ทำไม ? ญาติไม่พากลับบ้าน
อากาศในห้องให้คำปรึกษายามนี้ กำลังเย็นสบายอาจด้วยแรงลมที่พัดมากระทบผิวจากพัดลมขนาดกลางที่วางอยู่มุมห้องหรือจากอากาศข้างนอกที่ไม่ร้อนมาก ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก เอนหลังลงช้าๆบนพนักพิงเก้าอี้ ก่อนที่จะเผลอไผลซึมซับความสุขสบายไปมากกว่านี้ พลันนึกถึงหน้าน้องพยาบาลที่ทำงานอยู่ห้องข้างๆ
และนึกขึ้นได้ว่า ฉันมีงานต้องทำนี่นา ลมหายใจถูกผ่อนออกมาแรงๆ อย่างไม่ตั้งใจ พร้อมกับเกิดข้อสงสัยกับปริศนาที่น้องพยาบาลคนนั้นทิ้งไว้ให้ ????
ใช่แล้วค่ะ.....งานของฉันคือการค้นหาคำตอบให้แก่คนทำงาน ผู้รับบริการหรือญาติ อาจเป็นงานให้คำปรึกษาอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้นะ.....ฉันคิดในใจ
ก้าวเท้าเดินออกจากห้องทำงานที่เป็นโถงสี่เหลี่ยมแคบๆที่อยู่ติดกับแผนกผู้ป่วยใน จริงๆแล้วเดิมเป็นห้องเก็บอุปกรณ์ต่างๆของตึก แต่ฉันได้รับมอบมาเป็นห้องทำงานในตำแหน่งหัวหน้างานสุขภาพจิต ดูแลครอบคลุมถึงงานให้คำปรึกษา งานยาเสพติดด้วย
"พี่อ้อนช่วยคุยกับคนไข้และญาติเตียง 9 ให้หน่อย
ไม่รู้ทำไม ? ญาติไม่ยอมพาคนไข้กลับบ้าน
ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอาการอะไรแล้วรอฟื้นฟูสภาพอย่างเดียว"
ประโยคปริศนาตอนเช้าที่น้องพยาบาลคนก่อนทิ้งไว้ แว่วผ่านโสตสัมผัสให้ได้ยินทันที เมื่อน้องพยาบาลเห็นฉันเดินอยู่หน้าวอร์ด ทำให้ฉันเปลี่ยนความคิดเดิมที่จะเดินไปที่เตียง 9 ย้อนกลับเข้ามาในห้องทำงานพยาบาลก่อน เพื่อจะทำความรู้จักกับ ผู้ป่วยเตียง 9 อย่างคร่าวๆ
ชายชราอายุราว 70 ปี ร่างกายผ่ายผอม แก้มตอบจนเห็นโหนกแก้มยกสูงชัดเจน นอนนิ่ง หลับตาพริ้มอยู่บนเตียงที่ยกหัวเตียงสูงประมาณ 45 องศา สวมเพียงผ้าอ้อมกันเปื้อนสีขาว คลุมทับอีกชั้นด้วยผ้าสีเขียวบางๆพิมพ์ชื่อโรงพยาบาล แขนและขาทั้งสองข้าง วางทอดนิ่งอยู่กับที่ บางจังหวะมีการระริกไหวของขนตา ประหนึ่งรับรู้การมาของฉัน ข้างเตียงมีผู้หญิงคนหนึ่งอายุราวเดียวกัน รูปร่างผอม ผิวคล้ำ ผมหงอกขาวแซมด้วยผมสีดำซึ่งมีอยู่น้อยเส้น สวมเสื้อและผ้าถุงที่ชราภาพไม่ต่างจากเจ้าของ ริมฝีปากแดงเพราะถูกเคลือบด้วยน้ำหมาก สีหน้าซีดเซียว ดูอิดโรย เธอเป็นภรรยาของลุงเหลือ ชื่อว่า "ป้านิ่ม"
"สวัสดีค่ะ ลุงเหลือ เป็นอย่างไรบ้างค่ะ?"
