นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ว่าในพื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช ยังเป็นพื้นที่เป้าหมาย ที่จะตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วย เนื่องจากเป็นทำเลที่เหมาะสม อยู่ใกล้ทะเล และมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งรัฐบาลชุดนี้ให้การสนับสนุน และสามารถคุมมวลชนในพื้นที่ได้
เล็งปะทิวผุดไฟฟ้านิวเคลียร์

ที่มา http://www.ftawatch.org/news/view.php?id=11882

ฐานเศรษฐกิจ 12 - 14 ก.ค. 50 - ภาครัฐเล็งตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4,000 เมกะวัตต์ มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทใน 3 พื้นที่ภาคใต้ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช นักวิชาการชี้แนวโน้มเกิดขึ้นได้หากปชป.เป็นรัฐบาลและเห็นความสำคัญ กฟผ.จ่อผุดอ.ปะทิว มีศักยภาพเหมาะสม ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับมวลชนแล้ว ขณะที่ปส.รับลูกเร่งโหมเผยแพร่ข้อมูลนิวเคลียร์กับนักเรียนและประชาชนทั่วไป พร้อมสร้างองค์ความรู้ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศส มาเผยแพร่ประสบการณ์

นายเดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากกรณีที่กระทรวงพลังงาน ได้มีดำริให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวน 4,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเข้าระบบในปี 2563 โดยขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 6 ฝ่าย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ และจะสรุปผลเบื้องต้นในช่วงเดือนตุลาคม 2550 นั้น

สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุด พบว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้ลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนในหลายพื้นที่แล้ว โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ได้เข้าไปในพื้นที่อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ที่จะตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นมาอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ว่าในพื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช ยังเป็นพื้นที่เป้าหมาย ที่จะตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วย เนื่องจากเป็นทำเลที่เหมาะสม อยู่ใกล้ทะเล และมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งรัฐบาลชุดนี้ให้การสนับสนุน และสามารถคุมมวลชนในพื้นที่ได้

+++ประชาชนยังหวั่นไม่ปลอดภัย

อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวด้วยความหวังว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภายหลังการเลือกตั้งปลายปีนี้ และพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาบริหารประเทศ อาจต้องมีการทบทวนพื้นที่ใหม่ เนื่องจากความกังวลเรื่องฐานคะแนนเสียง แต่หากพรรคประชาธิปัตย์เห็นความสำคัญและสามารถผลักดันได้เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่อยู่แล้ว โอกาสที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดนั้นมีความเป็นไปได้สูง

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาคประชาชนนั้น ยังไม่เห็นด้วยกับการสร้างโรงฟ้านิวเคลียร์ เนื่องจากมีผลกระทบค่อนข้างสูง โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย ซึ่งช่วงปลายปีนี้ หลังจากทราบข้อมูลเบื้องต้นที่ได้จากการศึกษาของภาครัฐแล้ว จะรวบรวมข้อมูลเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนต่อไป

สำหรับข้อคิดเห็นดังกล่าว ได้สอดคล้องกับกฟผ.โดยนายไกรสีห์ กรรณสูต ผู้ว่าการฯออกมาให้ข้อมูลว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาหาสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในภาคใต้อยู่ประมาณ 2-3 แห่ง และกฟผ.กำลังเตรียมบุคลากรด้านนี้ไว้รองรับแล้ว เนื่องจากประเทศไทยไม่มีทางเลือกเชื้อเพลิงอย่างอื่น เพราะหากจะไปพึ่งก๊าซธรรมชาติจะมีความเสี่ยงมากเกินไป และก๊าซในอ่าวไทยกำลังใกล้จะหมด และมีราคาสูงขึ้นหากนำก๊าซแอลเอ็นจีจากต่างประเทศเข้ามา

ดังนั้น การผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์จะมีราคาถูกกว่าการใช้ถ่านหิน หากลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 4,000 เมกะวัตต์ จะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 204,000 ล้านบาท หรือตกเมกะวัตต์ละ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(อัตราแลกเปลี่ยนที่ 34บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งการเตรียมงานขั้นตอนต่างๆ นั้นจะต้องใช้ระยะเวลา 6 ปี และทำการก่อสร้างอีก 7 ปี ในขณะที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กำลังเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจและมีความรู้เรื่องพลังงานนิวเคลียร์กับพื้นที่ ใน 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร และระนอง

+++ป้อนข้อมูลนิวเคลียร์นักเรียน

นายวิทยา รัชตาบดี หัวหน้างานเผยแพร่และการประชาสัมพันธ์ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ(ปส.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนิวเคลียร์นั้น อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขของรัฐบาลที่กำหนดไว้ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้รับมอบหมายให้ดูแลในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร และระนอง ดังนั้นปส.จึงได้บรรจุโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรูด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไว้ใน 3 จังหวัดนี้ด้วย

โดยในวันที่ 20-22 กรกฎาคม 2550 นี้ จะจัดเสวนาเผยแพร่ความรู้ด้านพลังงานนิวเคลียร์ และจัดค่ายเยาวชนนิวเคลียร์สัมพันธ์ ที่โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากนั้นวันที่ 3-5 สิงหาคม 2550 จะจัด ขึ้นที่โรงเรียนพิชัยรัตนาคาร จังหวัดระนอง และในวันที่ 24-26 จะจัดขึ้นที่โรงเรียนสะอาดเผดิมวิทยา จ.ชุมพร

