เณรแอ คือหนึ่งชีวิตที่ทำงานร่วมกันกับพระภิกษุสามเณรอื่นๆ ในสำนักเรียนแห่งหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย เณรแอ เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย จึงต้องเช่าอยู่นอกวัด เพราะทางวัดไม่มีที่พักให้ แต่ก็ได้แจ้งความประสงค์ไปแล้ว โดยหวังว่า เมื่อทางวัดได้สร้างกุฏิใหม่ๆเสร็จ คงจะได้แจกให้ตนได้เข้าพักอาศัยในฐานะบุคคลากรของสำนักเรียน

   เมื่อทางวัดสร้างกุฏิหลังใหม่จำนวนหนึ่งเสร็จสิ้น ทางวัดโดย พระภิกษุแก้ว เป็นเจ้าอธิการ (เจ้าหน้าที่) ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการแจกกุฏิแก่ผู้เดือดร้อน พระภิกษุสามเณรเก่าๆอื่นๆ รู้อยู่ว่าเณรแอและพระภิกษุสามเณรอีกจำนวนหนึ่งเดือดร้อนที่อยู่อาศัยและรอคอยการจัดสรรจากทางวัด แต่ก็เห็นว่า กุฏิที่ตนอยู่อาศัยนั้นเก่าแล้ว กุฏิหลังใหม่น่าจะสะดวกกว่า เมื่อญาติมาเยี่ยม มีห้องน้ำ และเครื่องอำนวยความสะดวกเพียงพอที่จะมีชีวิตที่ดีกว่ากุฏิหลังเก่า จึงแจ้งความประสงค์และได้รับแจกกุฏิตามความประสงค์ ส่วนหนึ่งได้รู้จักมักจี่เป็นอย่างดีกับพระภิกษุแก้ว

  เณรแอ และพระภิกษุอื่นๆ จึงได้รับกุฏิหลังเก่าๆ ซึ่งต้องซ่อมบ้างเป็นธรรมดา

  วันหนึ่ง พระภิกษุแก้ว พูดกับเณรแอว่า "นี่ดีนะแอ หากพระภิกษุเก่าๆ ไม่เสียสละกุฏิให้ เณรและพระภิกษุอื่นๆ ก็คงไม่ได้อยู่อาศัยหรือได้ที่พักเพื่อเรียนหนังสือแน่ๆ คงต้องลำบากไปเช่าให้เสียสตังค์"

ข้อสังเกต : จากเรื่องเล่าเทียบความนี้ ในเชิงสังคมเราจะเห็นถึงความเมตตาของพระภิกษุสามเณรเก่าๆและพระภิกษุแก้ว ที่อุตส่าห์แจกกุฏิเก่าๆ ให้กับเณรแอและพระภิกษุสามเณรที่เดือดร้อนอื่นๆ ข้อโต้แย้งคือ เราจะเข้าใจได้อย่างไรว่า พระภิกษุสามเณรเก่าๆนั้นเมตตาต่อเณรแอจริง เมตตาดังกล่าวนั้น จัดเป็นระดับได้หรือไม่ ถ้าจัดได้ ความเมตตาของพระภิกษุสามเณรเก่าๆนั้นอยู่ในระดับใด หรือ น่าจะอยู่ในระดับของเมตตาหรือไม่ นอกจากเมตตาแล้ว ยังมีมนุษยธรรมอีกอันหนึ่งนั้นคือ ความเสียสละ ขอบเขตของความเสียสละ ในพุทธปรัชญาคือ "จาคะ" อะไรคือความเสียสละ การได้รับสิ่งใหม่ที่ดีกว่าและสละสิ่งเก่าที่ด้อยกว่าแก่เพื่อสพรหมจารีย์นั้น จัดเป็นความเสียสละในพุทธปรัชญาหรือไม่ ความเสียสละกับการเห็นประโชน์ส่วนตัวมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ หากมีจะสัมพันธ์กันในลักษณะใด