ไม่มีปฏิกิริยาใดๆตอบสนอง เหมือนที่คาดไว้ สภาพที่เป็นอยู่ ลุงเหลือไม่สามารถบอกอะไรฉันได้แน่ๆ
"ลุงเหลือ ลองกำมือหนูให้แรงๆเท่าที่ลุงเหลือจะทำได้นะคะ"
เจตนาไม่ได้ต้องการทดสอบกำลังของกล้ามเนื้อหรืออะไร ฉันเพียงแต่อยากให้ลุงเหลือทราบว่าช่วงเวลาหลังจากนี้ฉันจะเข้ามาดูแลและช่วยเหลือลุงเท่าที่จะทำได้ผ่านสัมผัสมือเท่านั้นเอง สำเร็จค่ะ...มีแรงกดบีบอย่างพยายามส่งมาที่มือฉันเบาๆ
ฉันเชิญป้านิ่มมานั่งคุยกันในห้องทำงาน เผื่อว่าบรรยากาศสบายๆในห้องจะผ่อนคลายจิตใจที่เศร้าหมองได้บ้าง และ..ฉันก็ได้เป็นแค่เพียงผู้ฟังเท่านั้น เมื่อเริ่มเปิดประเด็น ว่า
"ป้านิ่ม เล่าให้หนูฟังได้นะคะว่า ทำไมถึงไม่อยากกลับบ้าน?"
เรื่องราวพรูพรั่งออกมามากมาย เหมือนจะระบายความอัดอั้นมากกว่าตอบคำถามของฉัน ป้านิ่มพูดวกไปวนมา ไม่ค่อยปะติดปะต่อกันเท่าใดนัก ฉันพยายามฟังอย่างตั้งใจ และสามารถร้อยเรียงเรื่องราวได้ว่า
เดิมป้ากับลุงเป็นคนภาคกลาง บ้านเดิมอยู่ จังหวัดสุพรรณบุรี มาทำงานรับจ้างเฝ้าสวนอยู่ที่นี่หลายสิบปี มีลูกด้วยกัน 4 คน ลูกคนโตและคนที่สองแยกย้ายไปทำงานรับจ้างที่อื่น ลูกสาวคนที่ 3 เสียชีวิตแล้วด้วยโรคร้ายและทิ้งลูกชายไว้ให้พ่อแม่ดูแลตั้งแต่เล็ก ๆ 1 คน ลูกชายคนสุดท้องบวชเป็นพระอยู่ที่วัดใกล้ๆ ปัจจุบันสมาชิกครอบครัวมีกัน 3 คน คือ ลุงเหลือ ป้านิ่ม และอุ้ย ซึ่งเป็นหลานชายวัย 14 ขนำเล็กๆในสวนของนายจ้าง คือบ้านที่พักอาศัย ค่อนข้างไกลจากชุมชนและเพื่อนบ้าน ก่อนหน้าที่ลุงเหลือจะไม่สบายด้วยภาวะเส้นเลือดในสมองแตก ลุงเหลือเป็นหัวหน้าครอบครัว ทุกคนในบ้านต้องพึ่งพาลุงเหลือทั้งสิ้น
ตลอดชีวิตที่รับจ้างทำงานเฝ้าสวน ลุงเหลือและครอบครัวไม่มีบ้านและที่ดินเป็นของตนเอง อาชีพเสริมของครอบครัวคือ เผาถ่านขาย ยามว่างจากเฝ้าสวนก็ชวนป้าและหลานไปตัดไม้ในสวน เช่น ไม้กาแฟซึ่งเพื่อนบ้านละแวกนั้นยกให้ ส่วนป้านิ่มก็รับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วแต่เพื่อนบ้านจะไหว้วาน พอจะได้เงินมาเจือจุนครอบครัว
