คนมีน้ำใจยังมีให้เห็นในสังคมไทย

เมื่อเดือนที่แล้วฉันไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจอาการคล้ายมีมดไต่อยู่ในสะบัก  ฉันรีบขับรถไปโรงพยาบาลโดยไม่ได้ทานอาหารเช้า  ถึงโรงพยาบาลประมาณแปดโมงเช้า  ฉันรีบไปที่ห้องตรวจโรคกระดูกเพื่อถามพยาบาลหน้าห้องตรวจว่าทะเบียนประวัติของฉันมาถึงหน้าห้องแล้วหรือยัง  เนื่องจากฉันไม่ได้มาตรวจตามที่คุณหมอนัดแต่มาตรวจโดยคุณหมอเขียนโน้ตสั่งให้มาเอกซ์เรย์ในวันที่คุณหมออยู่เวรตรวจที่โรงพยาบาล  ฉันจึงขอร้องให้น้องสาวที่เป็นพยาบาลช่วยจัดการเรื่องทะเบียนประวัติให้  ปรากฏว่าทะเบียนประวัติของฉันยังมาไม่ถึงหน้าห้องตรวจ  พยาบาลบอกให้ฉันนั่งรอก่อน  ฉันนั่งรอสักครู่หนึ่งจึงตัดสินใจไปหาข้าวเช้ารับประทานก่อนดีกว่า  จึงลุกขึ้นเดินไปหน้าโรงพยาบาล  ข้ามถนนไปยังร้านขายข้าวแกงฝั่งตรงกันข้ามกับโรงพยาบาล  ฉันเดินไปยืนดูอาหารในตู้กระจกแล้วสั่งข้าวราดผัดเผ็ดหมูกับสะตอและผัดผักกวางตุ้งกับกุ้ง  แล้วเดินมาหาที่นั่ง  ปรากฏว่าในร้านนี้มีโต๊ะอยู่สี่ตัว  มีคนนั่งทานข้าวอยู่โต๊ะละคน  ฉันจึงเดินไปนั่งที่โต๊ะที่มีผู้หญิงนั่งอยู่โดยนั่งตรงกันข้ามกับเธอ  สักครู่หนึ่งอาโกเจ้าของร้านก็ถือจานข้าวมาวางข้างหน้าฉัน  และอาเจ๊เมียเจ้าของร้านก็เอาแก้วใส่น้ำแข็งมาวางให้  ฉันมองหากาน้ำชาบนโต๊ะตัวที่ฉันนั่งและบนโต๊ะอีกสามตัวที่เหลือ  ไม่มีกาน้ำชามีแต่น้ำเปล่าบรรจุขวด  แสดงว่าเจ้าของร้านต้องการขายน้ำด้วย   ขณะนั้นผู้หญิงที่นั่งตรงกันข้ามกับฉันเธอเงยหน้าขึ้น  แล้วชี้ไปที่ขวดน้ำขวดที่เปิดแล้วซึ่งน้ำในขวดพร่องไปไม่มากแล้วยิ้มให้ฉันส่งสัญญานให้รู้ว่าให้ฉันรินน้ำในขวดนั้นลงในแก้วน้ำแข็งของฉัน  ฉันลังเล  เกรงใจก็เกรงใจ  คนไม่รู้จักกัน  เธอก็ส่งสัญญาณอีกให้ฉันรินน้ำจากขวดของเธอ   ฉันก็กล่าวขอบคุณแล้วรินน้ำใส่แก้วตัวเอง  ฉันสังเกตเห็นว่าเธออายุประมาณสี่สิบ  น่าจะทำงานนอกบ้าน  เธอรีบทานอาหารแล้วลุกขึ้นเดินไปจ่ายค่าข้าวและค่าน้ำ  แล้วเดินหายไป  ส่วนฉันก็รีบทานข้าวแล้วจิบน้ำด้วยความขอบคุณเธอผู้มีน้ำใจคนนั้น