งออกเกือบหมด แผลเริ่มแดงมากขึ้น อยู่ได้โดยไม่ต้องให้ออกซิเจน

เมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือน ดิฉันได้มาทำแผลยายเขียว ในขณะที่ดิฉันกำลังเช็ดแผล ดิฉันและลูกของยายเขียวได้ยินเสียงพูดของยายเขียวเป็นครั้งแรก   ดิฉันถามว่า "ยายเขียวพูดอะไร" ลูก ๆ ยายเขียวยิ้มด้วยสีหน้าแสดงความดีใจ และพูดว่า "แม่พูดได้แล้ว"  และบอกกับดิฉันว่า ยายเขียวพูดว่า "ห่าจิก"  ดิฉันหัวเราะ บอกว่า  " เอ้า  ยายเขียวด่าหนูนี่ เจ็บหรือจ๊ะ "ไม่มีเสียงตอบจากยายเขียว ลูก ๆ ยายเขียว สีหน้าสดชื่น มีรอยยิ้มบนใบหน้าหน้า แววตาสดใส แสดงออกถึงความดีใจ พร้อมกับพูดว่า   "แม่พูดได้แล้ว เราจะได้กลับบ้านกันแล้ว"  ทำให้ดิฉันรู้สึกดีใจ ไปกับลูก ๆ ของยายเขียวไปด้วย

 เวลาผ่านไป 1 เดือนครึ่งยายเขียวพูดคุยเก่ง แขนขายุบบวม ถอดสายยางให้อาหารออกได้ ป้อนอาหารได้ รับประทานอาหารได้ดี แผลกดทับตัวแดงดี แคบลง เล็กลง เหลือขนาด 5x 5 ซม. หนึ่งแผล  ไม่มีไข้ พวกเราต่างพากันดีใจ วางแผนการจำหน่ายป้าเขียวกลับบ้าน โดยสอนลูก ๆ ยายเขียวทำแผล ดูแลทำความสะอาดสายสวนปัสสาวะ ดูแลทำความสะอาดร่างกาย  ให้ อาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ จนลูก ๆ ของยายเขียวทุกคนทำได้ดี ถูกต้อง และเตรียมกลับบ้านได้  พร้อมกันนั้นฉันได้ประสานกับทีมHHCจัดสภาพแวดล้อมที่บ้านร่วมกับลูกๆของยายเขียวให้เหมาะสมเพื่อเตรียมพร้อมรับยายเขียวกลับบ้าน

              และแล้ววันที่ทีมงานและลูกของยายเขียวรอคอยก็มาถึง  ยายเขียวพูดได้มากขึ้น แผลหายดี ไม่มีไข้ ลูก ๆ ทุกคนของยายเขียว  สามารถดูแลยายเขียวได้  ทำแผล  ดูแลสายสวนปัสสาวะได้อย่างถูกต้อง แพทย์ได้จำหน่ายให้ยายเขียวกลับบ้าน   ฉันและทีม HHCได้ติดตามดูแลยายเขียวเป็นระยะจนแน่ใจว่าครอบครัวของยายเขียวดูแลยายได้อย่างถูกต้อง

            วันนี้ไม่มีน้ำตาและสีหน้าเศร้าหมองของคนในครอบครัวมีแต่รอยยิ้มบนใบหน้า   ที่ยังมีแม่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของเขา ดิฉันและเพื่อน ๆ ต่างดีใจมากที่เราทำให้ยายเขียวมีวันนี้ แทนที่จะได้เห็นลมหายใจสุดท้ายของยายเขียวอยู่ที่โรงพยาบาลของเรา