แม้กระทั่ง "อุ้ย" หลานชายวัย 14 ก็ติดเชื้อโรคร้ายมาจากแม่ ทุกเดือนลุงเหลือจะต้องพาอุ้ยมารับยาที่โรงพยาบาล ทุกวันนี้การที่อุ้ยได้ไปเรียนหนังสือเกิดจากความพยายามของลุงเหลือที่ยังไงก็อยากให้หลานอ่านออกเขียนได้ แม้ว่าครูที่โรงเรียนจะถอดใจไปแล้ว เพราะเหมือนไม่ว่าจะสอนอย่างไร อุ้ย ก็อ่านไม่ได้เขียนไม่ออกสักที เลยซ้ำชั้นอยู่ประถม 2 มาหลายปี
ป้านิ่มเล่าด้วยเสียงสั่นเครือ ดวงตาเศร้าหมอง ชีวิตสิ้นหวังอย่างคนท้อแท้ถึงที่สุด น้ำตาที่ไหลอาบแก้มร่วงพรูลง เมื่อป้านิ่มเงยหน้าขึ้นมองฉันคล้ายขอความเห็นใจ
"ป้าไม่อยากพาลุงกลับบ้านเพราะป้าอยากให้ลุงหาย
พูดได้ เดินได้ ช่วยตัวเองได้แล้วค่อยกลับบ้าน"
ฉันคิดว่าสาเหตุที่ป้านิ่มยังไม่อยากกลับบ้าน คือ ยังทำใจไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลง ฉันจึงอธิบายถึงเหตุผลต่าง ๆ จากโรคที่ลุงเหลือเป็นตั้งแต่แรกที่ทางเราส่งตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดและทางโน้นส่งกลับมาพักฟื้นต่อ 2 สัปดาห์ที่อยู่ที่นี่ ทางเราประเมินแล้วว่าลุงเหลือสามารถกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้
"เลี้ย"
อุ้ยตะโกนออกมาเสียงดังด้วยคำพูดที่ควบสั้นและเร็วมาก ฉันรู้จักอุ้ยมาก่อนจึงแปลความหมายได้ว่า "เลี้ยว" กอปรกับมีทางแยกตรงถนนข้างหน้า จึงสามารถเข้าใจได้อย่างไม่ยากนัก ยังไม่ถึงอีกหรือนี่! เราเดินทางโขยกเขยกบนถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อมาก็นานโขแล้วนะ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าลุงเหลือต้องขับมอเตอไซค์ส่งอุ้ยไปโรงเรียนทุกวัน ไปรับยาที่โรงพยาบาลทุกเดือน คงจะปวดหลังปวดเอวจนชาชินซะแล้วกระมัง
รถวิ่งผ่านสองข้างทางที่มีต้นไม้ใหญ่น้อยรกครึ้มดูอบอุ่น ชิดริมถนนส่วนใหญ่เป็นต้นกาแฟ ห่างไปหน่อยก็สารพัดผลไม้และต้นอื่นๆที่โตขึ้นเองตามธรรมชาติ
มีบ้านคนน้อยหลังลงเรื่อยๆ ผ่านบ้านหลังหนึ่งดูเล็กกว่าบ้านหลังอื่น ยกพื้นสูง ฝาบ้านขัดไว้ด้วยไม้ไผ่สาน หลังคาสังกะสีมีคราบสนิมเกาะเป็นหย่อมกว้าง คงเป็นบ้านที่ไม่มีคนอยู่หรอก ออกจะทิ้งร้างขนาดนั้น รถวิ่งไปเรื่อยๆสักพักก็ยังไม่ถึงบ้าน อุ้ยทำหน้าตาเหรอหรา ขณะที่ป้านิ่มนั่งนิ่ง สีหน้าหม่นหมอง
"อีกไกลมั้ยคะ ป้านิ่ม?"
