ถ้าเรามีสติรู้ตัวทุกขณะในชีวิตประจำวันของเรา เราจะมีบทเรียนและแบบฝึกหัดของชีวิตให้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติอยู่เสมอนะครับ

**ถ้าเรามีสติรู้ตัวทุกขณะในชีวิตประจำวันของเรา เราจะมีบทเรียนและแบบฝึกหัดของชีวิตให้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติอยู่เสมอนะครับ**

อย่างเช่นวันนี้ของผมเช่นกัน ... ตื่นมา ชวนแม่จะออกไปตลาด หาซื้อกับข้าวและขนมมากินตอนเข้า  ปรากฎว่า รถสตาร์ทไม่ได้ ตอนสตาร์ท มีเสียงดัง แก๊ก ๆ แต่ไม่ติด...

เรียกคนที่บ้านลงมาดู ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะต่างคนต่างก็ไม่รู้เรื่องเครื่องยนต์กันเล้ยยยย...

แต่ดีนะที่ พ่อ อยู่ด้วย เลยได้รับคำแนะนำให้ กดกุญแจสตาร์ท  เข้าเกียร์ 1 แล้วเข็น จนรถสตาร์ทติด (ขั้นตอนนี้ คนที่บ้าน เป็นคนทำนะครับ ผมทำไม่เป็น ...) [บทเรียนและแบบฝึกที่ 1]

>>ทีแรกนึกว่ารถแค่จอดค้างคืน แล้วแบตมันจะไม่มีไฟ ลองติดเครื่องไว้สักพักแล้วปิด ลองสตาร์ทไม่ก็ยังไม่ติด จึงคิดว่า น่าจะไปให้ช่างที่ปั๊มน้ำมันดูให้ ...
ช่างบอกว่า แบตก้อนนี้ ใช้มาตั้งแต่ปี 49 (สังเกตจาก รอยตัวเลยที่ตอกไว้ด้านบนของแบต  99   09  49) ก็น่าจะเสื่อมได้แล้ว บางรายซื้อมาได้แค่ 6 เดือนก็เจ๊งไปก็มี แต่ถ้าปกติ ก็ประมาณ 1-2 ปี สำหรับแบตธรรมดา ถ้ายี่ห้อดี ๆ ก็ 2 ปีกว่า  จากอาการที่เล่าให้ฟัง ช่างก็บอกได้แค่ว่า ต้องเปลี่ยนแบตใหม่ ส่วนเรื่องไดสตาร์ท ก็ไม่มีปัญหาอะไร ลองตรวจสอบดูก็ยังชาร์ทไฟให้แบตอยู่ ... ขับไปสักพัก พอจอดก็คงจะสตาร์ทติดเหมือนเดิม...  [บทเรียนที่ 2]

>>ขับรถออกจากปั๊ม (ขณะอยู่ที่ปั๊มยังไม่ดับเครื่องนะ) ไปตลาดเพื่อซื้อของ ก็เอารถไปจอดในบริเวณ วัด บางขวาง ทีแรกคนที่บ้านจะเอาหน้ารถจอดเข้าไป แต่ก็เตือนว่า ให้ถอยเอาท้ายรถเข้าจอดแล้วหาที่กว้าง ๆ ไว้ดีกว่า เผื่อสตาร์ทไม่ติดจะได้มีที่ไว้เข็นรถ...สรุป  กลับจากซื้อของ ก็ไม่ติดเหมือนเดิม  จำเป็นต้องเข็นคนเดียว เพราะมาตลาดกันแค่ 2 คน ทำเอา เอวเคล็ดไปเลย เฮ่อ... [จากบทเรียนต้น ๆ ทำให้มีประสบการณ์ว่าไม่ควรประมาทกับรถที่เราไม่รู้เรื่องเครื่องยนต์ และต้องเตรียมพร้อมไว้เสมอ]

>>ออกจากตลาด ไปร้านแบตเตอรี บอกช่างว่า ช่วยเช็คแบตให้หน่อย รถสตาร์ทไม่ติด...
ปฏิบัติการตรวจเช็คและนำเสนอราคาจึงเริ่มต้น...
**ช่างเอาอุปกรณ์มาวัดว่าแบตมีไฟหรือไม่ ปรากฎว่า เข็มวัดอยู่ในช่วงที่บอกให้รู้ว่า แบตก้อนนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เก็บไฟเลย หมายความว่า มันเสื่อมและถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว...
ตกลงได้แบต 1 ก้อน ราคา 1,350 บาท อายุใช้งานประมาณ 2 ปี รับประกัน 1 ปี เป็นราคารวมการรีเทิร์นแบตเก่าด้วย  แล้วช่างก็เริ่มต้นถอดแบตเก่าใส่แบตใหม่ทันที... แต่พอเสร็จแล้วอาการสตาร์ทแล้วดัง แก๊ก ๆ ก็ยังไม่หาย รถยังสตาร์ทไม่ติด
**ช่างอีกคนก็มาดูอาการให้ ก้ม ๆ เงย ๆ ดูในเครื่องยนต์ แล้วก็พบว่า สายไฟที่ต่อกับ ไดสตาร์ทมันหลุด  ช่างก็ใช้ความพยายามในการก้ม แล้วเอามือมุดเครื่องที่ร้อน ๆ และฝนก็ตกปรอย ๆ  ใช้เวลาทำตรงนี้อยู่นานกว่าจะใส่สายไฟนั้นได้... เป็นอันว่าเรียบร้อย แบบ โจทย์ 1 ข้อ แต่ต้องแก้ไข 2 ปัญหา
[บทเรียนที่ 3]