ทั้งนี้ เพื่อให้ครูและนักเรียน มีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานของพลังงานนิวเคลียร์ รวมทั้งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ และเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในมาตรการ และขั้นตอนการดำเนินการควบคุม รวมถึงการรักษาความปลอดภัยทางด้านรังสี ซึ่งจะทำให้ครู นักเรียนและประชาชนทั่วไป มีความรู้เรื่องพลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงประโยชน์และอันตราย ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ และก่อนหน้านี้ได้ดำเนินกิจกรรมดังกล่าวแล้วที่โรงเรียนสาธิตเทศบาลวัดเพชรจริก จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

นายวิทยา กล่าวอีกว่า เมื่อช่วงวันที่ 5-6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ปส.ยังได้จัดการสัมมนาเพิ่มศักยภาพบุคลากรเพื่อสร้างความตระหนักด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่อมวลชน โดยความร่วมมือของคณะกรรมการพลังงานปรมาณูแห่งประเทศฝรั่งเศส(ซีอีเอ) เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ให้รับรู้และเข้าใจถึงปัญหาของการเผยแพร่ข้อมูลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และสามารถนำมาวิเคราะห์ประยุกต์ เพื่อที่จะวางแผนการดำเนินการให้เป็นโครงการบูรณาการด้านการสร้างความตระหนักด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ต่อมวลชนได้

+++สร้างองค์ความรู้ทุกหน่วยงาน

หัวหน้างานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ปส.ยังเปิดเผยอีกว่าปส.ได้ร่วมกับ หน่วยงานต่าง ๆ เพื่อบูรณาการสร้างความตระหนักด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้แก่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ ภาควิชานิวเคลียร์เทคโนโลยี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ สมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น

เนื่องจากเห็นว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จำเป็นต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าตั้งแต่ด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านกำลังคน ด้านกฎหมาย ด้านความปลอดภัย องค์กรในการควบคุมความปลอดภัย และการจัดการกากกัมมันตะรังสี โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจและการยอมรับของประชาชน

ส่วนจะมองว่าการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของปส.จะเกี่ยวข้องกับการตัดสินสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคตหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ปส.เป็นเพียงหน่วยงานที่ให้ความรู้ความเข้าใจและดูแลด้านความปลอดภัยเท่านั้น

+++"กรีนพีช"เก็บข้อมูลจับตาใกล้ชิด

ด้านนายธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ความเห็นว่า เท่าที่ทราบข้อมูลมาทางกฟผ.และปส.ได้ลงไปดูพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บริเวณแหลมแท่น อำเภอปะทิวแล้ว ส่วนจะตัดสินใจเลือกพื้นที่นี้หรือไม่เป็นเรื่องของอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มกรีนพีซ กำลังจับตาดูแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพีของกระทรวงพลังงานอยู่ว่าจะมีความเคลื่อนไหวอย่างไร เพราะโรงงานนิวเคลียร์จะเข้าระบบในปี 2563 ซึ่งถือเป็นงานหนักของผู้ที่จะผลัดดันให้เกิด เพราะไม่ได้สร้างได้ง่ายๆ เนื่องจากการยอมรับของประชาชน

ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสูงขึ้นมากกว่าในอดีต จะเห็นได้จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อินเดียมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นกว่า 300เ ท่า ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้เทคโนโลยีที่คำนึงถึงด้านความปลอดภัย และการก่อสร้างที่เร็วขึ้นจากเดิม และการที่อ้างว่าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อลดภาวะโลกร้อนนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะขณะนี้ภาวะโลกร้อนได้เกิดขึ้นแล้ว กว่าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะสร้างเสร็จเป็นการแก้ปัญหาที่สายเกินไปแล้ว

"กรณีที่มีการอ้างว่าประเทศไม่มีทางเลือกด้านพลังงานนั้น มองว่ายูเรเนียมคุณภาพดีที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ในอนาคตก็หายากเช่นกัน เพราะเวลานี้กำลังใกล้หมด ซึ่งการดำเนินงานของรัฐบาลเวลานี้เป็นการสร้างภาระให้คนรุ่นต่อไปในอนาคตที่ต้องรับภาระจากการลงทุนที่สูงขึ้น และต้องนำภาษีของประชาชนเข้าไปอุดหนุนซึ่งยังไม่รวมถึงการกำจัดกาก ที่ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบเกิดขึ้น" นายธารา กล่าวและว่า

สำหรับการดำเนินงานของกลุ่มกรีนพีซนั้น จะต้องรวบรวมข้อมูล ที่ได้จากประสบการณ์การตั้งโรงไฟฟ้าเคลียร์ของประเทศต่างๆ ในแง่มุมของการมีผลกระทบ นำมาเผยแพร่ให้ประชาชนรับรู้มากขึ้น เพื่อที่จะนำไปสู่การตัดสินใจว่าประเทศจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่

    โดย : ฐานเศรษฐกิจ        วันที่ 12/07/2007