ตอนที่ ๑ ตอนที่ ๒ ตอนที่ ๓
ตอนที่ ๔ ตอนที่ ๕ ตอนที่ ๖ ตอนที่ ๗ ตอนที่ ๘ ตอนที่ ๙ ตอนที่ ๑๐ ตอนที่ ๑๑
ผมขอบทความที่มองระบบการศึกษาไทยอย่างครอบคลุมรอบด้าน และเห็นภาพเชิงประวัติศาสตร์ ของ ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร นักวิทยาศาสตร์และนักการศึกษาที่ดีและเก่งที่สุดคนหนึ่งของสังคมไทย เอามาเผยแพร่ต่อดังต่อไปนี้ โดยที่บทความนี้ยาวกว่า ๕๐ หน้า จึงทยอยลงหลายตอน
ขอชักชวนให้ค่อยๆ อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ จะได้ประโยชน์มาก
วิกฤติ กระบวนทัศน์ มโนทัศน์ เพื่อการปฎิรูปการศึกษา
กฤษณพงศ์ กีรติกร
ต่อจากตอนที่ ๑๑

ตัวป้อนที่มีอ่อนแอ
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่อุดมศึกษาพบและน่าห่วงคือ คุณภาพวิชาการทั้ง cognitive domain และ affective domain ของลูกศิษย์เราอ่อนลงมาก อ่อนลงเรื่อยๆ จากการเทียบ(benchmark) คุณภาพการศึกษาทางวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ของนักเรียนประเทศต่างๆในโลก ในโครงการ Program for International Assessment - PISA เราเห็นว่าเมื่อเปรียบเทียบความสามารถของนักเรียนไทยทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาแม่ระหว่างนักเรียนสี่สิบกว่าประเทศ ความสามารถของนักเรียนไทยในภาพรวมด้อยกว่าชาติอื่น เมื่อเทียบนักเรียนไทยกับนักเรียนกลุ่มประเทศ OECD นักเรียนไทยส่วนใหญ่มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และภาษาแม่อยู่ระดับต่ำ อีกทั้งนักเรียนไทยที่มีความสามารถสูงทางวิทยาศาสตร์และภาษาแม่ คิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่านักเรียน OECD ในมิติการเปรียบเทียบ เราจึงมี ปัญหาทั้งปริมาณและคุณภาพ
ในเรื่องภาษา เรารู้กันว่าเด็กไทยอ่านหนังสือน้อยกว่านักเรียนเอเซียและชาติตะวันตก การหาความรู้เองจึงจำกัด การงอกเงยของความรู้ก็จำกัด เมื่อนักเรียนไทยอ่อนแอด้านภาษาแม่คือภาษาไทยแล้ว การเข้าใจในวิชาอื่นก็จะด้อยลง สัปดาห์ก่อนผมสอบวิชาปัญหาพิเศษ(special study) ลูกศิษย์ปริญญาเอกคนหนึ่ง ในเอกสารรายงานวิชาปัญหาพิเศษที่ลูกศิษย์เขียนส่งมา ผมพบว่าลูกศิษย์สร้างประวัติศาสตร์ที่เขียนภาษาไทยความยาวหนึ่งหน้าครึ่งได้โดยไม่มีย่อหน้า ผมอ่านแล้วจมหายไปกับอักษรที่มากมายและจับความได้ยาก ผมบอกลูกศิษย์ว่าสมัยผมเรียนหนังสือ ครูสอนว่าเวลาเขียนความเรียง หนึ่งย่อหน้าให้สื่อความคิดหลัก (Main concept) หนึ่งความคิด เมื่อใดก็ตามที่เปลี่ยนความคิดหลักต้องขึ้นย่อหน้าใหม่ ในหนึ่งหน้าครึ่ง ผมวิเคราะห์ให้ลูกศิษย์ดูเห็นว่ามี สี่หรือห้า ความคิดหลัก ถ้าผมเขียนความเรียงนี้จะมีสี่หรือห้าย่อหน้า นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของความอ่อนแอของการใช้ภาษาแม่

ประเด็นต่อไป เป็นความท้าทายของการเปลี่ยนโครงสร้างทั้งแรงงานและ GDPของประเทศ ถ้าดูสัดส่วนของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ต่อ GDP ของประเทศ 40%ของ GDP มาจากภาคอุตสาหกรรม (และเป็นอุตสาหกรรมอาหาร 8-9%) ประมาณ 9% ของ GDP มาจากภาคเกษตรฐานแรงงาน แต่ว่าคนอยู่ในภาคเกษตรมีประมาณ 40% คนภาคเกษตรมีฐานความรู้ต่ำ ส่วนมากมีการศึกษาระดับการศึกษาภาคบังคับ คำถามก็คือจะเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ของคนในภาคเกษตรอย่างไร จะเปลี่ยนภาคเกษตรฐานแรงงานเป็นเกษตรใหม่ฐานเทคโนโลยีและฐานความรู้ โดยใช้โอกาสของการบรรจบและการหลอมกันของศาสตร์ดังที่กล่าวมาแล้วอย่างใด มหาวิทยาลัยจะเข้าไปช่วยอย่างไร สิ่งนี้เรามองภาคเกษตรในเชิง output ทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่มีมิติอื่นของภาคเกษตรที่ผมพูดแล้วคือมิติ Social safety net และ Food security
เรื่องที่เราต้องคิดให้มากสำหรับอุดมศึกษาต่อไป คือรอยต่อระหว่างอุดมศึกษาและการศึกษาระดับอื่นจะทำอย่างไร โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐานกับอาชีวศึกษา พวกเราในมหาวิทยาลัยจะทำอย่างไร แนวคิดในส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐาน เราต้องเห็นบทบาทที่ มหาวิทยาลัยเป็นกลไกสำคัญของการผลิตและพัฒนาครู ถ้าครูไม่เก่ง ลูกศิษย์ประถมศึกษามัธยมศึกษาก็ไม่เก่งต่อเนื่องกัน มหาวิทยาลัยก็อ่อนแอลงเพราะนักเรียนไม่เก่ง ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องช่วยกันทำอาชีพครูให้ดีขึ้นมาให้ได้ ทำอาชีพครูให้มีเกียรติ ทำให้คนเก่งมาเรียนครูให้ได้ ระยะยาวจะต้องทบทวนกระบวนการผลิตครู ตอนนี้ในการผลิตครูเราทำหลักสูตร 5 ปี และหลักสูตร 4 เรียนต่อ 1 ปี เพื่อให้ได้ประกาศนียบัตร ผมเรียกว่าหลักสูตร 4 + x ปี อาจต้องมองว่าหลักสูตรการผลิตครูควรจะเป็นอย่างไรอย่างจริงจัง
บทความชุดนี้เป็น master piece ด้านให้ความลุ่มลึกในการทำความเข้าใจระบบการศึกษาไทย ต้องอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์จึงจะได้รับประโยชน์เต็มที่
วิจารณ์ พานิช
๒๖ พ.ค. ๕๒