ช่วงนี้ ขอเสนอองค์ความรู้ เรื่อง การสร้างครอบครัวสุขภาวะในโรงเรียน ที่ผมกำลังดำเนินการอยู่ ให้เห็นภาพทั้งระบบ ดังนี้ครับ
สาเหตุหลัก
ความเจริญด้านวัตถุของสังคมในยุคปัจจุบัน ทำให้การพัฒนาด้านจิตใจเริ่มมีปัญหา สถาบันครอบครัวเริ่มสั่นคลอน
ส่งผลให้
- พ่อแม่ไม่มีเวลาพูดคุยกับลูก
- พ่อแม่ไม่เข้าใจธรรมชาติของลูก
ทำให้
- พ่อแม่กับลูกเริ่มมีความห่างเหินกัน
- พ่อแม่ไม่ทราบพฤติกรรมของลูก
- ลูกไม่ทราบความต้องการของพ่อแม่
ผลคือ
- ลูกติดเพื่อน
- ลูกแสดงออกในทางที่ผิด
การจัดการความรู้ในครอบครัวเพื่อสร้างครอบครัวสุขภาวะ
- เป็นกระบวนการในการสร้างสายสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้กระชับแน่น
วิธีการจัดการความรู้ในครอบครัว
- เวทีที่ พ่อแม่ และ ลูก มาพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจในปัญหา และ หาทางออกร่วมกัน โดยการตั้งประเด็นคำถามตามความต้องการ ตามความรู้สึกของแต่ละฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกของพ่อแม่ หรือ ของลูก ว่าแต่ละฝ่ายคิดอย่างไร และ ต้องการอะไร
ความคาดหวังจากการจัดการความรู้ด้านครอบครัว
ทำให้พ่อแม่ ลูก เข้าใจกันยิ่งขึ้น ทั้งฝ่ายพ่อแม่และลูกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามที่ได้ปรับความเข้าใจกัน
ขอเพิ่มเติมครับ อ่านเล่นๆ
"เวทีนี้เป็นการจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง ลูก และครู โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเข้าใจ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว ระหว่างครอบครัวกับโรงเรียน และครอบครัวอื่นๆ โดยร่วมกันค้นหาความทุกข์ และความสุขของครอบครัวด้วยกระบวนการแบ่งกลุ่ม โดยแบ่งเป็นกลุ่มพ่อแม่ และกลุ่มลูก ซึ่งทำให้พ่อแม่เข้าใจปัญในการแก้ปัญหา นอกจากนี้พ่อ แม่ ลูก และครู ยังได้ตระหนักถึงการที่จะต้องปรับปรุงตัวเองในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาตนเอง และครอบครัวให้มีความอบอุ่นเข้มแข็ง" ครูอักษรากล่าว
พระมหาสุทิน สุทิโน ผู้จัดการโรงเรียนผดุงวิทย์เผยว่า ปัญหาครอบครัวส่วนใหญ่ที่พบคือ พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก เพราะทุกคนต้องปากกัดตีนถีบเพื่อเอาตัวรอด เมื่อนำพ่อแม่มาร่วมกิจกรรมกันภายในโรงเรียนได้ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วม ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี
ด้าน ครูอรชร พรศิริ และ ครูสิทธิ สะมิระสุทธ์ จากโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ต่างก็เห็นประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายได้รับเหมือนๆ กัน ว่าจะได้ผู้ปกครองที่เข้าใจลูก ช่วยให้การสื่อสารระหว่างครู ผู้ปกครอง และเด็กเพิ่มขึ้น ทุกฝ่ายกล้าคุยปรึกษา และเปิดใจถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็ก สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการสื่อสาร ระหว่างพ่อแม่ เด็ก และครูดีขึ้น นอกจากนี้ครูก็จะเข้าใจพื้นฐานและปัญหาของเด็กแต่ละคน และช่วยแก้ปัญหาได้ดีขึ้น
"กระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมทำให้เกิดการสื่อสารพูดคุย ครูก็เห็นว่าพ่อแม่คิดอย่างไร ลูกคิดอย่างไร พอจบเวทีครูก็เริ่มเข้าใจนักเรียนมากขึ้น พ่อแม่เองก็กล้าคุยกับครูมากขึ้น สิ่งที่เราได้พบคล้ายกันหมด คือแม้กระทั่งเด็กที่เรียนเก่งเอง ก็มีปัญหาเหมือนกับเด็กที่เรียนไม่เก่ง แต่เด็กแทบไม่มีโอกาสได้คุยกับพ่อแม่เลย" ครูธีระพร ทองรอบ จากโรงเรียนห้างฉัตรวิทยากล่าวผลที่ได้จากกิจกรรมสานรักบ้าน และโรงเรียน
นายสัมฤทธิ์ รินทร์ศรี คุณพ่อของ ด.ญ.ธมลวรรณ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยเล่าว่า การเข้าร่วมกิจกรรมทำให้เห็นว่า ความคิดพ่อแม่ ความคิดของครู ความคิดของลูก นั้นมันไปกันคนละทาง กิจกรรมนี้ จะช่วยจูนแนวทางของทุกฝ่ายให้เข้าหากัน ทำให้รู้ว่าทุกคนคิดกันอย่างไร หลอมสามส่วนนี้ให้ไปสูจุดมุ่งหมายเดียวกัน
