เป็นบทความต่อเนื่องน่ะครับ ถ้ามีพี่ๆชาวBTSมาอ่านก้ออย่าว่ากันนะครับ(มีข้อความพาดพิงนิดหน่อย) พอดีช่วงที่เขียนไฟยังแรงอยู่น่ะ เพียงต้องการสื่อให้เห็นเชิงเปรียบเทียบระหว่างบ้านเรากับญี่ปุ่นเท่านั้นครับ
ตอน พัฒนาการของรถไฟกลิ่นชาเขียว(ต่อ)
โดย นายชีพ
ช่วงตรุษจีนมีโอกาสได้นั่งรถไฟทางไกลไปจังหวัดอุบลราชธานีเป็นรถนอนปรับอากาศชั้น 1 ออกจากกรุงเทพฯ 3 ทุ่ม ขึ้นไปไม่ได้คิดอะไรซักพักก็นอน ตื่นมา 6 โมงเช้า น่าจะอยู่ในช่วงสุรินทร์ถึงศรีษะเกษ พระอาทิตย์กำลังจะขึ้น ผมสั่งกาแฟกับไข่ดาวเพื่อจะได้มานั่งกินชมวิว และบรรยากาศยามเช้า แต่ทว่า..โอ้พระเจ้าจอร์จ มันยอดมากครับ ผมมองไม่เห็นอะไรเลย จะว่าอย่างนั้นคงไม่ใช่คือเห็นเหมือนกัน แต่ฟิล์มกรองแสงชนิดที่ใช้อยู่มันเป็นจุดๆมองทิวทัศน์ภายนอกไม่ชัด และถ้าเพ่งนานๆจะทำให้ปวดตา มันทำให้ผมนึกถึงคำของเพื่อนชาวต่างชาติที่มาเที่ยวกรุงเทพฯเมื่อสองปีที่แล้วขึ้นมาทันที เขาบอกว่ารถไฟฟ้า BTS ของไทยเนี่ยเห็นแก่รายได้ขององค์กรเป็นหลักจนลืม หลักการพื้นฐานของผู้ให้บริการ ตอนนั้นผมถามเขาว่าทำไมถึงคิดอย่างนั้น เขาบอกว่า แม้ 80% ของผู้ใช้ BTS จะเป็นขาประจำซึ่งใช้บริการอยู่ทุกวันไม่ว่าจะใช้เดินทางไปทำงานหรือไปธุระชอฟปิ้งหรืออื่นๆ ซึ่งความเคยชินทำให้เขาไม่ใส่ใจในเรื่องเล็กๆน้อยๆอยู่แล้ว แต่อีก 20% ของผู้ใช้จะเป็นขาจร ซึ่งเดินทางมาจากต่างจังหวัด อาจจะมาธุระหรือมาท่องเที่ยว ซึ่งเมื่อพวกเขามาใช้บริการแล้ว ไม่เกิดความประทับใจ พวกเขาอาจจะไม่มาใช้บริการอีกเป็นครั้งที่สองก็ได้ เพื่อนผม (ขาโจ๋) สาธยายต่อไปถึงความไม่ประทับใจว่า อย่างแรกคือ ถ้าจะขึ้น BTS คุณต้องหาห้องน้ำทั้งหนักทั้งเบาจัดการให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะ BTS ไม่มีห้องน้ำ (ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีคนบ่นว่า BTS ห้องน้ำสกปรก) จุดนี้สามารถลดค่าใช้จ่ายในเรื่องพนักงานทำความสะอาดไปได้มาก อย่างที่สองคือ ก่อนขึ้น BTS ต้องดื่มน้ำกินข้าวให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะเข้าห้ามนำอาหารและน้ำขึ้นไปบริเวณชานชลาหรือในรถไฟฟ้า ซึ่งแน่นอน BTS ลดปัญหาเรื่องขยะประหยัดเงินได้อีกเยอะ อย่างที่สาม ถ้าคุณคิดจะนั่งรถ BTS ชมวิวเมืองหลวงละก้อ คุณคิดผิด เพราะเขาแปะโฆษณาจนมืดตึดตื๋อ มองออกไปข้างนอกไม่ค่อยชัด ยิ่งมองนานตาอาจพร่าและทำให้วิงเวียนได้ง่าย ตอนนั้นผมเห็นด้วยกับเขาสองเรื่องแรก