คิดว่า ปัญหาคงหมดไปละนะคราวนี้ ... จอดรถเข้าที่เรียบร้อย บอกพ่อ-แม่ว่า บ่ายนี้เราจะไปรับหลานที่พุทธมณฑล แล้วจะเลยไปเที่ยวตลาดน้ำดอนหวาย  ...  บ่ายโมงเตรียมตัวเสร็จ รถสตาร์ไม่ติดอีกแล้ว อาการเดียวกะตอนเช้าเลย ทำงัยดีหว่า...

บทเรียนที่ 3 สอนให้รู้ว่า น่าจะเกิดจากสายไฟตรงไดสตาร์ทมันหลุดอีกแน่ ๆ 
.. พ่อเลยต้องก้มลงดูและจะใส่ให้ (ดีนะที่พ่อมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์อยู่ด้วย) แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะรูที่จะเสียบมันอยู่ใต้เครื่องและเล็ก ทำให้ลำบากในการที่จะทำ..

.. คิดวิธีการแรก ใช้กล้องดิจิตอล ถ่ายรูปบริเวณนั้นออกมาดูว่า ช่องที่จะเสียบสายไฟนี้มันเป็นอย่างไร อยู่ตรงไหน  พอได้รูปมาก็ทำให้รู้ว่า ช่องนี้มันจะอยู่ใต้ปุ่มสายไฟอะไรสักอย่าง และมีแนวของช่องเป็นอย่างไร (มีรูปให้ดู)

.. พอเห็นรูปอย่างนี้แล้วคนที่บ้านบอกว่า มา ทำเอง แล้วขอให้ไปหยิบกระจกเล็ก ๆ มาเพื่อจะส่องดูให้ชัดเจน (วิธีที่ 2) แต่ยังไม่ได้กระจกมา ก็สามารถเสียบสายไฟได้เรียบร้อย แก้ปัญหาการสตาร์ทไม่ติดเสร็จเป็นที่เรียบร้อย...

แล้วเราก็สามารถไปไหนต่อไป จะดับเครื่องยนต์กี่รอบก็สตาร์ทติดได้เหมือนเดิม ....

วันนี้.. ได้เรียนรู้ว่า 

1.  อายุแบตเตอรี่รถยนต์ จะใช้ได้ประมาณ 1 - 2 ปี แล้วต้องหมั่นเติมน้ำกลั่นอย่างน้อยเดือนละครั้ง
2.  น้ำกลั่นสีขาวกะสีชมพูใช้ได้เหมือนกัน (ทีแรกคิดว่าเป็นเพราเติมน้ำกลั่นสีชมพูก่อนหน้านี้ 1 วัน ทำให้วันนี้รถเลยมีปัญหา แต่ช่างบอกว่าไม่ใช่)
3.  หากปล่อยให้น้ำกลั่นในแบตแห้ง จะทำให้แบตเสื่อมและเสียทันที (น่าจะเป็นสาเหตุนี้ที่ทำให้แบตของผมพัง เพราะผมไม่ใส่ใจในการเติมน้ำกลั่น)
4.  ข้อสัณนิฐานอีกข้อถ้าสตาร์ทแล้วดัง แก๊ก ๆ คือ ลองดูว่าสายไฟหลุดหรือไม่ ถ้าหลุดจะต้องต่อไว้ตรงจุดตามรูปที่ 2
5.  ในวันที่เศรษฐกิจของครอบครัวถึงจุดต่ำสุด มักจะเกิดเหตุซวยซ้ำซวยซ้อนสม่ำเสมอ แต่สิ่งใดที่จำเป็นต้องจ่ายก็ต้องจ่ายแบบไม่มีเงื่อนไข.. แล้วไปรัดเข็มขัดเรื่องอื่นแทน
6.  ถ้ามองเรื่องต่าง ๆ ให้เป็นธรรมชาติแล้วเก็บมาสอนตัวเอง ก็จะทำให้ทุกข์ทางใจลดลงไปได้และเกิดสติและปัญหาที่จะเก็บความรู้แบะแบ่งปันให้ผู้อื่นได้บ้าง...