หลังจากเสร็จสิ้น "พิธีกรรมแห่งพิธีเปิด" ... ความมีชีวิตโลดแล่น กลับมาอีกครั้ง จากการนั่งบนเก้าอี้เราเปลี่ยนมานั่งล้อมวงกันบนพื้น อันเป็นวิถีที่คุ้นชินที่มีความเป็นกันเอง ทักทายทำความตกลงกันต่อการร่วมกระบวนการ "สกัดความรู้" ในวันนี้ เราได้มีฉันทามติในเรื่องของ
- การเปิดประตูใจไปสู่ความใคร่ครวญในการเรียนรู้ และร่วมลงมือดำเนินกิจกรรมที่มีขึ้น
- การปิดเครื่องมือสื่อสาร อันเป็นอุปสรรคที่ทำให้ความมีสมธิของเราได้ชะงักลง
- การพูดคุยกันในลักษณะของ "สุนทรียะสนทนา" Dialogue คุยกันด้วยใจเบาเบา
- การใช้เครื่องมือที่มีอยู่ในร่างกาย คือ "ลมหายใจ" มาใช้ประกอบกับการทำสุนทรียสนทนา ด้วยวิธีการที่เรียกว่า หายใจด้วยสะดือ
"หายใจด้วยสะดือ" หายใจเข้ารู้ตัวว่าหายใจเข้า หายใจออกรู้ตัวว่าหายใจออก ไม่ได้สักแต่ว่าหายใจ แต่ให้ตามดูการเคลื่อนตัวไปของลมหายใจ อันไปสู่การได้รู้สึกตัวของการเคลื่อนไปแห่งสภาวะกาย จากนั้นก็เริ่มกิจกรรมการเตรียมความพร้อมของสมองเพื่อปรับคลื่นที่นำไปสู่ความพร้อมต่อการเปิดประตูใจในการเรียนรู้ ด้วยกันนั่งตามดูลมหายใจร่วมกันประมาณสิบห้านาที
ความผ่อนคลาย ปรากฏต่อบรรยากาศของห้องแห่งเรียนรู้นี้
รอยยิ้ม เสียงทักทาย และความสงบในจิตใจมีมากขึ้น เราต่อกันด้วยกิจกรรมวาดภาพ โดยให้ทุกคนได้วาดภาพตนเอง จากนั้นนำไปแลกเปลี่ยนกันและให้คนที่ได้ภาพบุคคลอื่นเดินตามหาเจ้าตัวพร้อมสอบถามข้อมูลในเรื่องที่เราอยากทราบ เป็นที่น่าสังเกตว่า จากภาพที่ค่อนข้างดูไม่เหมือนเจ้าตัวเลย แต่ส่วนใหญ่ก็ตามหาเจ้าตัวหรือเจ้าของภาพนั้นเจอ จากการบอกเล่าบอกว่า "พอเห็นภาพปุ๊บก็นึกเดาได้เลยว่าน่าจะเป็นคนนั้นคนนี้" ข้าพเจ้าวิเคราะห์ว่า "โครงสร้างทางปัญญา" ในส่วนที่เป็น "ความจำ" "ความเชื่อมโยง" และ "ความเป็นนามธรรม" ของบุคคลเกิดการขยายของโครงสร้างทางปัญญา (schema) เกิดขึ้นผ่านกิจกรรมที่ทุกคนได้ลงมือทำ
หลังจากที่ทุกคนได้ทำความรู้จัก ได้เตรียมความพร้อมต่อการที่ได้พูดและฟัง...อย่างลึกซึ้งนี้แล้ว

