
บลอกของผม กลายเป็น บลอกจับฉ่ายโดยสมบูรณ์ วันก่อนนู้นพูดถึงปฏิทินโนบรา เย่ย โบราณ(ขอเล่นอีกทีเถอะมุกนี้ ชอบอ่ะ แฮ่ๆ
) เมื่อวานพูดถึงหนังโป๊ มาวันนี้มาพูดถึงเรื่องหนังเก่าเมื่อ 6 ปีที่แล้ว
แต่ขอบอกๆ หนังเรื่องนี้ไม่ใช่ขี้ๆนะคร้าบ เพราะจริงๆแล้วมันคือเยี่ยวๆ
แหะๆ จริงๆแล้วมันคือหนังรางวัลออสการ์เชียวนา ... แล้วมันมีอะไรน่าสนใจ?
A Beautiful Mind จิตเสื่อมและตรรกะของความรักที่คณิตศาสตร์อธิบายไม่ได้
A Beautiful Mind สร้างจากชีวิตจริงของ จอห์น แนช นักคณิตศาสตร์ระดับโคตรพ่ออัจฉริยะ จบปริญญาเอกในวัยแค่22ปี แต่ดันเป็นโรคจิตเสื่อมซะนี่(ก็ดีกว่าเซ็กส์เสื่อมหน่อยนึง
) อาการทางจิตที่ว่านี้ เรียกว่า paranoid schizophrenia(อ่านว่าไงเนี่ยะ
) ซึ่งแนชจะไม่สามารถแยกโลกในจินตนาการออกจากโลกแห่งความเป็นจริงได้ แต่ด้วยความรักของภรรยาแนชก็สามารถทำให้เขาผ่านเรื่องราวร้ายๆ และมีอาการที่ดีขึ้น จนมูลนิธิร่วมกตัญญูมอบรางวัลขวัญใจเด็กเก็บศพให้เขา ผ่างงงงงงงง มุกนี้ไม่เนียน ที่ถูกต้องคือ มูลนิธิโนเบลมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ให้เขาในฐานะที่คิดทฤษฎีที่สำคัญต่อวงการเศรษฐศาสตร์ชนิดที่ทฤษฎีที่แนชคิดนั้นปฏิเสธหลักการของบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่อย่างอดัม สมิธ(ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ อริสมันต์)โดยสิ้นเชิง
ว่ากันว่า นี่คือหนังที่นักศึกษาคณิตศาสตร์ไม่ควรพลาด แต่หลังจากที่ผมดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว ผมกลับคิดว่า มันเป็นความคิดที่ผิด เพราะจริงๆแล้วควรจะบอกว่า นี่คือหนังที่ทุกคนไม่ควรพลาด!!!
คณิตศาตร์ในหนังเรื่องนี้ เป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆเท่านั้น แต่สิ่งที่ทุกคนสามารถมารถรับรู้ได้ในหนังเรื่องนี้คือ ความรักต่างหาก(อ่ะฮิ้วววววววววว) ในยามที่คนเราท้อแท้ สิ้นหวัง จนแทบจะกลายเป็นคนไร้ค่า การที่มีใครสักคนพร้อมจะอยู่เคียงข้างเรา มันก็เปรียบเสมือนไม้ขีดไฟก้านเล็กๆที่สว่างจ้าในห้องที่มืดมิดนั่นเอง(คมบาดกางเกงในไหมครับ คุณผู้อ่าน
)
มีฉากนึงที่เล่นเอาผมอึ้งกิมกี่ไปเลย ก็คือ ฉากที่แนชจะไปขอแฟนแต่งงาน แต่เนื่องจากที่แนชเป็นคนที่ยึดติดกับคณิตศาสตร์ชนิดที่แยกไม่ออกกับวิถีชีวิต ทำให้เขาต้องการสิ่งที่พิสูจน์และยืนยันได้ว่า คนที่จะมาเป็นภรรยาจะรักเขาอย่างมั่นคง(เรื่องมากเนอะ อีตานักคณิตศาสตร์คนเนี้ย) แต่แฟนของแนช(ซึ่งเป้นนักศึกษา ฟิสิกส์) ตอบกลับเขาไปว่า จักรวาลกว้างใหญ่แค่ไหน แนชตอบไปว่า ไม่มีที่สิ้นสุด แฟนสาวจึงถามว่า รู้ได้ยังไง แนชตอบว่า เพราะหลายอย่างทำให้เชื่อ แฟนสาวถามแนชต่อว่า งั้นก็แสดงว่ายังไม่มีใครพิสูจน์ได้ แนชตอบว่า ใช่ แฟนสาวจึงสรุปว่า ความรักก็เหมือนกับความกว้างใหญ่ของจักรวาล ไม่มีใครพิสูจน์ได้ แต่ทุกคนก็เลือกที่จะเชื่อ ... (จบฉากนี้ผมนิ่งไปชั่วขณะ แล้วก็ย้อนกลับไปฟังบทสนทนาอีกครั้งให้หนำใจ)
