พุทธสุภาษิต คำสอนตน ดูไว้ไม่เสียหาย

1.นตฺถิ กามา ปรํ ทุกฺขํ (ทุกข์อื่นยิ่งกว่ากามนั้นไม่มี)

       บรรดาทุกข์ทั้งหลายซึ่งมีอยู่ในโลก ที่เกิดจากสาเหตุต่างๆ เช่น ทุกข์ที่เกิดจากความยากจน ทุกข์ที่เกิดจากการเป็นหนี้ เป็นสินของผู้อื่นเป็นต้น ทุกข์เหล่านี้ไม่ใช่ทุกข์ที่ยิ่งกว่าทุกข์ที่เกิดจากกาม

ทุกข์ที่เกิดจากความยากจน เป็นทุกข์ที่เราสามารถขจัดให้บรรเทาเบาบางลงได้ โดยใช้หลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ คือ ขยันหา รู้จักเก็บรู้จักใช้ และคบแต่คนดีเป็นเพื่อน ทุกข์ที่เกิดจากการเป็นหนี้เขาก็สามารถบรรเทาลงได้ โดยพยายามไม่เป็นหนี้ ผู้อื่น ทุกข์ที่เกิดจากการสอบตก ก็แก้ไขได้โดยการขยันหมั่นเพียรในการดูหนังสือสอบก็จะได้เอง

ส่วนทุกข์ที่เกิดจากกามนั้น เป็นทุกข์ภายใน เกิดขึ้นที่ใจ จึงยากที่จะขจัดได้ เพราะใจคนชอบมัวเมาในกาม คือ สิ่งที่น่า ใคร่เสมอ เมื่อยังไม่มีก็แสวงหา เมื่อได้มาแล้วก็เป็นทุกข์ เมื่อกามนั้นพลัดพรากจากไป ฉะนั้นทุกข์ที่เกิดจากกามจึงนำทุกข์มาให้ ตลอดกาล จึงพึงละเสีย

 

2.อิจฺฉา โลกสฺมิ ทุชฺชหา (ความอยากละได้ยากในโลก)

       ในหมู่มนุษย์ด้วยกัน จะมีบุคคลหลายที่ติดหมากพลู บุหรี่ สุรา หรือเครื่องดองของเมาต่างๆ แต่เขาก็ใจแข็งใจเด็ด สามารถเลิกละสิ่งเสพติดเหล่านั้นได้ แต่ก็มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เราเลิกละได้ยากยิ่ง ยิ่งกว่าเลิกละสิ่งเสพติดดังกล่าวอีก สิ่งที่ว่านั้นก็คือ ความอยากได้ความต้องการ ตามความในพุทธสุภาษิตข้อนี้

อันความอยากได้หรือความต้องการที่ว่ามานี้ มีลักษณะคล้ายกับตัณหา เป็นสิ่งที่ละได้ยากในโลก เพราะความอยากหรือความต้องการของคนเรานั้นไม่มีที่สิ้นสุด เห็นอะไรดีๆถูกตาถูกใจเป็นอันอยากได้ทันที และความอยากที่มีลักษณะดังกล่าวมานี้จะมีในตัวคนเราตั้งแต่วันเกิดถึงวันตาย จึงถือว่าเป็นสิ่งที่ละได้ยากบนโลกใบนี้




 

3.นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ (ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี)

      ไฟมีความร้อนเป็นปกติ ไฟอยู่ที่ใดความร้อนหรืออันตรายต่างๆจากไฟก็มีอยู่ที่นั่น เพราะไฟนั้นแม้จะมีคุณอนันต์ แต่ขณะเดียวกันไฟก็มีโทษมหันต์เช่นเดียวกัน สามารถที่จะทำเผาคนให้ร้อนเจ็บหรือตายได้ ไฟดังกล่าวมานี้ แม้จะมีอันตรายมากก็จริง แต่กระนั้น คติทางพระพุทธศาสนาถือว่าไฟเสมอด้วยไฟราคะนั้นไม่มี

ราคะคืออะไร นี่คือสิ่งที่เราควรจะทราบเป็นเบื้องต้น ก่อนที่จะนำไปเทียบกับไฟ ราคะ คือ ความกำหนัด กลัดกลุ้มเกี่ยวกับเพศตรงข้าม ซึ่งเกิดต่อจากความรัก คนเราเมื่อเห็นรูปสวยๆ ที่ตนชอบก็จะเกิดความรัก เมื่อเกิดความรักแล้ว ก็จะเกิดความกำหนัด เอาใจเข้าไปผูกพันธ์สิ่งที่ตนชอบนั้น เมื่อมีราคะจัด คือมีความกำหนัดเป็นไปแรง ก็จะเกิดความรุ่มร้อนขึ้นในใจ เหมือนไฟที่เถ้ากลบไว้

อันความร้อนที่เกิดจากไฟนั้น เราก็พอมีวิธีป้องกัน หรือบรรเทาได้ เพราะไฟนั้นเป็นสิ่งที่มีในภายนอก ส่วนราคะเป็นไฟภายใน คือร้อนรุ่มอยู่ในใจ ใจที่ถูกไฟรัก หรือไฟคือตัณหาเล่นงานแล้ว จะอาบน้ำ แช่น้ำ หรือเข้าไปอยู่ในห้องแอร์ก็ไม่สามารถดับไฟแห่งราคะได้ ฉะนั้น คติทางพระพุทธศาสนาจึงถือว่า ไฟเสมอราคะนั้นไม่มี

 

4.โลโภ ธมฺมานํ ปริปนฺโถ (ความโลภเป็นอันตรายแห่งธรรมทั้งหลาย)

      ความโลภเป็นธรรมที่เป็นอันตรายโดยถ่ายเดียว เมื่อความโลภเกิดขึ้นแล้วธรรมฝ่ายกุศลทั้งหลายก็จะอยู่ไม่ได้ ฉะนั้น ความโลภ จึงถือว่าเป็นอันตรายต่อกุศลธรรมทั้งหลาย

ความโลภ คือ ความอยากได้สิ่งของที่น่ารักน่าใคร่ หรือของที่เป็นเครื่องจับจ่ายใช้สอยเกินกำลังของตน และเกินขอบเขตของศีลธรรม เช่น คนที่มีความโลภในกาม ย่อมพยายามให้ได้มาซึ่งกามนั้น แม้จะได้มาโดยผิดศีลธรรมก็ยอม หรือคนที่มีความโลภในทรัพย์ ก็พยายามจะให้ได้มาซึ่งทรัพย์นั้น แม้การได้มาซึ่งทรัพย์นั้นจะผิดศีลธรรมก็ยอม ฉะนั้น ความโลภจึงถือว่าเป็นอันตรายแห่งธรรมทั้งหลาย เพราะคนที่ถูกความโลภครอบงำแล้ว ย่อมกล้าทำทุกอย่าง แม้ว่าการกระทำนั้นจะผิดศีลธรรมก็ตาม