รถชะลอตัวลงทันที เมื่อได้ยินอุ้ยส่งเสียงดัง จับความได้ว่า เลยแล้ว และบ้านร้างในความคิดของฉันเมื่อครู่ก็คือบ้านที่เราต้องมาเตรียมความพร้อมก่อนให้ลุงเหลือกลับมา
ไม่ใช่เพียงป้านิ่มหรอกที่ไม่อยากพาลุงเหลือกลับบ้าน ถ้าเป็นฉันกับสภาพบ้านที่สุดแสนจะลำบากยิ่งนักในการดูแลคนป่วยเช่นนี้ ฉันก็ไม่อยากพากลับบ้านเหมือนกัน เร็วเท่าความคิด เพียงครู่เดียวหลังจากที่ฉันสำรวจรอบบ้านอย่างคร่าวๆ ฉันชวนป้านิ่มไปบ้านผู้ใหญ่บ้านทันที เพื่อขอความช่วยเหลือและร่วมกันวางแผนว่าจะหาบ้านหลังใหม่ ในชุมชนที่เหมาะสมกับสภาพคนไข้ ความอนาทรร้อนใจร่วมของครอบครัวผู้ใหญ่บ้านทำให้ฉันรู้สึกตื้นตัน สรุปกันว่าจะใช้บ้านเก่า ๆ ของเพื่อนบ้าน ซึ่งไม่มีคนอยู่เป็นบ้านใหม่ของลุงเหลือ และผู้ใหญ่บ้านก็รีบหาทีมงานช่วยกันปรับปรุงตกแต่งบ้านเพื่อเตรียมรับลุงกลับจากโรงพยาบาลในทันทีเช่นกัน
อดเสียดายสายไฟเส้นใหม่สีขาวสะอาดที่ถูกดึงขึงตามข้างฝาบ้านไม่ได้ อีกทั้ง ฝาห้องที่โบกทับฉาบด้วยปูนซึ่งยังคงกลิ่นเล็กน้อยยามลมโชยเข้าจมูก เมื่อเจ้าของบ้านเปลี่ยนใจไม่ยอมให้อยู่ เมื่อเห็นสภาพลุงเหลือ โดยบอกเพียงสั้นๆว่า
"ไม่อยากให้มีคนตายที่บ้าน"
ความผิดหวังไม่ได้บั่นทอนแรงใจที่จะช่วยลุงเหลือ ทีมงานทุกคนเลยมานั่งวางแผนใหม่ โดยคิดจะปรับปรุงร้านค้าเก่า ๆ ของเพื่อนบ้านให้แทน ภาพที่ทุกคนกระวีกระวาดทั้งเดินไฟ ซ่อมประตู ตอกไม้ทำเตียง วุ่นวายกันน่าดู สักครู่ใหญ่เราก็สามารถเนรมิตบ้านใหม่ให้ลุงเหลือและครอบครัวได้
"ลุงเหลือสู้นะ"
ฉันจับมือลุงเหลือ บีบลงไปแรงๆอย่างตั้งใจ ลุงเหลือจับมือฉันไว้ น้ำตาไหลอาบแก้มทั้ง 2 ข้าง อาตอนนี้ลุงเหลือพูดไม่ได้ ขยับแขน ขา ได้เล็กน้อย ดื่มน้ำและทานอาหารได้เล็กน้อย หลังจากช่วยกันเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลุงเหลือและให้คำแนะนำต่างๆแล้ว ทีมงานก็แยกย้ายกันเดินทางกลับ
วันหนึ่งขณะนั่งทำงานอยู่ในห้อง ป้านิ่มกับหลานเดินมาหาดิฉันที่ห้องให้คำปรึกษา ดิฉันตกใจมาก ในใจพาดพิงไปถึงลุงเหลือทันที
"มีอะไรหรือเปล่าคะ? ยาหมดหรือ? หรือลุงเป็นอะไร ?"