เอาล่ะ เล่าพอหอมปากหอมคอ ใครสนใจก็หาเช่าได้ตามร้านเช่าหนังใกล้บ้านครับ(ร้านไหนไม่มี ถือว่าเชยคอดๆ นี่มันหนังรางวัลออสการ์ เดอลาโฮย่า นะเนี่ย)
ทฤษฎีเกม คณิตศาสตร์แบบอัลเทอเนทีฟ
ทีนี้เรามาทำความรู้จักกับทฤษฎีที่ทำให้ จอห์ แนช ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์กันดีกว่าครับ ... ทฤษฎีที่ว่านี้ เรียกว่า ทฤษฎีเกม ซึ่งเป็นคณิตแสดดดยุดใหม่ ที่จำลองการแข่งขันที่ผู้เล่นต้องการผลการแข่งขันที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง โดยจอนห์ แนช ได้คิดค้นวิธีที่จะทำให้ผู้เล่นได้รับจุดสมดุล นั่นก็คือ ผู้เล่นทุกคนพอใจกับผลการแข่งขันที่จะได้รับ ซึ่งแนวคิดนี้ ถูกนำเอาไปใช้ในการประมูล การแข่งขันของผู้ผลิตสินค้า จนเป็นที่มาของรางวัลโนเบลที่แนชได้รับในปี 1994 อย่างนี้นี่เองงงงงงงงงงง(กรุณาทำเสียงแบบพี่คนพากย์ จะได้อารมณ์มากขึ้น)
หลังจากนั้น ทฤษฎีเกมก็เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น จนมีคนนำไปใช้ในด้านอื่นๆอย่างแพร่หลาย ทั้งทางด้าน สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ และ กระยาสารท(อันนี้เนียนมา ไม่เกี่ยวกับทฤษฎีเกม) รวมทั้ง ชีววิทยา
อธิบายมาถึงตรงนี้ หลายคนอ่านจะบ่น ม่างงงง ทฤษฎีไรวะ งง Ship Hide
...งั้นผมขอยกตัวอย่างด้วยเกม ที่คล้ายๆกับไอเดียของทฤษฎีเกมดังต่อไปนี้
เกม โจร1 โจร2
สมมติว่า โจร1 โจร2 โดนตำรวจจับ แต่ตำรวจไม่มีหลักฐานเอาผิด จึงแยกการสอบสวนโจร1 และ โจร2 โดยไม่ให้โจรทั้งสองรู้ว่าอีกฝ่ายให้การอย่างไร โดยที่โทษที่ทั้งสองจะได้รับ ขึ้นอยู่กับการรับสารภาพ ดังนี้
1. หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับสารภาพ แต่อีกฝ่ายไม่รับ คนที่รับสารภาพจะติดคุก 2 ปี ส่วนคนปากแข็งจะโดนไป 10 ปี
2. หากสารภาพทั้งคู่ ก็จะโดนไปคนละ 5 ปี
3. หากทั้งคู่ไม่มีใครรับสารภาพ ตำรวจก็จะมีปัญญาเอาผิดได้แค่ คนละ 1 ปี
แน่นอนว่า ถ้าทั้งคู่เชื่อมันในกันและกัน บนทางเดินเคียง ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน
ทั้งคู่ก็จะได้รับผลทีสมดุลและพอใจทั้งสองฝ่ายนั่นก็คือ คนละ 1 ปี เท่านั้น แต่... ก็เพราะว่าการแยกสอบสวนน่ะสิครับ มันทำให้อีกฝ่ายต่างระแวงว่าอีกฝ่ายจะหักหลังตัวเองหรือเปล่า เพราะถ้าเกิดปากแข็ง จะอีกฝ่ายเจือกรับสารภาพ ไอ้คนที่ปากแข็ง ก็จะโดนไม่ใช่น้อย 10 ปี เต็มๆ ... หลักจิตวิทยานี้สามารถเอาไปประยุคในการสอบสวนผู้ต้องหาได้เป็นอย่างดีเลยเชียว
โจร2 : เมิงกำลังคิดเหมือนที่กูคิดอยู่รึเปล่าโจร1
โจร1 : กูกำลังคิดอยู่นะโจร2
โจร2/โจร1 : เมิงจะชิงสารภาพก่อนชะม้าาาา 
เกมวางกองกำลัง
เกมนี้สมมิตว่า เรามีทหารอยู่120นาย กฎของเกมมีอยู่ว่า จะต้องแบ่งทหาร120นายนี้ ลงในสนามรบ 6 สมรภูมิ โดยแต่ละสมรภูมิ ฝ่ายไหนมีทหารน้อยกว่า ก็จะเป็นฝ่ายแพ้ในสนามนั้น หากรวมแล้ว ใครที่มีจำนวนสมรภูมิที่ชนะมากกว่า ก็ถือว่าชนะในเกมนี้ คิดกันง่ายๆว่า หากผู้เล่น ต่างก็แบ่งทหารลงสมรภูมิละ20นาย เท่าๆกัน ก็คงไม่มีใครแพ้ชนะ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะแข่งไปทำแป๊ะซะอะไร ดังนั้น แนวคิดของ ทฤษฎีเกมจึงถูกเอามาใช้ในเกมนี้ ปรากฏว่า จำนวนที่เหมาะสมที่จะทำให้ได้รับชัยชนะมากที่สุด เป็นดังนี้ครับ