เราก็แยก "วงการเรียนรู้" เป็นวงเล็ก อีกสี่วง เพื่อเข้าสู่กระบวนการ "สะกัดและขุดความรู้" การที่เราจะได้มาของความรู้ที่มีอยู่ในแต่ละบุคคลเราใช้ฐานของ "คำถาม" (problem base) และลักษณะคำถามที่เป็นในลักษณะที่จะต้องให้ทุกคนได้คิด "Higher order thinking" มาเป็นเครื่องมือที่จะสกัดและความขุดความรู้ (tacit knowledge) ที่เราอยากจะส่องดู เพื่อนำออกมาสู่กระแสแห่งการหมุนเกลียวคลื่นความรู้ (explicite knowledge) ภายในทั้งวงเล็กและวงใหญ่
คุณอำนวยแต่ละกลุ่ม ... ล้วนแต่เป็นผู้ทำงานทางด้าน "ความเป็นมนุษย์" ทำให้การลื่นไหลของสายธารแห่งความรู้เคลื่อนไปสู่การเกิดกระบวนการทางปัญญาเกิดขึ้น
แรกๆ ที่เราได้เจอจากกระบวนการนี้ คือ ความเคยชินของการถกเถียงกันมักจะมีปรากฏอยู่ในช่วงแรก แต่เมื่อสภาวะเริ่มเคลื่อนเข้าสู่กระแสแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกิดขึ้น การถกหายไป แต่การต่อยอดความรู้เข้ามาแทนที่ ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็น "คุณค่า"ทางปัญญาที่มีแต่ละบุคคล ปรากฏขึ้น

จากที่เคยมา เคยร่วมในกิจกรรมของคนสาธารณสุข...หลายคนเคยเป็นแต่ "ผู้นั่งฟัง"
แต่วันนี้ความเป็นมนุษย์เปลี่ยนไป ผู้เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้บอกว่า ดีมาก... "ได้เกิดการคิด และได้พูด "
เพียงเท่านี้ก็ก่อเกิดเป็นทุนทางปัญญาอย่างมหาศาลเกิดขึ้นแล้วใน "วงแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้" เพราะการที่บุคคลคนหนึ่งได้คิดหรือพูดออกมานี้ โครงสร้างทางปัญญาได้เกิดการถักทอเป็นสายใยที่แตกยอดออกไปอีกมากมาย

มันเกิดเป็นแรงบันดาลใจของการทำงานด้านสุรา บทเรียนหนึ่งที่ได้มา คือ การงดเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ในวันที่งานตามบ้านต่างๆ หรือวันพระ หรือวันสำคัญทางศาสนา มันเป็นเรื่องที่ยากหากว่า "บริบทยโสธร" ที่เป็นความเป็นผู้มีใจรักความสนุกสนาน งานประเพณีต่างๆ ก็ต้องมีเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ทุกครั้ง หลายคนจึงมองว่าเรากำลังทำงาน "ทวนกระแส" ซึ่งอาจดูยาก แต่เมื่อร่วมใจแล้วจะเกิดพลัง นี่เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่สะกัดออกมาได้...
การที่มองว่ายากแต่ก็จะทำ ข้าพเจ้าให้รหัสของการตีความนี้ว่า "เกิดแรงใจ" เกิดขึ้น
มีพ่อผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่า อาจจะต้องกลับไปทบทวนตัวเองแล้วล่ะว่า "ที่บ้านคงจะเลิกขายเหล้า" เพราะอยากช่วย หากไม่ทำเป็นต้นแบบแล้วเราจะมีหน้าไปบอกคนอื่นได้อย่างไร ...

จากคำถามสี่ประเด็นที่เรานำไปสู่การขับเคลื่อนการทำงานด้านสุรานี้ ... เวลาในช่วงเช้าได้หมดลง "ความรู้" ที่เต้นระริกๆ ในวง ได้ถูกร้อยเรียงอันผ่านจากการสะกัดในวงออกมาเป็น "คุณค่า" ที่เราจะน้อมนำไปเก็บไว้ในคลังความรู้ และนำไปต่อยอด สำหรับการต่อภาพการทำงาน..
แต่กระบวนการนี้ก็ยังไม่เสร็จ...
แม้แต่ในวงทานข้าวเราก็ยังมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันต่อ พร้อมนำไปสู่วงแห่งเวทีในช่วงบ่ายกันต่อ