"ยาหมดพรุ่งนี้ วันนี้พาลุงมาขอรับยาก่อน
พอดีเพื่อนบ้านเข้ามาโรงพยาบาลก็เลยอาศัยติดรถมาด้วย"
"ลุงอยู่ไหนคะ?"
ป้าบอกว่าลุงอยากเดินมาหาฉันที่ห้องแต่เดินไม่ไหว นั่งพักอยู่หน้าห้องเบอร์ 17 ฉันรีบลุกเดินมาหา ภาพลุงเหลือนั่งอยู่บนเก้าอี้ สีหน้าแสดงความดีใจเมื่อเห็นฉัน ลุงเล่าให้ฉันฟังอย่างตื่นเต้นว่า ลุงเริ่มเดินได้และทำอะไรได้เองบ้างแล้ว แต่ยังทำงานหนักไม่ได้มาก แต่ที่สำคัญลุงไม่เป็นภาระหนักของคนในบ้านแล้วล่ะ
ใครจะคิดบ้างว่าในที่สุดปาฏิหาริย์ก็มีจริง ภาพลุงเหลือที่อยู่ในความทรงจำวันก่อน ผู้ชายแก่ ๆ ร่างกายผ่ายผอม มีแต่ความท้อแท้สิ้นหวัง รอคอยแค่เพียงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต กับภาพของผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้ากำลังพูดคุยกับดิฉันอยู่ในขณะนี้ ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทุกคนที่เคยได้รู้จักลุงเหลือต่างก็ตกใจระคนดีใจมาก เนื่องจากไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีลุงเหลือในวันนี้ ด้วยระยะเวลาเพียงไม่ถึงเดือนลุงเหลือฟื้นฟูสภาพร่างกายพร้อมกับมีกำลังใจที่จะต่อสู้ชีวิตได้ถึงเพียงนี้ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ
ปัจจุบันครอบครัวของลุงเหลือได้รับการช่วยเหลือจากหลายองค์กร อบต. ให้เดือนละ 500 บาทต่อคน มีมูลนิธิฯให้ค่าเดินทางมาโรงพยาบาลเดือนละ 300 บาท ฉันพยายามติดต่อสังคมสงเคราะห์และได้รับการช่วยเหลือเป็นงวดๆ วันไหนลุงเหลือยาหมด ไม่มีรถมารับยาที่โรงพยาบาลพะโต๊ะ ป้านิ่มจะโทรมาบอกทีมงานของเรา เพื่อช่วยเหลือเรื่องยาหรือเรื่องอื่น ๆ เท่าที่เราจะช่วยเหลือได้อย่างสุดความสามารถ
คนเราทุกคนมีเหตุผลเป็นของตนเอง ซึ่งบางครั้งความต้องการของคนไข้ก็ไม่ตรงกับความคิดของผู้ให้บริการ ซึ่งในระบบบริการสุขภาพนั้น นอกเหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ผู้ให้บริการจะสามารถมอบให้กับคนไข้ทุกคนได้ก็คือ การบริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ การเอาใจใส่ด้วยความรัก
เมื่อใดที่เราได้ค้นพบเรื่องราวความจริงของชีวิต
เราก็จะพบคำตอบว่า ทำไม...ญาติไม่พากลับบ้าน ?
ขอขอบคุณเรื่องดีๆจาก คุณชะอ้อน สุทธิคณะ
พยาบาลวิชาชีพ หัวหน้างานสุขภาพจิต
โรงพยาบาลพะโต๊ะ
อ่านทั้ง ๓ เรื่องใน blog ด้วยความประทับใจค่ะ
เร็วมากค่ะ ..น้องฮอส
ขอบคุณที่ติดตามกันนะคะ
D' ka ...คุณ betantawan
ปลื้มใจค่ะ..
เป็นความประทับใจของคนเขียนมากมายเช่นกัน..และ..