สนามที่1และสนามที่6 วาง 1 คน, สนามที่2,สนามที่3,สนามที่5 วาง 31 คน, สนามที่4 วาง 25 คน (การทดลองนี้ใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผล แข่งแบบแพ้คัดออก)
ซึ่งการแข่งขันของเกมนี้ สามารถเอาไปประยุคในการแข่งขันของตลาดกลาง รวมทั้ง การวางแผนรบของทหาร อีกต่างหาก (เก๊ง เก่ง เนาะ มีแต่ตัว ฉล๊าด ฉลาด หมีแพนด้า หมีแพนด้า หมีแพนด้า หมีๆ แพนด้าาาา
)
เกม แบ่งเงิน
เกมสุดท้าย ผมอยากให้ทุกคนร่วมเล่นด้วย สมมิตว่าเราจะได้รับเหรียญเงิน เป็นเหรียญบาท 100 เหรียญ โดยมีข้อแม้ว่า เราต้องแบ่งเงินให้ใครก็ได้ 1 คน และหากคนคนนั้น เขาปฏิเสธจำนวนเงินที่เราแบ่งให้ ก็จะทำให้เรา ชวดเงินตามไปด้วย ... แล้วเราควรจะแบ่งให้เขา กี่บาทดีครับ คิดคำตอบไว้ในใจนะครับ
เอาละ ครบถ้วน ทั้งเรื่องหนัง เรื่องคณิตแสด ผมจึงขอจบเอ็นทรี่นี้แบบหน้าด้านอย่างงี้แหละ ฮี่ๆ(ไม่ได้ด่าว่า หน้าด้านนะคะ แค่ถามเค้าว่า หน้าไม่อายเหรอ เอารถชาวบ้านเขามาขับ
)
หมายเห็ด - รางวัลโนเบล เริ่มแรก มอบให้กับ สาขา เคมี, การแพทย์, วรรณกรรม, สันติภาพ และฟิสิกส์ ต่อมา จึงเพิ่ม สาขาเศรษฐศาสตร์ในภายหลัง และมีข่าวลือว่า ที่ไม่มีรางวัลโนเบลสาขาคณิตศาสตร์ เพราะ ว่ากันว่าโนเบล(นักเคมีชาวสวีเดน รางวัลโนเบลเป็นความตั้งใจก่อนตายของโนเบล เพื่อชดเชยความผิดที่คิดค้นระเบิดไดนาไมต์ ทำลายล้างผู้คน) มีอดีตคนรักที่โกงและหนีจากเขาไปอยู่กับนักคณิตศาสตร์ที่ชื่อ กอสตา มิตแทก เลฟเฟลอร์ แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันเรื่องนี้อย่างแน่ชัด ... อ่านเรื่องราวของโนเบลได้ตามลิงค์นี้ครับ >> โนเบล
หมายเห็ด - มีรุ่นพี่ที่สาขา แกเล่าให้ฟังว่า แกเคยจะใช้มุกแบบหนังเรื่อง A Beautiful Mind ... พี่แกชื่อว่าเอ๋ครับ ผมขอจำลองสถานการณ์จากปากของแกดังนี้
แฟนพี่เอ๋ : ตัวเองรักเค้ามั้ย
พี่เอ๋ : ตัวเองรู้จักจักรวาลมั้ย
แฟนพี่เอ๋ : รู้จักสิ ก็ปั่นไปสอนหนังสือทุกวัน
พี่เอ๋ :
หมายเห็ด - เกมแบ่งเงินข้างบน มีจุดสมดุลของความพอใจ คือ แบ่งให้บาทเดียวก็พอครับ ไม่ว่าแบ่งให้กี่บาท เขาก็ต้องรับไปอยู่แล้ว เพราะหากเขาปฏิเสธ เขาก็ต้องชวดเงินอยู่ดี ดังนั้น แม้มันจะเป็นเงินที่น้อยนิด เขาก็ต้องรับไว้ ซึ่งดีกว่าจะปฏิเสธและไม่ได้ซักกะบาท(เปรียบเสมือนกับ บริษัทผู้ผลิต โยนเศษกำไรนับหมื่น นับพันล้าน เอามาจัดแคมเปญแจกทองสองสลึง มีใครโวยมั้ยครับ ว่าน้อยจังเลย กูม่ายอาวววว) ... เกมแบ่งเงินนี้ เคยเอาไปเล่นในปฐากถาวิชาการนานาชาติ มาแล้ว โดยนักวิชาการของไทย ถือว่าใจดีที่สุด เพราะตอบด้วยจำนวนเงินสูงสุด เป็นเงิน 48 บาท (ค่าเฉลี่ยของคำตอบในคราวนั้น อยู่ที่ 40-48บาท)