คนต้นแบบจากการนำวิธีการ R2R มาเสริมสร้างพัฒนางานประจำของตนเองนั้น เป็นเภสัชกรผู้เปี่ยมด้วยพลัง...แห่งความสร้างสร้าง เข้มแข็ง อดทนและลุยงาน
เป็นอีกหนึ่งบุคคลตัวอย่างแห่งวิชาชีพเภสัชกรที่นำพาตนเองออกก้าวเดินจากวิถีเดิมๆ ที่ซ้ำซากจำเจ...
ภญ.นภวรรณ เจียรพีรพงศ์ (รพ.พุทธชินราช) _ เภสัชสนเทศ

ภก.หญิงนภวรรณ นั่งถัดจากคุณสุวิทย์ อินนามมา
ฐานข้อมูล ความสูญเสียอันเนื่องมาจากการที่ผู้ป่วยมียาในครอบครองมากเกินความจำเป็น โดยมีแรงบันดาลใจในการทำ R2R...จากคำบอกเล่าที่ว่า...
“อยากทำเพราะคิดว่าการที่ผู้ป่วยมียาในครอบครองมากเกินความจำเป็นนั้นเป็นปัญหา และต้องการค้นหาว่า ปัญหานั้นมีสาเหตุมาจากอะไร และจะแก้ปัญหาได้อย่างไรบ้าง หลังจากที่ดูต้นทุนแล้ว พบว่า รพ.มีฐานข้อมูลที่ดี แต่ยังไม่มีการนำข้อมูลนั้นมาใช้ประโยชน์ จึงหาวิธีการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลดังกล่าวควบคู่กับความพยายามในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น”
ภก.หญิงนภวรรณ ได้เริ่มวิธีการทำ R2R โดยการศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้น ที่ว่า...โรงพยาบาลพุทธชินราชเข้าร่วมโครงการนำร่องจ่ายตรงโรคเรื้อรัง ในปี 2547 ทำให้มีความสะดวกในการเบิกยามากขึ้น และขาดความตระหนักเรื่องจำนวนเม็ดยา ซึ่งส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายด้านยาสูงขึ้นเนื่องจากยามีราคาสูงขึ้น มีจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังมากขึ้น และผู้ป่วยมียาในครอบครองมากเกินความจำเป็น
คำถามในการวิจัย : ขนาดปัญหาค่าใช้จ่ายด้านยาที่สูญเสียอันเนื่องมาจากการได้รับยาสำหรับรักษาโรคเรื้อรังมากเกินความต้องการอย่างไร
กระบวนการศึกษา : Medication possession ratio (MPR) = จำนวนที่ได้รับจริง / จำนวนสมควรได้รับ จากนั้นจึงดูฐานข้อมูลของโรงพยาบาลดูอัตราการจ่ายยารักษาโรคเรื้อรัง 5 โรค ในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งพบว่า ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมียาเกินความจำเป็น และเมื่อคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายพบว่า มีงบประมาณที่สูญเสียไปประมาณ 1 ล้านบาท
จากการทำ R2R ดังกล่าว...สิ่งที่ ภก.หญิงนภวรรณ ได้ตอบต่อข้อคำถามที่ว่าได้เรียนรู้อะไรจากการทำ R2R
“พบว่าการมียาเกินเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย และมีค่าใช้จ่ายที่สูญเสียไปจำนวนไม่น้อย จึงนำข้อมูลดังกล่าวเสนอต่อผู้กำหนดนโยบายในระดับโรงพยาบาลและนานาชาติได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว นอกจากนั้นแล้วยังได้ทีมงาน ได้เครือข่าย และมีความภาคภูมิใจจากการเปิดประตูขุมทรัพย์ข้อมูลของโรงพยาบาล”
ข้าพเจ้าได้ชวนมองเพิ่มเติมว่า ... ในส่วนหนึ่งปีที่ผ่านมา R2R เชื่อมโยงสู่วิถีการทำงานอย่างไร
ได้รายงานผลการวิจัยให้คณะกรรมการเภสัชกรรมและการบำบัด และจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ห้องยา เภสัชกร แพทย์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง พยาบาล ซึ่งผลจากการจัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำให้ทราบพฤติกรรมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และทราบข้อบกพร่องของระบบ
ในช่วงสุดท้ายของการเสวนานั้น เภสัชกรหญิงคนเก่งของเราได้บอกเล่าว่า...การดำเนินงานครั้งต่อไป สิ่งที่จะปฏิบัติแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมาคืออะไร
“แม้ว่าการเริ่มทำวิจัย และการทำงานวิจัยให้ต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ยาก ดังนั้นจึงต้องสร้างสมดุลให้กับตนเอง สร้างทีมพี่เลี้ยง สร้างความร่วมมือกันในเครือข่าย และชักชวนเพื่อนจากหลายๆ วิชาชีพมาร่วมกันทำงานวิจัยจากงานประจำ”
ขณะที่ข้าพเจ้านั่งฟังเรื่องเล่าของ เภสัชกรหญิงคนต้นแบบนี้ สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจ คือ พลังแห่งความตั้งใจ และความมุ่งมั่น จากเพียงแค่ที่ถูกกระตุ้นด้วยความที่ว่า “นั่งทับขุมทรัพย์” ไว้นั้น...ทำให้ท่านฉุกใจคิดและวกกลับมาย้อนมองการทำงานของตนเอง...
“การทำ R2R ไม่ได้เริ่มที่คำว่าวิจัย ==> แต่มันเริ่มจากที่ว่า เพราะมันยากทำ เพราะมันมีปัญหา อยากจะรู้คำตอบ มันเป็นความบ้าในตัวนะ เป็นลูกบ้าชนิดหนึ่ง” พูดไปพร้อมรอยยิ้มและเรียกเสียงหัวเราะ... ข้าพเจ้าประทับใจในคำบอกกล่าวของท่านมาก...