ชื่อเรื่องงานวิจัย การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน 2 (ว32101) หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้เขียน นางเตือนใจ เนาวพันธ์
ปีการศึกษา 2552
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน 2 (ว32101) หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการสอน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน 2 (ว32101) หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนฉวางรัชดาภิเษก อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 จำนวน 47 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน 2 (ว32101) หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน 2 (ว32101) หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ที่มีมีค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.20 - 0.79 และค่าอำนาจการจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.20 - 0.73 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.8057 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t (t-test) ค่าระดับความยากง่าย ค่าอำนาจการจำแนก ค่าความเชื่อมั่น ค่าความแปรปรวน ดัชนีความสอดคล้อง และการหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน
การวิจัยปรากฏผล ดังนี้
- 1. ได้เอกสารประกอบการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน 2 (ว32101) หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ร่างกายของเรา จำนวน 10 เล่ม มีประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 85.69/83.74
- 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ที่ได้รับการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน 2 (ว32101) หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน และเขียนคำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ผู้ศึกษา นางสุมล สุนทรเวช
โรงเรียนบ้านป่าเสร้า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 1
บทคัดย่อ
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำควบกล้ำ สำหรับใช้สอนซ่อมเสริมนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีปัญหาในการอ่าน และเขียนคำควบกล้ำไม่ถูกต้อง เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่าน และเขียนคำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านเขียนคำควบกล้ำ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำควบ กล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำควบ กล้ำในการสอนซ่อมเสริมนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้ศึกษาได้กำหนด กลุ่มป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านป่าเสร้า อำเภอดอยสะเก็ดจังหวัดเชียงใหม่ ที่ไม่ผ่านการคัดกรองวัดข้อบกพร่องทางการอ่านและเขียนคำควบกล้ำ จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำควบกล้ำ จำนวน 1 ฉบับ ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมชุดฝึกจำนวน 8 ชุด การวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำควบกล้ำ ใช้สูตร E1 และ E2 ในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ใช้สถิติร้อยละ การประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ผู้ปกครอง และครู ใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
ผลการศึกษาพบว่า
1. การหาค่าประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ใช้ในการสอนซ่อมเสริมนักเรียนที่ไม่ผ่านการคัดกรองวัดข้อบกพร่องทางการ อ่านและเขียนคำควบกล้ำ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.79/88.67
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โดยการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึก ทักษะการอ่านและเขียนคำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและ เขียนคำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า เนื้อหาและกิจกรรมในแบบฝึก นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้
4. ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและ เขียนคำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า แบบฝึกที่ครูสร้างขึ้นช่วยพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำควบกล้ำได้ถูกต้อง รูปเล่ม การจัดพิมพ์ ภาพประกอบของแบบฝึกน่าสนใจ และผู้ปกครองพึงพอใจต่อผลการเรียนซ่อมเสริม
5. ผลการประเมินความพึงพอใจของครูที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำ ควบกล้ำสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า แบบฝึกมีเนื้อหาตรงตามวัตถุประสงค์ แบบฝึกมีคำสั่งชัดเจนสามารถปฏิบัติตามได้ และแบบฝึกมีการนำเสนอสาระการเรียนรู้ได้น่าสนใจ