"ตอนนี้ลูกก็ปรับตัวเข้ามาหาเรามากขึ้น เข้าใจหน้าที่ตัวเองมากขึ้น เข้าใจพ่อแม่มากขึ้น เราก็เข้าใจวิธีการคิดของเรามากขึ้น เขาเองก็เปิดใจยอมรับความคิดเห็นของพ่อแม่มากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กมากที่สุดก็คือ เด็กมีเหตุผลมากขึ้นจากการที่เขาได้รู้ว่าทุกๆ สิ่งที่เราทำนั้นเราทำเพื่อตัวลูกทั้งหมด" คุณสัมฤทธิ์กล่าว
ด.ช.ภานุพงษ์ เมฆศิริ, ด.ญ.ธมลวรรณ รินทร์ศรี และ ด.ญ.ณัฐญานัญ ฮะตระกูล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย และ น.ส.พรกมล ฉัตรแก้ว, น.ส.อัมพร จอมคำ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้างฉัตรวิทยา ต่างก็เห็นถึงสิ่งที่พวกเขาได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมเหมือนๆ กันคือ ความกล้าที่จะแสดงออก กล้าที่พูด กล้าคุย กล้าปรึกษาปัญหาต่างๆ กับพ่อแม่และครูมากยิ่งขึ้น ด้านพ่อแม่ และครูก็มีความเข้าใจในตัวลูก และรับฟังความคิดเห็นของพวกเขามากขึ้น ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน
"พอมาร่วมกิจกรรมก็ทำให้พ่อแม่และตัวเราเองรู้ว่าเราต่างคนก็คิดไปเองกันคนละทาง ก็เลยเข้าใจกันมากขึ้นคุยกันได้ทุกเรื่อง สามารถที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกจริงๆ ได้ กล้าที่จะพูดกับคุณพ่อคุณแม่ด้วยเหตุผล" น.ส.พรกมล จากโรงเรียนห้างฉัตรกล่าว
"ในปีหน้าแผนงานฯ จะมุ่งไปสู่เด็กและเยาวชนมากขึ้น โดยเราจะต้องกระตุ้นให้คนในสังคมช่วยกัน ออกมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ ในการส่งเสริมครอบครัวด้วยตัวของเขาเอง ทำให้เขารู้สึกได้ และเข้าถึงตรงนั้นให้ได้ ซึ่งการแก้ปัญหาสุขภาวะครอบครัว จะต้องทำด้วยการหยุดความทุกข์ และการสร้างความสุข 8 ข้อ คือ หยุดอบายมุข หยุดนอกใจ หยุดใช้ความรุนแรง หยุดภาวะหนี้สิน และสร้างความเอื้อเฟื้อแบ่งปัน สร้าง และกระตุ้นให้เห็นว่าครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด สร้าง และกระตุ้นให้มีการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว และสร้างให้เกิดการสื่อสารที่ดีระหว่างกัน และกันของสมาชิกในครอบครัว" นายวันชัย บุญประชา ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะครอบครัว สสส.กล่าวสรุป
สวัสดีค่ะท่านรอง
ใช่แล้วค่ะ ทำไมลูกหลานคนไม่สามารถเปิดเผยความจริงกับพ่อแม่ได้
แต่สามารถพูดคุยกับเพื่อนได้ทุกเรื่อง
ทั้ง ๆ ที่ก็อยู่กับพ่อแม่มาตั้งแต่เกิด
อันนี้เป็นการบ้านที่พ่อแม่หลานคนคิดแล้วคิดอีกมานาน
แต่ก็ไม่สามารถเปิดใจลูกได้
แต่ทำไมเด็กบางคนถึงไม่เป็น นี่แหละพ่อแม่จะทำยังไง ไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ยาก อิอิ
ไปกินข้าวกันค่ะท่านรอง
เป็นแนวคิดที่ดี เห็นด้วยครับ
ซึ่งจะช่วยให้การแก้ปัญหาต่างๆ ของนักเรียน
ในโรงเรียนได้ดีมากขึ้น ดีมากที่ครูนอกจากช่วย
นักเรียนในโรงเรียนแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาครอบได้อีก
เรื่องนี้เป็นต้นตอเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคม เป็นต้นเหตุของปัญหาในทุกเรื่องในสังคมก็ว่าได้ ดีใจที่มี รอง ผอ.สพท.ดีดี คิดดี คิดเก่ง รู้รากเง้าของปัญหา น่าชื่นชม เป็นบุญของชาวตราดจริงๆ ขอให้ประสบความสำเร็จครับ
ผมเพิ่งกินข้าวที่หน้าห้องสักครู่นี่เอง ข้างๆห้องเขาประชุมจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาของ สพท.ตราด ผมไม่เกี่ยวหรอกครับ แต่พี่เขาเรียกกินข้าว ก็ต้องกินเสียหน่อย แค่ 2 จาน
ขอบคุณครับสำหรับ
ทำไมลูกหลานคนไม่สามารถเปิดเผยความจริงกับพ่อแม่ได้
ขอบคุณคุณจักรกฤษณ์มากครับ
สถาบันครอบครัวน่าเป็นห่วงมาก โรงเรียนคงต้องช่วยไปพลางก่อนครับ
น้องม่อน หน้าตาสดใส แข็งแรง ดีจังเลยครับ
ท่าน ผอ.สบายดีนะครับ
สวัสดีค่ะท่านรอง " ทำไมลูกหลานถึงไม่สามารถเปิดเผยความจริงกับพ่อแม่ได้ แต่สามารถพูดคุยกับเพื่อนได้ทุกเรื่อง ทั้ง ๆ ที่ก็อยู่กับพ่อแม่มาตั้งแต่เกิด " แต่ถ้าพ่อ แม่ พยายามปรับตัวให้เป็น เพื่อนกับลูก เชื่อว่าลูกหลายๆคนคงเลือกที่จะปรึกษาคนที่อยู่กับเขามาตั้งแต่เกิดค่ะ
ผมจะนำไปเสริมเติมเต็มในเวทีเรียนรู้ครับ