ตามปกติผมไม่อ่านหนังสือพิมพ์รายวัน ไม่ดูทีวี ฟังวิทยุเฉพาะวิทยุจุฬา ๑๐๑.๕ ตอน ๖.๐๐ – ๖.๓๐ น. เพื่อฟังข่าวระหว่างนั่งรถไปทำงาน    ผมคิดว่าข่าวโดยทั่วๆ ไปไม่ค่อยมีประโยชน์    เป็นขยะข่าวมากกว่าข่าวเพื่อความรู้ความสร้างสรรค์ที่แท้จริง   


          แต่เมื่อขึ้นเครื่องบิน ผมจะถือโอกาสอ่าน นสพ. หลายฉบับ เพื่อตรวจสอบทำความเข้าใจว่า เวลานี้ นสพ. เขาลงข่าวกันอย่างไร    ผมเดาว่าเวลานี้คนอ่าน นสพ. ลดลง    นสพ. กำลังดิ้นรนหาทางอยู่รอด   ผมสังเกตว่า นสพ. มีลงโฆษณามากขึ้น   คงจะเพื่อความอยู่รอด   และสังเกตว่า หน่วยราชการก็นิยมลงข่าวโฆษณากิจกรรมขององค์กรมากขึ้น   หรือซื้อหน้า นสพ. ลงบทความของตนมากขึ้น   คงจะถือกันว่า การให้ข่าวหรือทำตัวเป็นข่าว เป็นการทำหน้าที่อย่างหนึ่ง    ซึ่งผมทั้งไม่เห็นด้วยและเห็นด้วย


          บนเครื่องบินไปหาดใหญ่เมื่อเช้ามืดวันที่ ๓๐ มิ.ย. ๕๒ ผมพลิก นสพ. เพื่อตรวจสอบว่า มีการลงข่าวที่แสดงความสนใจเรื่องเชิงระบบ ที่จะมีผลต่อการพัฒนาสังคมในระยะยาวสักแค่ไหน   พบว่าแทบจะไม่มีเลย   ข่าวเกือบทั้งหมดเป็นข่าวจุกจิกประจำวัน หรือข่าวสำหรับคนสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้าน หรือข่าวบันเทิง   


          ข่าวที่ถือว่าใหญ่สำหรับผมคือข่าวที่บอกทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสังคมหรือบ้านเมือง    และผมพบที่หน้า ๑ ของ The Nation คือเรื่อง

BOI ออกข่าวว่าจะออกกฎหมาย และจัดตั้งกองทุนสนับสนุน ให้ธุรกิจไทยในระดับ SME ออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศ    นี่คือข่าวใหญ่สำหรับผม 


          ข่าวบันเทิงของผม คือข่าวที่บอกทิศทางใหญ่ๆ ระยะยาว ของสังคม   เห็นทีไรดีใจเนื้อเต้น    และเอามา “เคี้ยวเอื้อง” ต่อ ว่าน่าจะจัดระบบการทำงานระดับชาติอย่างไร    แต่ “ข่าวบันเทิง” แบบนี้ หายาก   ผมตรวจสอบ นสพ. บางกอกโพสต์ก็ไม่ถือว่าเรื่อง BOI หนุน SME ไทยไปทำธุรกิจต่างประเทศ เป็นข่าวใหญ่


          ผมตรวจสอบ นสพ. ภาษาไทยหลายฉบับ ไม่มีที่ถือว่าข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่เลย   ผมจึงสรุปกับตัวเองว่า สังคมไทยเราไม่สนใจเรื่องใหญ่ๆ ยาวๆ    สนใจแต่เรื่องทะเลาะกัน เรื่องชีวิตส่วนตัวดารา เรื่องที่เป็นข่าวใหญ่ของต่างประเทศ   คือตื่นเต้นตามคนอื่น มองแยกแยะเรื่องที่สำคัญต่อตัวเองไม่เป็น    ไม่ทราบว่าผมวิเคราะห์ผิดหรือเปล่า

 

วิจารณ์ พานิช
๑๔ ก.ค. ๕๒