ราชภัฏ หยุดเถอะ
ช่วงนี้ อาจารญ์หมอวิจารณ์ ได้นำเอาบทความว่าด้วยการปฏิรูปการศึกษา ในชื่อเรื่อง "วิกฤติ กระบวนทัศน์ มโนทัศน์ เพื่อการปฎิรูปการศึกษา"ของ ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร ซึ่งท่านยกย่องบทความชิ้นนี้ว่าเป็น master piece ด้านให้ความลุ่มลึกในการทำความเข้าใจระบบการศึกษาไทย และท่านแนะนำด้วยว่า "ต้องอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ จึงจะได้รับประโยชน์เต็มที่"
ผมได้อ่านแล้ว เห็นด้วยกับ อาจารย์หมอวิจารณ์ที่ว่าเป็น master piece และเห็นว่า ประเด็นต่าง ๆ ที่ผู้เขียนได้หยิบยกขึ้นมาอภิปราย และเสนอแนะนั้น สมควรที่วงการศึกษาบ้านเรานำมา ถาม แถม เถียง กัน เพื่อให้ความคิดอ่านได้รับการขัดสีฉวีวรรณ ให้มีความเงางาม และเด่นชัดมากขึ้น แล้วผลักดันให้เป็นนโยบาย และขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ ในทุกภาคส่วนของการศึกษา น่าจะเป็นผลดีมากกว่า แนวความคิดที่รัฐบาลปัจจุบันใช้เป็นฐานในการบริหารจัดการการศึกษาอยู่ในขณะนี้ แม้ยังไม่สามารถดำเนินการในระดับชาติได้ในขณะนี้ หน่วยงานต่าง ๆ ก็สามารถนำเอาไปเป็นประเด็นสำหรับอภิปรายเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาในขอบข่ายที่ตนรับผิดชอบอยู่ได้
ในบันทึกล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ของอาจารย์หมอวิจารณ์ เป็นตอนที่ 10 เนื้อหาในตอนนี้ กล่าวถึง การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาว่าควรให้การศึกษาในเรื่องอะไร แก่ใคร
ผู้เขียน(ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร) ได้เสนอไดอะแกรมแสดงการเคลื่อนตัวของกำลังคนจากระบบการศึกษาระดับต่าง ๆสู่การประกอบอาชีพในสังคม ซึ่งผมขออนุญาตนำมาไว้ในบันทึกนี้เพื่อประกอบการทำความเข้าใจ ดังนี้
จากไดอะแกรมนี้ ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นว่า "คนช่วงวัยทำงานมีจำนวนมาก ประมาณกว่าสามสิบห้าล้านคน คนเหล่านี้ต้องการการศึกษา เราต้องปรับอุดมศึกษาให้คนเหล่านี้เรียนให้ได้ อุดมศึกษาต้องหันมาให้ความสนใจการศึกษาต่อเนื่องและการศึกษาตลอดชีวิต ไม่ใช่อุดมศึกษากระแสหลักอย่างปัจจุบันที่จัดการเรียน 08.00-16.00 น. อุดมศึกษาอนาคตต้องจัดเรียนสัปดาห์ละ 7 วัน และเรียน 3 กะ ใช้วิธีเรียนสำหรับผู้ใหญ่แตกต่างจากการเรียนแบบปกติของนักศึกษาช่วงวัยอุดมศึกษา"
ในฐานะที่ผมอยู่ราชภัฏมีความเห็นว่า ราชภัฏปัจจุบันส่วนใหญ่ยังดำเนินการในลักษณะ "อุดมศึกษากระแสหลัก"อยู่มาก กลุ่มเป้าหมายหลักยังอยู่ที่ คนจำนวนหนึ่งในจำนวนทั้งหมด 1.2 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้เข้ามาในราชภัฏจำนวนน้อยเต็มที และมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ แม้ราชภัฏมีการจัดการศึกษาภาค กศ.บป.ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่ผู้ที่ทำงานแล้ว แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันก็มีผู้เรียนที่เพิ่งจบมัธยมศึกษามาเรียนอยู่มาก ที่สำคัญคือ หลักสูตร ซึ่งหมายถึงเนื้อหา และวิธีการยังเป็นแบบ "อุดมศึกษากระแสหลัก" ไม่ใช่ "วิธีเรียนสำหรับผู้ใหญ่ " ที่ "แตกต่าง จากการเรียนแบบปกติของนักศึกษา"
ในความเห็นของผมเห็นว่าการศึกษาที่ราชภัฏรับผิดชอบอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถ"เพิ่มผลิตภาพ(Productivity) ของประเทศ"ได้ ที่เห็นชัด ๆก็คือ ราชภัฏสอนคนที่ยังไม่ได้ทำงาน และไม่แน่ว่าจะได้มีโอกาสทำงานหรือไม่ วิธีเรียนเป็นการเรียนหนังสือไม่ใช่วิธีเรียนสำหรับผู้ใหญ่ สิ่งที่เรียนมีลักษณะ"ลอยตัวจากสังคม" และที่สำคัญคือราชภัฏไม่สามารถทำหน้าที่ของอุดมศึกษาใน "มิติทางการใช้ประโยชน์ ทางปัญญา ทางจิตวิญญานและสังคม" ได้
ถ้าราชภัฏต้องการจะปรับเปลี่ยน ให้เป็นอุดมศึกษาที่สามารถ "เพิ่มผลิตภาพ(Productivity) ของประเทศ"ให้ได้ ผมก็เชื่อว่า ราชภัฏไม่สามารถทำได้ในขณะนี้ เพราะ หนึ่ง ไม่รู้เรื่องของคน สังคม และการอาชีพที่ในสังคมเขาทำกันอยู่ สอง ไม่คุ้นเคยกับ "วิธีเรียนสำหรับผู้ใหญ่ " ที่ "แตกต่างจากการเรียนแบบปกติของนักศึกษา" ประการหลังนี้ไม่หนักหนาสาหัสเท่าประการแรก เพราะการเรียนรู้ "คน สังคม และการอาชีพที่ในสังคมเขาทำกันอยู่"เป็นเรื่องที่ต้องใช้สติปัญญาและเวลา กล่าวได้ว่าที่ผ่านมา ราชภัฏไม่เคยคิดจะเรียนรู้เรื่องพวกนี้อย่างจริงจัง หากจะดำเนินการก็อาจเรียกได้ว่าต้องเริ่มต้นจากศูนย์เลยทีเดียว ดังนั้น ราชภัฏใดจะยกระดับตนเองให้เป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อท้องถิ่นที่ทรงคุณค่าจริง จะต้องเริ่มต้นเสียแต่วันนี้ แม้ว่าพรุ่งนี้ก็ยังไม่สาย แต่จะมีประโยชน์อะไรที่จะทำร้ายท้องถิ่นต่อไปด้วยหลักสูตรและการเรียนการสอนที่ด้อยผลิตภาพ
paaoobtong
14/16/52
7:29
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งแต่ยังอยากให้กลับไปเป็นวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยครูก็ได้ คุณผลิตคนที่จะมาสอนคนอย่างเดียวก็พอ
สวัสดีค่ะ