อย่าลืม!แวะมาอ่านอีกนะค่ะ
สวัสดีค่ะ
......คุณจัมโบ้เอ
ดีใจนะคะที่มาให้กำลังใจกัน หมอขวัญไม่อยู่แล้วค่ะ แต่ทราบว่ายังอยู่ไม่ไกล้ไมาไกลแถวนี้แหละค่ะ
ยังงัยก็มาทักทายกันบ่อยๆนะคะ
อ่านแล้วรู้สึกดีจังเลยค่ะ
นึกภาพออกเลยนะค่ะเนี่ย
ว่าลุงเหลือกับญาติยิ้มกว้างขนาดไหน
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ
ที่มีมาเล่าให้ฟังนะค่ะ
ขอสัญญาเลยค่ะว่าจะให้บริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ค่ะ
น้อง nur25
ชอบมาก..คำนี้..ขอสัญญาเลยค่ะว่าจะให้บริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ค่ะ
ถือซะว่า เป็นคำสัญญาเลยล่ะกันนะคะ
ขอบคุณมากที่คิดดี DDDDDDDDDDDDDDDDD
อ่านทั้ง ๓ เรื่องใน blog ด้วยความประทับใจค่ะ
เก่งขึ้นมากเลยน้องอัจ แล้วจะมาแวะอ่านอีกจ้า
เป็นเรื่องที่ดีมากเลยครับ
อยากให้เรื่องราวดีๆได้ถูกนำมาถ่ายทอดอย่างนี้อีก
เพื่อ...เป็นการจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจในการให้สิ่งที่ดีกับผู้รับบริการ
D จ้าพี่อ้อม
แหม!ชมจนเขิลลลลล เลยค่ะ
จริงๆแล้ว ไม่ขนาดนั้น
อาจเพราะชอบมั้งคะ....อิอิ
เรียน ท่านผอ.
เป็นปลื้มมากค่ะ.....
ที่เห็นและให้ความสำคัญและให้กำลังใจ
จะมุ่งมั่นต่อไปค่ะ...มุ่งมั่น
ขอบคุณนะคะ
สวัสดีค่ะคุณประจักษ์ ~natadee
ขอบคุณนะคะที่มาทักทาย
มาเยี่ยมอีกนะคะ
สวัสดีค่ะ
คนพลัดถิ่น~ต้นตอ-natachoei(หน้าตาเฉย)
....สุขกายสบายใจเช่นกันค่ะ
ขอบคุณนะคะ.....
แวะมาอ่านเรื่องนี้แล้ว...ทำให้ผมนึกถึงครอบครัวนี้ครับเมื่อประมาณ3-4ปีที่แล้วตอนผมทำงานให้คำปรึกษาที่กลุ่มเวชฯผมเคยรู้จักลุงเหลือและหลานครับเมื่อก่อนลุงแกจะพาหลานมารับยา ...ขับรถมอเตอร์เก่าๆคันหนึ่ง ...บางครั้งมาเปียกฝนทั้งลุงทั้งหลานเท่าที่รู้ลุงแกรักหลานมากไม่ว่าหลานจะเป็นอะไรแกไม่เคยทิ้งหลานคนนี้เลย บางครั้งลุงพาหลานมารับยาผิดนัด..ผมเองเคยต่อว่าลุงเหมือนกันมาทำไมไม่มารับยาให้หลานตามนัด ..และเคยตามลุงไปที่บ้านแล้วเหมือนกัน...หลังจากนั้น..เข้าใจแล้วว่าทำไมลุงถึงผิดนัด...และไม่คิดว่าวันนี้จะได้มาอ่านเรื่องของลุงเหลือ อีก...ขอบคุณมากครับที่ช่วยลุงและเขียนเรื่องๆดีๆขึ้นมาครับ
ดีครับ น้องเร
ขอให้คิดดี ทำดีต่อไปนะคะ
เป็นกำลังใจให้....สู้สู้