สำหรับเรื่องที่สามนั้นเฉยๆ เพราะอยู่กรุงเทพฯมานานไม่รู้สึกอะไร ถึงตอนนี้เมื่อรถทางไกลของการรถไฟหารายได้เข้าองค์กรด้วยการขายพื้นที่โฆษณา โดยไม่เว้นชองหน้าต่าง ทำให้ผมรู้สึกในฐานะผู้ใช้บริการว่ากำลังถูกเอาเปรียบ นี่ขนาดรถซึ่งวิ่งกลางคืนมีช่วงเวลาที่สามารถชมวิวเพียงชั่วโมงสองชั่วโมง ยังรู้สึกอย่างนี้ แล้วรถที่วิ่งกลางวันโดยเฉพาะสายเหนือ ซึ่งมีวิวทิวทัศน์งดงามเป็นเอกลักษณ์ของรถไฟไทยมาโดยตลอด จะรู้สึกอย่างไง
ที่เกริ่นเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะฉบับนี้จะพูดต่อจากฉบับที่แล้ว ในส่วนของการให้บริการในรูปแบบต่างๆของ JREAST ที่ค้างไว้ เบื้องหลังความสำเร็จที่ผมมองว่าสำคัญที่สุดของ JREAST คือ การเปลี่ยนความคิดของพนักงาน จากอดีตทุกคนจะเย่อหยิ่งถือว่าตนคือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะทำมากทำน้อย เงินเดือนมันก็ขึ้นของมันไปตามสเต็ปอยู่แล้ว ไม่มีความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ รู้เพียงว่ารถไฟคือหน่วยงานของรัฐเป็นสมบัติของชาติจะดีจะชั่วรัฐต้องประคับประคองอุ้มชูอยู่แล้ว เวลาผู้โดยสารบ่นหรือติเตียน ก็แทบจะบอกว่าถ้าไม่พอใจก็ไปใช้บริการขนส่งทางอื่นก็แล้วกัน แต่ในปัจจุบันพนักงานทุกคนเป็นเจ้าของ JREAST (เป็นผู้ถือหุ้น) ทุกคนคือผู้ให้บริการที่จะไม่ยอมเสียลูกค้าไปให้การบริการขนส่งอื่นๆนอกเหนือจากเครือข่ายการให้บริการของบริษัท เพราะทุกบาททุกสตางค์คือความอยู่รอดของบริษัทของตัวเอง นี่ยังไม่ต้องพูดถึงการทุจริตคอรัปชั่น ในบริษัทที่ไม่มีใครยอมให้มีการสูญเสียเช่นนั้นเกิดขึ้น เพราะหากยอดกำไรน้อยนั่นหมายถึงโบนัสในปีนั้นๆก็จะน้อยลงตามมา
อย่างที่บอกทิ้งท้ายฉบับที่แล้วว่า JREAST มิใช่บริษัทผู้ให้บริการรถไฟแต่เพียงอย่างเดียวนั้น เขาอะไรบ้าง ผมจะพูดให้ฟังเป็นอย่างๆไปนะครับ
(1) ธุรกิจเดินรถไฟ แบ่งเป็น ชินคังเซ็น 1,052.9 กิโลเมตร และรถไฟทั่วไป 6,473.9 กิโลเมตร มีจำนวนสถานีทั้งสิ้น 1,697 สถานี และจำนวนตู้รถไฟทั้งสิ้น 13,039 คัน
(2) ธุรกิจท่องเที่ยว จัดโปรแกรมท่องเที่ยวในรูปแพ็คเก็จ
(3) ธุรกิจเครดิตการ์ด จัดทำบัตรโดยสารในรูปบัตรเครดิต , บัตรสมาร์ทการ์ด เป็นต้น
(4) ธุรกิจบัตรของขวัญ ซึ่งสามารถใชแทนเงินสดในการซื้อสินค้าตามห้างร้านที่อยู่ในเครือของบริษัท
(5) ธุรกิจให้เช่าพื้นที่สถานี โดยแบ่งเป็นเช่าทำเป็นร้านสะดวกซื้อและเช่าเป็นร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม
(6) ธุรกิจชอปปิ้งเซ็นเตอร์ พัฒนาพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟเป็นห้างสรรพสินค้า มีบริษัทในเครือที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสิ้นประมาณ 30 บริษัท
(7) ธุรกิจอาคารสำนักงาน พัฒนาพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟเป็นอาคารสำนักงานให้เช่า
(8) ธุรกิจโรงแรม พัฒนาพื้นที่สถานีรถไฟและที่ดินตามสถานที่ท่องเที่ยวเป็นโรงแรมและที่พัก ปัจจุบันมีโรงแรมทั้งสิ้น 43 แห่ง รวมห้องพักทั้งหมด 5,284 ห้อง (ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2547)
(9) ธุรกิจโฆษณา ให้เช่าพื้นที่ติดป้ายโฆษณาภายในและนอกตัวรถโดยสาร เป็นต้น
(10) ธุรกิจสิ่งพิมพ์ จัดทำนิตยสารและสื่อสิ่งพิมพ์
(11) ธุรกิจบ้านและที่พักอาศัย ทำบ้านจัดสรร , คอนโดมิเนียม เป็นต้น
(12) ธุรกิจกีฬาและสันทนาการ ทำสปอร์ตคลับ , สกีคลับ โรงละคร เป็นต้น
(13) ธุรกิจด้านการศึกษา ทำโรงเรียนอนุบาลก่อนวัยเรียน และเนอสเซอรี
(14) ธุรกิจด้านสังคมสงเคราะห์ ทำธุรกิจบ้านพักคนชรา เป็นต้น
(15) ธุรกิจประกันชีวิตและอุบัติภัย ประกันภัยจากการเดินทาง , ประกันชีวิต เป็นต้น
(16) ธุรกิจสื่อบริการอินเตอร์เน็ต จองตั๋ว , โปรแกรมคำนวนเวลาเดินทาง เป็นต้น
(17) ธุรกิจจัดหางาน ให้คำปรึกษา ,ทั้งงานหาคนและคนหางาน
(18) ธุรกิจรถส่งพัสดุภัณฑ์ ให้บริการขนส่งสินค้าทางรถบรรทุก
(19) ธุรกิจรถบัส ให้บริการขนส่งผู้โดยสารทางรถบัส
(20) ธุรกิจรถเช่า ให้บริการเช่ารถยนต์
เป็นยังงัยกันบ้างครับที่ผมพูดมานั้นเป็นเพียงธุรกิจหลักๆเท่านั้น ยังมีธุรกิจย่อยๆ อีกมากมาย คงไม่สงสัยแล้วสินะว่าทำไมคนเขาถึงพูดว่า “JREAST มิใช่เพียงบริษัทรถไฟอีกต่อไป แต่เป็นบริษัทผู้ให้บริการในสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันที่ทุกคนจะขาดไม่ได้” ถ้าพวกเราลองคิดดูเล่นๆว่ารถไฟไทยของเรามีศักยภาพพอที่จะทำธุรกิจทั้ง 20 อย่างข้างต้นไหม บอกเลยว่าเราทำได้ เรามีที่ดินมากพอที่จะทำให้มันเกิดธุรกิจเหล่านั้นขึ้นมาได้ จะขาดก็แต่การสนับสนุนตลอดจนการผลักดันจากภาครัฐให้รถไฟของเราทำในสิ่งเหล่านี้ เพราะเราคือรัฐวิสาหกิจที่ยังคงต้องปฏิบัติตามนโยบายของภาครัฐ กลัวอย่างเดียวคือเมื่อถึงวันที่เรามีโอกาสได้ทำธุรกิจต่างๆดังกล่าว ไม่รู้ว่าเราจะยังมีที่ดินเหลืออยู่ในมืออีกซักเท่าไหร่........พบกันฉบับหน้าครับ
ตามมาอ่านครับ หนุกดี
มีต่อๆ ไปนะครับ